สวัสดีค่ะ ครูumi อ่านแล้วใช่จริงๆ ค่ะเรื่องแต่งกายเนี่ย บอกอะไรได้หลาย ๆ อย่าง ดิฉันสอนระดับมัธยมค่ะ โรงเรียนประจำอำเภอ ที่ จ.สุรินทร์ เดี๋ยวนี้ แฟชั่นระบาดมากค่ะ นักเรียนซอยผม,กระโปรงสั้น,กันคิ้ว(พยายามให้เหมือนดาราเกาหลี) ส่วนครูเองเริ่มมีแฟชั่นบ้าง แต่ไม่มากเพราะต้องใส่ผ้าไทย(ร้อนมากๆ )ครูมัธยมนี่ค่ะ ไม่มีห้องแอร์ค่ะ และผ้าไหม ที่ทั้งซักยาก รีดยาก ร้อนมาก ๆ และที่สำคัญตัดชุดละไม่ต่ำกว่า พันบาท ก็เลยไม่ค่อยมีใครอยากใส่กันนัก (เพราะเงินไม่พอนั่นเอง อิ อิ ไม่เหมือนผู้บัญชาการนั่งในห้องแอร์)
ดิฉันเลยต้องประยุกต์จับคู่เสื้อผ้าชุดเดิม ๆ สลับคู่เปลี่ยนบ้าง ดูสีสันให้เข้ากัน ใช้เครื่องประดับช่วย ไม่เชย และไม่เปลือง ตัดใหม่ก็ไม่ไหว ใส่ชุดใหม่ก็ไม่มีตังค์ แต่ทุกครั้งที่แต่งตัว(ชุดทำงาน) ต้องให้เหมาะสมกับวิชาชีพค่ะ เพราะครูมัธยมจะใกลชิดกับชุมชนมาก ๆ (ผู้ปกครองมองเราอยู่) แต่ครูมัธยมได้สวยเพียง 1 วัน ค่ะ เพราะ วันจันทร์=ชุดเครื่องแบบ,วันอังคาร=เสื้อ(สุภาพ)ชมพู,วันพุธ=ชุกเครื่องแบบลูกเสือ,วันพฤหัสฯ เสื้อ(สุภาพ)เหลือง, วันศุกร์ชุดไทย ฮ่า ฮ่า (ข้อดีประหยัด เป็นรูปแบบเดียวก้น ส่วนข้อเสีย ไม่ค่อยได้สวยเลย)
สอนมัธยม นร.ยังไม่รู้หรอกค่ะว่าอะไรคือ ปัญญาชน อะไรคือสมองไม่อยู่ภายใต้การแต่งกายที่สวยงาม เพราะฉะนั้น ครูเลยต้องเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน การสอนแต่ปากแต่ไม่ทำให้ดู ก็ไม่มีประโยชน์ ครูต้องสอนค่านิยมของการแต่งกายตามกาลเทศะ ถึงการแต่งกายไม่ได้บอกถึงความเป็นคนดี-คนร้าย แต่ก็ยังดีกว่า นะคะ ที่สำคัญให้เหมาะสมกับฐานะความเป็นอยู่,กาลเทศะ,วิชาชีพ,บทบาทของตน นั่นแหละ่ค่ะ
ป.ล.ก่อนจบ น่าสงสารวิชาชีพครู(ประถมและมัธยม) ก็คือ หลายคนคิดว่าครูต้องเชย โทรม เพราะประสบการณ์ที่พบคือ แม่ค้าในตลาด เห็นนักเรียนสวัสดีและพ่อ แม่ทัก ครู แม่ค้าก็พูดว่า"อ้าว เป็นครู เหรอค่ะ นึกว่าเป็นหมอ ซะอีก" เฮ้อ ไหมหล่ะ ให้ครูสวย ๆ มาด ดี ๆ บ้างไม่ได้เลยรึ ท่านผู้ชม...จบข่าว