บารัค โอบาม่ากับภาวะผู้นำ

โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์

จาก น.ส.พ.มติชน

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11062



ต้นฉบับชิ้นนี้เขียนขึ้นก่อนอะไรต่อมิอะไรจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา เมื่อกลุ่มพันธมิตรเริ่มเคลื่อนขบวนสู่ทำเนียบ ไม่รู้ว่าเหตุที่ไม่อยากให้เกิด เกิดไปแล้วหรือไม่อย่างไร พลังของริบบิ้นขาว เจ้าของประเทศตัวจริงเงียบหงอยอย่างน่าใจหาย นับตั้งแต่ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากรั้วเหลืองแดงออกมาเชิญชวน ผมยังไม่เคยเห็นริบบิ้นขาวที่ไหนผ่านสายตาตัวเองเลยสักริบบิ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ดูเหมือนพลังของความสุดโต่งคือบรรยากาศที่ครอบงำสังคมอยู่

คนที่อยู่ตรงกลางๆ ซึ่งน่าจะเป็นส่วนใหญ่ของประเทศคงจะมีอยู่สามพวก พวกหนึ่งคือมิได้แยแสสนใจอะไรทั้งสิ้น ใครจะเป็นใครจะตายก็ช่าง พวกหนึ่งคือพวกที่ไม่ปรารถนาจะให้เกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ได้แต่ภาวนาให้เรื่องราวทั้งหลายผ่านไปโดยดี และอีกพวกสาปแช่งให้ตีกันเสียให้ตายไปเร็วๆ จะได้จบๆ กัน (ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีทางจบอยู่ดี)

เท่าที่เฝ้าติดตาม โอกาสที่จะจบลงสวยๆ เห็นทีจะยาก นอกจากบาดแผลจะฝังลึกแล้ว เรายังตกอยู่ในภาวะขาดผู้นำที่มีเมตตา บารมี และมีวุฒิภาวะอีก อย่างที่เห็นกันอยู่ พูดจาพาทีแต่ละครั้งเหมือนสาดน้ำมันเข้าไปในกองไฟในทุกๆ เรื่องๆ ที่หยิบมาพูด

พูดถึงเรื่องภาวะความเป็นผู้นำของผู้นำระดับประเทศ ชวนให้นึกถึงคนอย่าง "บารัค โอบาม่า" ผู้แทนจากพรรคเดโมแครตที่จะเป็นผู้เข้าชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ถึงแม้จะยังหนุ่ม แต่คำพูดหรือวิสัยทัศน์ของโอบาม่าหลายๆ อย่างน่าสนใจ เปี่ยมด้วยภาวะผู้นำอย่างแท้จริง ผู้นำที่จะใช้พลังของเขาประคับประคองสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุขและก้าวหน้าไปโดยสงบสันติ

ถ้าเปรียบประเทศเป็นดินน้ำมันในมือโอบาม่าเขาก็จะค่อยๆ บรรจงปั้นให้เป็นรูปเป็นร่าง มากกว่าจะทุบโครมๆ หรือบิส่วนที่ไม่ต้องการทิ้งอย่างไม่ปรานีปราศรัย

โอบาม่าเป็นคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน (เคนยา) เป็นลูกครึ่งผิวสีคนแรกที่ทำลายประวัติศาสตร์อมริกาด้วยการก้าวขึ้นมาถึงขั้นนี้

ในหนังสือ "Dream of My Father" (บารัค โอบามา : ผมลิขิตชีวิตเอง โดยสำนักพิมพ์มติชน) ซึ่งโอบาม่าเขียนเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเองเนื่องจากการทาบทามโดยบรรณาธิกาารไทมส์ บุ๊คส์ เป็นหนังสืออัตชีวประวัติที่น่าสนใจอย่างยิ่งในการแสวงหาตัวตนของลูกครึ่งซึ่ง "ขาวก็ไม่ใช่ ดำก็ไม่เชิง" จนตระหนักถึงความเป็นตัวตนของตัวเอง และฟันฝ่าเข้ามาสู่ถนนสายการเมืองอย่างมีอุดมการณ์ เริ่มจากการเมืองท้องถิ่นในอิลลินอยส์ จนถึงการเมืองระดับประเทศในฐานะวุฒิสมาชิก

