กราบพ่อครูค่ะ

เบิร์ดเข้ามาอมยิ้มและยกมือเห็นด้วยว่า..การประเดิมทุกเรื่อง ต้องศึกษาพื้นฐาน เจ้าเป็นไผ?

เพราะเบิร์ดมองว่า ความรู้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเรา เป็นกระบวนการบางอย่าง ที่ทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา โดยความรู้นั้นจะติดอยู่กับตัวเรา และมีความยืดหยุ่นที่จะนำไปใช้กับโจทย์ที่แปรเปลี่ยนไป

หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างว่า ความรู้แบบนี้เป็นความรู้ที่อยู่ในเนื้อในตัวของเรา ที่เราสามารถเข้าไปกระทำอะไรกับเค้าก็ได้ จะปรับเปลี่ยนแปรรูปอย่างไรเพื่อประโยชน์ใช้สอยของเราได้ดังใจปรารถนา..ดังนั้นการเริ่มที่ตัวเองอย่างชัดเจนจึงเป็นการทะลวงที่ถูกจุดที่สุดค่ะ

คุณอภิชาติ ไสวดี ที่เขียนเรื่องเล่าของปกาเกอะญอ ( เห็นคุณขจิตเลยนึกถึงคุณอภิชาติค่ะพ่อ ^ ^ ) เคยกล่าวไว้ว่า ตามคติของ ปกาเกอะญอ แล้วถ้อยคำ คำหนึ่ง จะมีความหมายอยู่ ๗ ความหมาย เรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง จะมีที่ใช้อยู่ ๗ ประการจากประโยคนี้แสดงให้เห็นว่าความรู้มิได้มีเพียงมิติเดียวแบนๆนะคะพ่อ.. หากมีหลากหลายมิติ มีความลุ่มลึกและกว้างไกล

ระบบการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นเป็น Self-Referencing ค่ะคือความรู้จะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยฐานความรู้เดิมของตนเอง ฐานความรู้เดิมของตนเองหมายถึง ..ฐานของปัจเจกบุคคลคือตัวเอง และฐานของสังคมวัฒนธรรมที่เค้าอยู่ ด้วยเหตุนี้บริบทและสิ่งแวดล้อมทางระบบนิเวศ วัฒนธรรม วิถีชีวิตจึงเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ และเป็นฐานอ้างอิง เพื่อจะก่อเกิดความรู้ใหม่ ๆได้ค่ะ ..บันทึกนี้ของพ่อลุ่มลึกเหลือเกินค่ะและอมยิ้มปนหัวเราะเมื่อนึกถึงบรรยากาศในการถ่ายทอด ^ ^

ช่วงที่ผ่านมาทีมอาหารปลอดภัยของรพ.ชร.ที่มีเบิร์ดเป็นส่วนประกอบโดนถอดบทเรียนจากกระทรวงอย่างหนักหน่วงเพื่อนำไปทำโมเดลให้รพ.อื่นๆเดินตามทั่วประเทศ ทำให้เบิร์ดเห็นข้อจำกัดบางประการค่ะพ่อ..

จากธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำตามๆกันมาคือ เมื่อองค์กรหนึ่งทำงานประสบความสำเร็จ ผู้คนก็ตื่นเต้น ส่งนักวิชาการเข้าไปถอดบทเรียนออกมาเป็นหนังสือเล่มหนาๆ โดยคิดว่าเมื่อนำส่งไปให้องค์กรอื่นๆ ศึกษา ก็อาจจะพบความสำเร็จได้แบบเดียวกัน แต่สิ่งที่พวกเค้าได้ไป ก็เป็นเพียง explicit knowledge หรือความรู้ประเภทระบุเป็นถ้อยคำได้เท่านั้นค่ะพ่อ แต่ที่ระบุเป็นถ้อยคำไม่ได้ซึ่งเป็น Tacit knowledge ที่เป็นเรื่องราวที่สำคัญกว่า  เค้าไม่สามารถถ่ายทอดเอาไปได้เลยค่ะ..

จากข้อจำกัดที่เบิร์ดพบเจอมาเต็มๆทำให้คิดได้ว่าบางทีเราอาจจะต้องมีประสบการณ์ตรงกับอะไรบางอย่างที่เป็นคุณค่าหลักๆ (core values) ขององค์กรนั้นๆ ก่อน แล้วการอ่านและการถอดบทเรียนจึงจะมีความหมายเต็มๆ พอที่จะเอาไปสร้างขึ้นในองค์กรใหม่ๆ อื่นๆได้ค่ะ

เมื่อเห็นปัญหาในการจัดการความรู้แบบที่เจอมา..เบิร์ดเลยนึกถึง Model Imperative ของโจเซฟ ชิลตัน เพียซ นักคิดนักเขียนที่ดึงเอางานวิจัยสำคัญๆ ทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ มาเขียนหนังสือสำคัญๆหลายเล่ม

เพียซเห็นว่า Bonding คือการเชื่อมโยงระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้จากต้นแบบ หรือ Model imperative ค่ะพ่อ

เมื่อผู้น้อยแสวงหา แบบในผู้ใหญ่ เมื่อทั้งสองยินยอมพร้อมใจก็จะเกิด Bonding ระหว่างกัน ..ซึ่ง Bonding เป็นความรักแบบแม่ มากกว่าความรักแบบพ่อที่แข็งกร้าวหรือเป็นพลังหยาง แต่แม่เป็นพลังหยินเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่มีถูก-ผิด เป็นพื้นที่แห่งกำลังใจและแรงบันดาลใจ

เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ใน Bonding จึงต่างจากความสัมพันธ์ในระบบบังคับบัญชาหรือระบบการเรียนรู้ในสถานศึกษาหรือความรู้แบบเก่าโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ ในขณะที่แบบเก่าจะควบคุมบังคับ กะเกณฑ์ คาดหวัง..แต่ต้นแบบใน Bonding ของเพียซจะหล่อเลี้ยง ดูแล แรงบันดาลใจการเรียนรู้ และการเติบโตด้านจิตวิญญาณของผู้น้อย..Model Imperative ของโจเซฟ ชิลตัน เพียซ ช่างสอดคล้องกับการเรียนรู้แบบเฮฮาศาสตร์เลยนะคะพ่อ

มาซะยาวเพราะกะจะดึงสิ่งที่เบิร์ดพบเห็นออกมาให้เด่นชัดขึ้นน่ะค่ะ..แต่ก็เป็นการดึงแบบเบิร์ดๆนะคะ ^ ^ 

กราบและกอดพ่อค่ะ พ่อสบายดีนะคะ