อยากทราบคำว่า "จิตใต้สำนึก" มีความหมายอย่างไร

เนื้อความ :

อยากทราบคำว่า "จิตใต้สำนึก" มีความหมายอย่างไร

จากคุณ : 999 [ 9 ก.ย. 2545 / 19:23:28 น. ]

[ IP Address : 202.28.27.3 ]

ความคิดเห็นที่ 1 : (ดังตฤณ)

จิตสำนึก คือลักษณะรู้ได้ เข้าใจได้ สั่งการได้ด้วยเจตนาอันเป็นปัจจุบัน

เพราะคำว่า "สำนึก" ที่ใช้ในความหมายนี้คือระลึกได้ หรือตื่นเต็มอยู่ รู้ความอยู่

ส่วนจิตใต้สำนึกเหมือนอีกภาคหนึ่ง หรือกระทั่งอีกบุคคลหนึ่ง

ฝรั่งมองว่าเป็นตัวเราเอง ที่ไม่รู้ตัว แต่ผลักดันให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ

ทั้งที่เป็นปกติ แล้วก็ที่ไม่ค่อยปกติ ไม่เป็นที่เข้าใจ กระทั่งตนเองก็อาจงง

เช่นชาวบ้านบอกส่วนใหญ่บอกว่าอย่างนี้ไม่ได้เรื่อง แต่เรากลับชอบใจอย่างไม่มีเหตุผล

ถ้าใครฝึกสมถวิปัสสนากระทั่งมีความรู้เข้ามาภายในขอบเขตของเวทนา สัญญา สังขาร

เห็นชัดเข้าไปในแต่ละเหตุผลของเวทนาหนึ่งๆ สัญญาหนึ่งๆ สังขารหนึ่งๆ

ผละความเห็นในตัวตนออกมาจากเวทนา สัญญา สังขาร

ชนิดที่ถ้าถูกใครว่าให้เจ็บใจ ก็เห็นแค่สัญญาขันธ์มันรับไป เห็นสังขารขันธ์มันเจ็บไป

ไม่ได้มีใครเจ็บ ไม่ได้มีใครชอบชังอยู่

เห็นได้ถึงอย่างนั้นจะเข้าใจว่าสัญญาและสังขารในปัจจุบันนั้น

มีที่มาที่ไปผูกโยงกันกับสัญญาและสังขารในอดีต

เช่นจู่ๆจะเกิดความเจ็บไม่ได้ ถ้าไม่รู้ภาษาที่เขาด่าเรา (อันนี้แบบตื้นที่สุด)

และถ้าจิตใหญ่จนเห็นผัสสะทั้งหลายเป็นของเล็ก ของตื้น ของว่างเปล่า

ก็อาจมองเห็นใครสักคนแล้ว "รู้" ว่ามีกระแสผูกพันกัน

มีสัญญาละเอียดทางใจผุดขึ้นหลังจากสัญญาหยาบทางตาปรากฏ

ก็ทราบด้วยความหยั่งรู้ที่เกิดขึ้นธรรมดาๆ ว่าเพราะมีความผูกพันมาก่อน

เป็นบวก เป็นลบ จึงเกิดความชอบ ความชังแบบหนึ่งๆขึ้นมา

อ่านตำราจิตวิทยาพันเล่ม (อาจ) ใช้เวลาสิบปี

ก็ไม่สู้ฝึกวิปัสสนาให้รู้เวทนา สัญญาและสังขารสามตัว (อาจ) ใช้เวลาแค่สามเดือน หรือสามปีครับ

จากคุณ : ดังตฤณ [ 9 ก.ย. 2545 / 20:23:15 น. ]

[ IP Address : 202.133.160.67 ]

ความคิดเห็นที่ 2 : (000)