และก้าวขึ้นสู่การเป็นตัวแทนเดโมแครตเข้าชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกาในที่สุด บทเรียนชีวิตจากปลายปากกาของโอบาม่าเองน่าเรียนรู้ครับ อาทิตย์หน้าลองเลียบเคียงตามร้านหนังสือดู กลัวซื้อไม่ทันสั่งจองกับร้านไว้ก่อนก็ยังได้

มีข้อเขียนบางส่วนของโอบาม่าซึ่งสะท้อนภาวะผู้นำอย่างที่ในบ้านเราก็ขาดแคลน อยากให้ลองอ่านดูสักนิด

"ถึงผมจะเห็นว่านโยบายของพวกเขามุ่งหน้าไปผิดทางแค่ไหน ถึงผมจะยืนกรานหนักแน่นเพียงใดว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบในผลที่เกิดจากนโยบายดังกล่าว ผมก็ยังเห็นว่าเรายังพูดคุยกับชายหญิงเหล่านี้ได้ ทำความเข้าใจเรื่องเหตุจูงใจของพวกเขาได้ และรู้ได้ว่าความเชื่อบางอย่างของผมก็เหมือนกับความเชื่อของพวกเขา

"นี่ไม่ใช่ท่าทีที่จะรักษาไว้ได้ง่ายๆ ในกรุงวอชิงตัน เดิมพันในการโต้แย้งเรื่องนโยบายนั้นสูงมากจนกระทั่งความแตกต่างในมุมมองที่เล็กนิดเดียวอาจถูกขยายให้เป็นเรื่องใหญ่โตได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ว่าเราควรส่งคนหนุ่มสาวไปร่วมรบหรือไม่ หรือควรอนุญาตให้การวิจัยสเต็มเซลล์เดินหน้าต่อไปหรือไม่

"การเรียกร้องให้จงรักภักดีต่อพรรค ความจำเป็นที่รีบเร่งของแผนรณรงค์ต่างๆ การที่นักข่าวหมั่นกระพือความขัดแย้ง ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ทำให้เกิดบรรยากาศของความหวาดระแวงแคลงใจ ยิ่งไปกว่านั้น คนส่วนใหญ่ที่ทำงานให้วอชิงตันยังถูกฝึกมาให้เป็นนักกฎหมายหรือนักการเมือง ซึ่งเป็นอาชีพที่มักจะให้ความสำคัญกับการเอาชนะการโต้แย้งมากกว่าการแก้ไขปัญหา หลังจากอยู่ในเมืองหลวงมาได้นานพอสมควร ผมก็เข้าใจว่าทำไมมันถึงง่ายที่จะเหมาเอาว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับเราก็คือคน ที่มีค่านิยมแตกต่างไปจากเราแทบทุกด้าน ถูกชักจูงด้วยศรัทธาที่เลวร้าย และอาจจะเป็นคนเลว"

และอีกท่อนหนึ่ง

"เกินกว่าหนึ่งครั้งในประวัติศาสตร์ที่เราได้เห็นความรักชาติกลับ กลายไปเป็นความคลั่งชาติ การเกลียดกลัวชาติอื่น และการเก็บกดความไม่เห็นด้วยเอาไว้ เราได้เห็นศรัทธาเปลี่ยนสภาพไปเป็นการคิดว่าตนเองถูกต้องอยู่ฝ่ายเดียว ความใจแคบ และความโหดร้ายต่อผู้อื่น" (จาก Audacity of Hope โดย บารัค โอบาม่า)