ความในใจจากครูถึงลูกศิษย์...
ถึงนิสิตที่รักทุกท่าน ผมกลับมาคิดค่อนข้างมากเกี่ยวกับคำถามในห้องที่ผมถูกถาม ภายหลังจากสิ่งที่ผมได้บอกพวกคุณไปเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งแยกระหว่างนิสิตที่เรียนวิชาสิทธิมนุษยชนในกลุ่มIS และนิสิตนิติศาสตร์ที่อยู่ภาค Pure ผมเห็นสถานการณ์แล้วผมไม่ค่อยสบายใจครับ คือผมอยากเห็นนิสิตนิติศาสตร์ที่แม้จะต่างซึ่งหลักสูตร แต่ก็รวมเป็นหนึ่งในด้านการทำงาน
อาจารย์บางท่านบอกให้ผมฟังว่าเป็นธรรมชาติของนิสิต ไม่มีอะไรหรอก แต่ผมรู้สึกได้ถึงการแบ่งแยกครับ
เป้าหมายที่แท้จริงของการเรียนวิชาสิทธิมนุษยชนคือการให้นิสิตมีความรู้ รัก และเคารพในความเป็นมนุษย๋ของเราทุกคนเพื่อที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข.... หากแม้แต่ว่านิสิตที่จะจบไปเป็นหลักด้านสิทธิมนุษยชนให้กับสังคมยังคงมีความรูสึกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันแล้ว คงยังไม่ต้องพูดถึงสังคมว่ามีความแตกแยกขนาดไหน...
ในขณะที่เราพร่ำสอนกันเรื่องของหลักการไม่เลือกปฏิบัติ และการคุ้มครองสิทธิ..และความเท่าเทียมกันในด้านคุณค่าของความเป็นคน แต่เรายังมีความรู้สึกแปลกแยกในใจและความรู้สึกแบ่งแยก เราจะทำให้สังคมที่มีความแตกต่างกันนั้นอยู่รวมกันได้อย่างไร.....
อย่างไรก็ตามผมต้องขอบคุณนิสิตท่านที่กรุณาให้ความเห็นว่า "ถ้าหากอาจารย์บอกว่านิสิตแบ่งแยกแล้วทำไมในกลุ่มอาจารย์เองวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมืองจำเป็นจะต้องมีการแบ่ง Section สอนด้วย?"
นิสิตท่านดังกล่าวให้ความเห็นว่าชอบเรียนกลุ่มใหญ่ๆมากกว่า ในด้านการเรียนการสอน
ซึ่งก็ดีครับ ผมก็ได้รับรู้ความเห็นของนิสิตเกี่ยวกับการแบ่ง Section ซึ่งผมไม่เคยได้รับรู้มากก่อนเพราะไม่เคยมีโอกาสพูดคุยกับนิสิตตรงๆ อีกประการหนึ่ง ผมเองนั้นก็จำกัดอยู่เฉพาะการสอนวิชาสำหรับนิสิตปี 4 ซึ่งอาจจะทำให้ผมไม่คุ้นเคยกับคุณมาก่อน เป็นเรื่องดีที่ผมจะมีโอกาสได้คุยกับคุณ
ผมขออนุญาตชี้แจงให้นิสิตทุกท่านทราบดังนี้ครับ
1. นโยบายการแบ่งแยก Section เป็นนโยบายของผู้บริหารคณะครับที่พยายามจะทำให้นิสิตได้รับการดูแลโดยทั่วถึง โดยลดขนาดห้องเรียนลงครับ จากแต่เดิมที่มีนิสิตเรียนหลักร้อยให้เหลือหลักสิบ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์หลายประการครับ
1.1 การตรวจข้อสอบ อย่างที่ผมได้ชี้แจงไปแล้วครับ เนื่องจาก คณะนิติศาสตร์เรานี้มีการศึกษาโดยใช้ข้อสอบอัตตนัยเป็นการเขียน การซอยนิสิตออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ก็จะทำให้การตรวจข้อสอบของนิสิตนั้นลดเวลาลง ทำให้ออกผลการเรียนได้เร็วขึ้น ลดปัญหาที่แต่เดิมคะแนนออกช้าจนกระทั่งบางคนถูกretire ไปแล้วยังไม่รู้ตัวเลย หรือบางคนคะแนนออกช้าจนนิสิตไม่สามารถไปสมัครเรียนต่อที่อื่นได้ทัน
1.2 การตรวจแบบฝึกหัด การเรียนนิติศาสตร์นั้นส่วนสำคัญคือต้องหัดคิด เขียนและพูดครับ เพราะนักกฎหมายเราต้องใช้สามทักษะนี้เป็นหลักครับ ถ้านิสิตสักสองร้อยคน และอาจารย์ผู้สอนคนเดียวการนั่งตรวจ แบบฝึกหัดของเด็กทุกคนย่อมเป็นไปไม่ได้ การให้คำแนะนำย่อมเป็นไปได้อย่างยากยิ่ง แล้วยิ่งถ้าอาจารย์ท่านนั้นต้องสอน หลายรายวิชาด้วยแล้วล่ะก็คงเป็นเรื่องยากพอสมควรในการอ่านงานของนิสิตทุกคน