น่าสนใจครับอยู่ๆก็มีกระทู้คำสั้นๆ แต่ความหมายและผลของสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย ทราบมาว่าจิตสำนึกกับจิตไร้สำนึกในคนทั่วๆไปนั้นจะถูกกั้นออกจากกัน(ไม่ทราบจะตรงกับความหมายที่ต้องการหรือไม่ ถ้าไม่ก็ขออภัยนะครับ) ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่เรานั่งพูดอยู่ จิตสำนึกจะทำงานเกี่ยวกับการพูดตลอดเวลา เมื่อนั่งนานๆร่างกายบางส่วนจะถูกกดเกิดอาการเจ็บ จิตสำนึกจะไม่รู้ เพราะมัวแต่ทำงานเกี่ยวกับการพูดอยู่ แต่จิตไร้สำนึกจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดทันที ไม่เพียงแต่รู้สึกเท่านั้น มันจะปรุงแต่งว่าเจ็บและไม่ชอบ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกๆวันจนเป็นนิสัยของเรา เมื่อใดที่มีความไม่สบายเกิดขึ้น จิตไร้สำนึกจะมีปฏิกริยาตอบโต้ว่าไม่ชอบ ไม่อยาก และเมื่อใดมีสิ่งที่ชอบก็จะเกิดความอยาก เช่นเดียวกับเมื่อรู้สึกคัน ตอนกลางคืนขณะที่ท่านนอนหลับ จิตส่วนที่หลับคือจิตสำนึก แต่จิตไร้สำนึกไม่เคยหลับ แต่จะรู้ความรู้สึกต่างๆตลอดเวลา เมื่อยุงกัด จิตสำนึกจะรู้ทันที ทำให้ท่านขยับตัวไล่ยุงไปและเกาตรงรอยยุงกัด โดยที่จิตสำนึกของท่านไม่ได้รู้ด้วยเลย ตื่นเช้ามีคนมาทักท่านว่าถูกยุงกัด ท่านก็ยังไม่ทราบ ท่านจะเจาะลึกไปถึงจิตไร้สำนึกได้ก็ต่อเมื่อท่านสังเกตดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับร่างกายเท่านั้น และนี่คือสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบและสามารถขจัดกิเลสที่ฝังลึกอยู่ภายในได้หมดสิ้น คือ มหาสติปัฏฐานสูตร

นี่คือข้อความที่ผู้รู้ถ่ายทอดมา ผมจึงขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้เล่าสู่กันฟังด้วยนะครับ ขอให้ทุกๆท่านมีความสุข สวัสดีครับ

จากคุณ : 000 [ 9 ก.ย. 2545 / 20:34:48 น. ]

[ IP Address : 202.183.173.26 ]

ความคิดเห็นที่ 3 : (ลุงสุชาติ)

ท่านอาจารย์วศินฯ ได้อธิบายว่า จิตใต้สำนึกคือ ภวังคจิต หรือ ส่วนลึกที่สุดของจิต เป็นที่สะสมเรื่องราวที่ได้ผ่านเข้ามาจากวิถีจิต หรือ จิตสำนึก ทั้งบุญบาป ท่านได้อุปมาไว้ว่า จิตสำนึกเปรียบได้กับน้ำในระดับตื้นๆ หรือผิวน้ำในบ่อน้ำ จิตใต้สำนึกเปรียบเหมือนน้ำที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดของบ่อน้ำ เมื่อมีฝุ่นละอองหล่นลงในน้ำ มันจะลอยอยู่ที่ผิวน้ำ ต่อมาจะค่อยๆ จมลึกลงไปในที่สุดก็ตกตะกอนอยู่ที่ก้นบ่อ ซึ่งจะสะสมเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาไว้ ทำให้เกิดเป็นอนุสัยสันดาน ถ่วงจิตไว้ให้จมดิ่งติดอยู่กับกิเลศสิ่งเศร้าหมอง ท่านยังได้เปรียบเทียบว่า จิตสำนึกเปรียบได้กับส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่เหนือผิวน้ำ จิตใต้สำนึกเปรียบได้กับส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำ ส่วนที่อยู่พ้นน้ำคือ ส่วนของจิตที่นำมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตได้ ซึ่งมีเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ ผู้ที่ได้ขัดเกลากิเลศ หลุดพ้นจากเครื่องผูกมัดยึดติดแล้ว ซึ่งได้แก่ พระอริยบุคคล ทั้งสี่ระดับ จึงมีส่วนของจิตที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์มากกว่าปุถุชนธรรมดา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ซึ่งดับอาสวกิเลศ คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฐิ และหลุดพ้นจากเครื่องผูกมัดรัดรึงพันธนาการ หรือสังโยชน์ ได้โดยสิ้นเชิง จิตของท่านจึงเหมือนกับภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำได้ทั้งหมด จิตของท่านจึงเข้าสู่กระแสนิพพาน ตรัสรู้แจ้งในสภาวธรรมทั้งปวง มีอภิญญา มีอิทธิปาฏิหารย์ต่างๆ

