เมื่อคืนเข้ามาอ่านอันดับแรกเลย ว่าจะทิ้งความเห็นไว้แล้ว แต่ก็ยับยั้งไว้... เช้านี้ เข้ามาดูอีกครั้ง ก็ยังว่างเหมือนเดิม หลายคนคงสงวนท่าที (สงสัยว่าทำไมต้องสงวนท่าที)

โดยส่วนตัว อาตมาชอบฟังอภิปรายมาตั้งแต่ไม่ทันเป็นวัยรุ่น จะติดตามฟังทุกครั้งที่มีโอกาสให้ฟัง... แต่ในชีวิตจริงไม่ชอบที่จะไปเคลื่อนไหวทางการเมือง...

สำหรับเมื่อวาน ฟังตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ประเด็นสำคัญเรื่องประสาทเขาพระวิหาร... จุดต่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างก็ยกคำพูดของพลเอสฤษณ์ แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยกมาเพียงในส่วนที่สนับสนุนตนเองเท่านั้น ไม่ได้ยกมาทั้งหมด...

ข้อบกพร่องของฝ่ายรัฐบาลที่ชี้แจงมาก็เช่น ไม่ได้เอากรณีสันปันน้ำมาพูดเป็นต้น หรือการกล่าวอ้างว่าอดีตที่ผ่านมาทำไมไม่ทักท้วง แต่ก็ไม่ได้็พูดถึงว่าเหตุการณ์ช่วงนั้นในอดีตมีสาเหตุจำเป็นอื่นๆ อย่างไรบ้างที่ไม่ได้ทักท้วง...

ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าฝ่ายค้าน ปลุกระดมลัทธิชาตินิยมซึ่งอาจเกิดปัญหาตามมา... อาตมาก็ว่าจริง เพราะเมื่อเราฟังแล้วเกิดความฮึกเหิมอย่างไร คนอื่นๆ ฟังแล้วก็ย่อมจะมีความฮึกเหิมเป็นต้นในทำนองเดียวกัน ต่างกันว่าจะมากหรือน้อยเท่านั้น...

ปัญหาประเทศมีมาก โดยมากเรามักจะรู้เฉพาะสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ชิดเท่านั้น การฟังอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจได้ฟังเฉพาะประเด็นร้อนๆ ตอนนี้เท่านั้น... แต่ถ้าเราฟังการอภิปราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนแถลงนโยบาย หรือตอนพิจารณางบประมาณ เราอาจจะเจอปัญหาบางมุมของประเทศ ที่ไม่เคยรับรู้ ซึ่งหลายๆ ประเด็น อาตมาได้ยินครั้งแรกในการอภิปรายในสภานี้เอง...

สรุปว่า่ ในฐานะคนไทย ถ้าต้องการส่งเสริมให้คนในชาติเข้าใจประเทศในแง่มุมต่างๆ ก็น่าจะฟัง... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้านักเรียนถูกสั่งเชิงบังคับให้ต้องฟัง จะเป็นตัวกระตุ้นให้อนุชนสนใจปัญหาประเทศทั้งระบบหรือในแง่มุมที่หลากหลายยิ่งขึ้น...

แต่เมื่อฟังแล้ว เรารู้สึกว่าไกลจากความเป็นอยู่ประจำวันของเรา... นักการเมืองเหล่านั้นก็ไม่น่าเชื่อถือตามพฤติกรรมเล่าลือที่ผ่านๆ มา... เมื่อเป็นดังนี้ พัฒนาการทางการเมืองก็ไม่อาจกระจายไปสู่ประชากรทั่วไปได้ กลายเป็นเพียงกิจกรรมของคนบางกลุ่มในสังคมไทยเท่านั้น...และเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่าโทษกันเลยว่า พัฒนาการการเมืองไทย ไปไม่ถึงไหน...

ช่วยบ่นมาเยอะแล้ว เพราะเห็นว่าไม่มีใครเข้ามาบ่น (...........)

เจริญพร