1.3 การเปิดโอกาสให้อาจารย์ใหม่ๆได้มีโอกาสสอนในรายวิชาที่ตนเองสนใจ ข้อนี้เป็นเหตุผลที่ฝ่ายบริหารคณะของเราได้ชี้แจงให้ที่ประชุมอาจารย์ทราบครับ ซึ่งผมเองก็ต้องขอบคุณฝ่ายบริหารที่กรุณาเปิดโอกาสเช่นเดียวกับในมหาวิทยาลัยแห่งอื่นๆ เช่นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราแต่เดิมผมไม่ได้รับผิดชอบสอนในรายวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมืองครับ แม้ผมสำเร็จการศึกษามาในสาขากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง โดยเน้นเรื่องการจัดการการใช้น้ำในแม่น้ำระหว่างประเทศก็ตาม ผมรับผิดชอบสอนในรายวิชากฎหมายองค์การระหว่างประเทศ วิชาประวัติศาสตร์กฎหมายและวิชากฎหมายสิทธิมนุษยชนที่ผมสอนร่วมกับ อ.ฉัตรพร เดิมทีวิชาที่ผมตั้งใจจะเปิดสอนอีกวิชาหนึ่งคือ วิชาสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นวิชาที่เกิดขึ้นใหม่ตามหลักสูตรใหม่นิติศาสตร์ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2551 แต่ภายหลังคณะเราได้รับอาจารย์ใหม่เข้ามาคือ อาจารย์ยอดพลและอาจารย์จักฤษซึ่งท่านเป็นรุ่นน้องผม และทั้งคู่จบนิติศาสตรบัณฑิตสาขากฎหมายมหาชนมา ดังนั้นผมจึงคิดว่าการให้อาจารย์ที่จบมาตรงสาขากว่าสอนน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าและนิสิตจะได้รับความรู้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าทำให้ ผมจึงตัดสินใจหันมาเลือกสอนวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมืองที่ผมรัก แทน และหากผมไม่เลือกวิชาดังกล่าว ผมคงจะต้องออกมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปเพราะภาระงานสอนไม่พอตามระเบียบที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ครับ และในกรณีที่มีอาจารย์ท่านใหม่มาและสนใจสอนในรายวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง ในส่วนตัวผมเองผมก็ยินดีที่จะเปิดโอกาสให้อาจารย์ท่านนั้นสอน นิสิตได้อีก Section หนึ่งนะครับ (แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้นโยบายและหลักเกณฑ์ที่ฝ่านบริหารของคณะกำหนด ซึ่งผมไม่สามารถบอกได้ว่าจะเป็นอย่างไร) เพื่อนิสิตจะได้มีความรู้และทัศนคติใหม่ๆ ครับ นอกจ่ากนนี้ผมคิดว่าการได้ดอกาสทำงานกับคนใหม่ๆนั้นเป็นการปิดโลกทัศน์ของตัวเราเองครับ ประสบการณ์ที่ได้รับไม่ว่าดี หรือไม่ดีนั้นย่อมเป็นเครื่องสอนเราไม่มากก็น้อยครับ ตลอดจน เมื่อเปิดหลาย Section แล้วหากนิสิตไม่สนใจเรียนในวิชาที่เราสอนก็ย่อมเป็นเครื่องเตือนให้เราปรับปรุงตนเองมิใช่หรือครับ ว่าเราได้ทำดีที่สุดแล้วหรือยังเพราะวิชาชีพอาจารย์โดยเฉพาะอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐนั้นเงินที่ใช้ในการดำรงชีวิตนั้นมาจาก เงินของคุณพ่อคุณแม่นิสิต รวมทั้งเงินภาษีของประชาชนทุกคน และเราในฐานะอาจารย์มีหน้าที่สอนนิสิตออกไปให้เป็นคนดีที่มีความรู้เพื่อตอบแทนสังคมมิใช่หรือ
อย่างไรก็ตามหากนิสิตท่านใดมีความเห็นดีๆ เช่นนี้อีกขอเชิญส่งมาให้ผมได้นะครับ แล้วผมจะทยอยตอบให้นะครับ ในฐานะที่ผมเองเชื่อในหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชน และสอนวิชานี้เอง ผมยินดีที่จะรับฟังความเห็นทุกความเห็นทั้งด้านบวกและลบครับ เพื่อจะนำมาปรับปรุงการเรียนการสอนและตนเองต่อไป
และท้ายสุดแต่ไม่สุดท้าย เพราะผมเชื่อว่าคงได้มีโอกาสตอบนิสิตอีกหลายคำถามแน่นอนครับขอบคุณครับ
อ.วิว จตุภูมิ ภูมิบุญชู