จากคุณ : ลุงสุชาติ [ 9 ก.ย. 2545 / 22:26:24 น. ]

[ IP Address : 202.133.161.50 ]

ความคิดเห็นที่ 4 : (Some one)

ขออนุโมทนา และ ขอบพระคุณคำตอบทุกท่าน.

และอยากเรียนถาม ต่อว่า คำว่า จิต"ไร้"สำนึก และ จิต "ไต้" สำนึกล่ะ ท่าน??เขาแตกต่างกันอย่างไร?เพราะเห็นใช้บ่อยเหมือนกัน..ไม่ทราบเป็นจิตประภทเดียวกันหรือเปล่า?

ขอบพระคุณล่วงหน้า..

จากคุณ : Some one [ 10 ก.ย. 2545 / 10:11:38 น. ]

[ IP Address : 67.225.119.136 ]

ความคิดเห็นที่ 5 : (ศิษย์พระป่า)

ฝรั่งไม่มีความรู้เรื่องจิตเพราะผู้ศึกษาก็คือปุถุชนมีกิเลสแบบคนธรรมดาทั่วไปไม่เคยฝึกจิต สมถะวิปัสสนา แม้แต่แบบฤาษีก็ไม่เคยจึงสร้างความหมายง่ายๆขึ้นมาว่า มีจิตใต้สำนึก กับจิตที่สำนึกธรรมดา และจิตที่มีคุณธรรม แต่จริงๆแล้วจิตมีความละเอียดซับซ้อนมากๆ ซับซ้อนลึกวึ้งกว่าอะไรทั้งหมด ต้องเรียนอภิธรรมจึงจะเห็นความแตกต่างของความเข้าใจของฝรั่งกับคำสอนของพระพุทธเจ้า

จิตไร้สำนึกคงหมายถึงจิตที่ขาดสติปัญญา ขาดคุณธรรมกำกับ

จากคุณ : ศิษย์พระป่า [ 10 ก.ย. 2545 / 13:18:32 น. ]

[ IP Address : 216.218.86.191 ]

ความคิดเห็นที่ 6 : (วุฒิ)

ผมมีความเข้าใจอย่างนี้ครับ และขอยกตัวอย่างประกอบไปเลย :-

เวลาเราจะฝึกหัดทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน จำเป็นอยู่เองที่ใหม่ๆเราจะต้องใช้ความตั้งใจและความพยายามในตอนต้นค่อนข้างมาก แต่พอฝึกหัดไปบ่อยเข้านานเข้า จนเกิดความชำนาญ ก็จะไม่รู้สึกว่าต้องตั้งใจมากหรือใช้ความพยายามมากเท่าใด และกลายเป็นทำไปได้โดยอัตโนมัติโดยที่ไม่มีข้อผิดพลาดด้วยซ้ำไป อัตโนมัติในที่นี้ไม่ใช่ทำไปอย่างขาดสตินะครับ

