สังคมไทยเรียกร้องความสมานฉันท์ แต่ตัวเองไม่เคยทำความเข้าใจเหตุการณ์จากมุมของคนอื่นบ้าง ยึดถูกผิดจากมุมของตัวเองเท่านั้น จึงเหลือเพียงรูปแบบที่ต้องการให้ผู้อื่นยอมรับ
ความสมานฉันท์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเอง แต่เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เข้าใจในทางเลือกต่างๆ ก่อนที่จะเลือก หนักแน่น ยอมรับในความแตกต่าง จัดการกับความขัดแย้งอย่างมีวุฒิภาวะเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนโข่งรูปหล่อด้วยครับ
ทุกปีที่เคยมาก็ได้พูดอยู่ซ้ำซากว่าผู้ที่มีวิชาการก็ควรที่จะช่วยกัน แลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกัน เพื่อที่จะจัดให้สังคมให้ประเทศชาติมีความก้าวหน้ามีความสงบเรียบร้อย และก็คงต้องซ้ำไปอีกหลายปี เพราะว่าจะเห็นได้ว่าแม้จะมีผู้ที่มีความรู้ดีๆ ในประเทศมากมาย แต่ประเทศก็ยังมีความสับสนอลหม่านยิ่งขึ้น อาจเป็นเพราะว่าความรู้มาก แต่ละคนก็จะแสดงความรู้ แล้วก็เห็นช่องทางมาก จึงทำให้ช่องทางต่างๆ นี้ชนกัน ไม่ค่อยยอมรับกัน เพราะเหตุว่าแต่ละคนที่มีวิชาการในแขนงหนึ่งก็นึกว่าแขนงของตัวใหญ่ที่สุด แขนงอื่นก็เช่นเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะมีการกระทบกระเทือนกัน แต่ว่าถ้าได้ศึกษาลึกซึ้ง รวมทั้งศึกษาตามที่ศึกษาในห้องเรียน และตามความคิดคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ แล้วก็มาคิดพิจารณาก็ควรจะลดการขัดกันได้มาก เพราะว่าความเจริญ ความจริงมีทางเดียว คือการที่จะไม่ให้มีการเบียดเบียนกัน ความเจริญนั้นจะประกอบด้วยความอยู่ดีกินดี สบาย และความแน่นอนว่าความสบายของตัวจะไม่หายไป ฉะนั้นถ้าหากว่าผู้ใดจะไปทางไหนถ้ามีอะไรขวาง ถ้าไปชนสิ่งนั้นก็จะไปกระทบกัน ก็การจัดจราจรนี้ที่จริงสำคัญ ผู้ที่มีความรู้สูงถ้าหากว่าไม่ดูรอบด้านของตัว ย่อมจะไปชนกับคนที่เดินโดยที่ไม่ดูรอบด้านแน่ละคือการจราจรไม่ดี นี้ก็หน้าที่ของท่านต้องจัดจราจรให้ดี คือดูรอบตัวแล้วก็หลบ แล้วก็หลีกให้เรียบร้อย จึงจะไม่มีการปะทะกัน ถ้าไม่เช่นนั้น ถ้ามีการปะทะความเจริญที่เราต้องการก็ไม่ได้ นั่นก็เป็นจุดสำคัญ พูดแค่นี้ก็คงเข้าใจ เพราะว่าท่านทั้งหลายก็มีปัญญาเฉียบแหลมอยู่แล้ว
พระราชดำรัส ในโอกาสที่ประธานชมรมนักเรียนทุนมูลนิธิอานันทมหิดล พร้อมด้วยคณะเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
วันพุธ ที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๕