คนที่เคยหัดขับรถใหม่ๆจะรู้ดี ในตอนหัดขับแรกรู้สึกว่าต้องตั้งใจมากและค่อนข้างเครียดมากด้วย ต้องคอยระวังและควบคุมให้ดีไปหมด สายตาต้องมองทั้งทางข้างหน้า กระจกข้าง กระจกหลัง ; มือต้องคอยจับหมุนพวงมาลัย มือซ้ายคอยเปลี่ยนเกียร์ มือขวาคอยปัดก้านไฟเลี้ยว ; เท้าซ้ายคอยเหยียบครัช เท้าขวาคอยเหยียบเบรคและคันเร่ง และยังต้องคอยควบคุมให้ทั้งหมดนี้สัมพันธ์กันด้วย และทั้งๆที่ตั้งใจมากขนาดนี้ก็ยังมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้มาก แต่พอหัดขับไปทุกวันๆ ความชำนาญจะเริ่มมีมากขึ้น การตั้งใจระมัดระวังและควบคุมต่างๆ จะค่อยน้อยลง และทุกอย่างดูเหมือนจะถูกสั่งการให้ทำไปโดยอัตโนมัติ จนผู้ขับแทบจะไม่รู้สึกตัว หรือในบางสถานการณ์ที่คับขัน ทั้งสายตา มือ และเท้า สามารถทำหน้าที่ร่วมกันได้อย่างรวดเร็วไม่น่าเชื่อ ซึ่งหากปล่อยให้ต้องคิดต้องรอการสั่งการก่อน ก็อาจสายเกินไปด้วยซ้ำไป

ตามความเห็นของผม จิตที่อยู่ในลักษณะตั้งใจระมัดระวัง เป็น “จิตสำนึก” ; ส่วนจิตที่สั่งการให้ทำไปโดยอัตโนมัติ เป็น “จิตใต้สำนึก” ในการดำรงชีวิตจึงมีเรื่องทั้งของจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกทำหน้าที่ร่วมกัน

ทีนี้ วกเข้ามาถึงเรื่องของธรรมะที่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มีข้อสังเกต ดังนี้

1. โดยทั่วไป “กิเลส” จะอยู่ลึกลงไปในระดับ “จิตใต้สำนึก” เกิดขึ้นและแสดงตัวออกมาได้อย่างรวดเร็ว เป็นอัตโนมัติ โดยไม่ต้องตั้งใจ ไม่ต้องคะยั้นคะยอให้เกิด ก็เกิด ซึ่งทุกคนย่อมประจักษ์ได้เป็นอย่างดี

2. โดยทั่วไป “ธรรมะ” จะอยู่ในระดับจิตสำนึก ต้องตั้งใจ ต้องสำรวมระวัง ต้องคอยปรารภอยู่เสมอ จึงค่อยเกิดขึ้นและแสดงตัวออกมา และหากไม่คอยระวังรักษา ก็มีอันอันตรธานไปได้ง่าย ดังนั้น ในระยะต้นของการปฏิบัติธรรม บุคคลจึงมักจะพ่ายแพ้แก่กิเลสได้ง่าย เพราะธรรมะอยู่คนละระดับกับกิเลสซึ่งอยู่ลึกกว่ามาก

3. ในการปฏิบัติธรรม จุดที่จะชี้ขาดว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าการปฏิบัตินั้นๆสามารถหยั่งตัวลงไปถึงระดับจิตใต้สำนึกหรือไม่ ด้วยหลักที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ว่า “ภาวิตา พหุลีกตา คือ ทำบ่อยๆ ทำมากๆ” เพราะกิเลสอย่างที่กล่าวแล้วว่าอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก ธรรมะหากยังอยู่ในระดับเพียงจิตสำนึก ย่อมไม่สามารถทำลายกิเลสให้หมดไปได้ จนกว่าจะทำบ่อยๆทำมากๆ ให้ธรรมะหยั่งตัวลงไปอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก จึงจะทำลายกิเลสซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันนี้ให้หมดไปได้ เมื่อนั้นธรรมะก็ไปถึงระดับที่ไม่ต้องตั้งใจ ไม่ต้องคอยระวังหรือรักษาอีกต่อไป กลายเป็นอัตโนมัติหรือเป็นปกติของชีวิตไป

ยืดยาวไปมาก หวังว่าจะเป็นประโยชน์ตามสมควรนะครับ.

จากคุณ : วุฒิ [ 10 ก.ย. 2545 / 16:12:05 น. ]

[ IP Address : 161.200.130.148 ]

ความคิดเห็นที่ 7 : (อติ)

Freud แบ่งจิตใจเป็น 3 ระดับ

- จิตสำนึก (conscious)

- จิตก่อนสำนึก (preconscious)

- จิตไร้สำนึก (unconscious)

มีจิตแพทย์บางท่านไม่รู้จักคำว่าจิตใต้สำนึกว่ามันคืออะไร เพราะว่าไม่มีในศัพท์วิชาการ แต่เราอาจจะบอกได้ว่า จิต ใต้สำนึกก็คือ จิต ก่อน สำนึก กับ จิต ไร้สำนึก รวมกัน ก็ได้ ครับ (ซึ่งผมจะใช้คำว่า จิตไร้สำนึกแทนคำว่าจิตใต้สำนึกแล้วกันน่ะครับ :) )

ในทางจิตวิทยา ภายในจิตไร้สำนึกจะเกิดปฏิสัมพันธ์ ระหว่าง อัตตา (ego) อภิอัตตา (super ego) และ สัณชาติญาณ (id) อยู่ตลอดเวลา -- ตามที่คุณ 000 กล่าวมาครับ -- และจะมีกลวิธี ในการเก็บกดของเสียๆ (เช่นความไม่พอใจ, ความโกรธ ความหงุดหงิด , ความจำ , ความปรุงแต่ง ฯลฯ ) ไว้ใน จิตไร้สำนึก เหล่านี้ --- หากสนใจ โปรดติดตามได้ในหนังสือจิตวิทยา ทั่วไป น่ะครับ

ในทางธรรมะ จิตไร้สำนึกเป็นที่รวมของตัณหาทั้งหลายได้แก่ โลภะ(eros)และโทสะ(thanatos) ... Freud เองไม่รู้จัก โมหะ จึงไม่ปรากฎศัพท์คำว่า โมหะ ขึ้นมา

เมื่อเราปฏิบัติธรรมะ จน จิตสงบ ตั้งมั่น สิ่งที่ถูกเก็บเอาไว้ในจิตไร้สำนึก เช่นความโกรธ หรือของเสียชนิดอื่น ๆ ก็จะ ลอย ตัว ขึ้นมา สู่ จิต สำนึก

--- เราไม่รู้ตัวหรอกครับ ว่า เรา เกลียด เพื่อนที่สนิทที่สุดของเรามากแค่ไหน --

-- เราไม่ รู้ตัวหรอกครับ ว่า เรามีความเป็น มารร้าย มากแค่ไหน --

-- นอกจากนี้ เรา ยังจะเห็น ตัณหา ต่าง ๆ ลอย ขึ้นมา ---

หรืออย่างที่ พี่ ดังตฤณ บอกว่า ผละความเห็นในตัวตนออกมาจากเวทนา สัญญา สังขาร

วิธีการแก้ คือ การไม่แก้ อะไร

ครูบาอาจารย์บางท่าน สอนไว้ว่า

เราก็ดูไปเฉย ๆ รู้ไปเฉย ๆ เดี๋ยวมันก็ตายไปเอง

เห็นสอดคล้องกับพี่ดังตฤณว่า

เรียนจิตวิทยา จนตาย ก็ ได้ แค่รู้จักตัวตน

แต่ปฎิบัติธรรม ถ้ายังไม่ตาย

จะได้รู้จักตัวตน และได้ ตาย ก่อน ตาย

จากคุณ : อติ [ 10 ก.ย. 2545 / 20:23:39 น. ]

[ IP Address : 202.183.152.74 ]