เชื่อถือได้แค่ไหน???
  กรณีพิพาทเขาพระวิหาร.

 

 

 

ขณะที่กัมพูชาเริ่มเรียกร้องให้เขาพระวิหารเป็นส่วนหนึ่งของกัมพูชา อย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2501 วันที่6 ตุลาคม พ.ศ.2502 รัฐบาลกัมพูชายื่นฟ้องต่อศาลโลก  ให้ชี้ขาดว่าอธิปไตยเหนือเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา กระทั่งเมื่อวันที่15 มิถุนายน พ.ศ.2505 ศาลโลกตัดสินว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา

 

 

 

เป็นไปตามแผนที่ ซึ่งฝรั่งเศสทำขึ้นตามสนธิสัญญา 2447 และ 2450
กระนั้นเนื่องจากทางขึ้นฝั่งกัมพูชาซึ่งเรียกว่า "ช่องบันไดหัก" คับแคบ และสูงชันอันตรายอย่างยิ่ง  ไทยจึงยื่นข้อเสนอให้มีการใช้พื้นที่ร่วมกัน โดยเปิดพื้นที่ให้มีทางขึ้นในฝั่งไทย แต่ทางเข้าเขาพระวิหารก็เปิดสลับ กับปิดเรื่อยมาขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ เมื่อปีพ.ศ.2547 มีมติร่วม ครม. ไทย-กัมพูชา เห็นชอบให้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่
 

 

 

 

 เขาพระวิหารเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน 
ทั้งนี้ยังกำหนดให้มีการดำเนินการเสนอเขาพระวิหารเป็น "มรดกโลกร่วมกัน อีกด้วย 
ทว่าเมื่อเดือนมกราคมพ.ศ.2549 กัมพูชาได้ยื่นข้อเสนอขอขึ้นทะเบียน
  ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก  โดยไม่มีการหารือกับไทยและไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า โดยใช้ที่ตั้งแผนผังปราสาท และเขตอนุรักษ์ (บางส่วน) รุกล้ำเข้ามาในเขตไทย  วันที่15 มิถุนายน พ.ศ.2550

 

 

 

 

 

การพิจารณาออกไปก่อนเพื่อหารือกับกัมพูชาอีกครั้ง  วันที่27 มิถุนายน พ.ศ.2550 ดับเบิลยูเอชซีเห็นชอบให้มี  การพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารอีกครั้งหนึ่ง ในการประชุมดับเบิลยูเอชซี ครั้งที่32 ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นที่เมืองควิเบก   ประเทศแคนาดา ในกลางปี พ.ศ.2551   

 

 

aaa-1.jpg (18341 bytes)

 

 

 

 

เขาพระวิหารเป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ เป็นหลักฐานบ่งบอกถึงอารยธรรมโบราณ

 เคยอยู่ในความปกครองดูแลของไทยขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2483
ต่อมาในวันที่ 15กรกฎาคม 2505 ศาลโลกได้พิพากษา
ให้เขาพระวิหารตกไปอยู่ 

ในความปกครองดูแลของประเทศกัมพูชาจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

ภาพ:K Vihar.jpg

 

 

 

 

เขาพระ วิหาร อยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก หรือที่ชาวเขมรออกเสียงว่าดงแร็ก  
เป็นแนวเส้นกั้นเขตแดนไทย-กัมพูชาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ลักษณะภูมิประเทศ 
แบ่งเป็น2บริเวณคือบริเวณที่ราบสูงที่เรียกว่า" ที่ราบสูงโคราช "อยู่ทาง
ซีกเหนือลำนํ้าต่างๆไหลลงมาจากเทือกเขาเรื่อยลงไปทางเหนือแล้วมารวม
กันเป็นลำนํ้าสายใหญ่คือลำนํ้ามูลแล้วไหลลงสู่ลำนํ้าโขงทางด้านตะวันออก 
ส่วนสูงสุดของยอดเขานี้อยู่ทางด้านใต้ สูงกว่าระดับนํ้าทะเล657เมตร 
ส่วนบริเวณที่ราบตํ่าอยู่ทางซีกใต้ของเทือกเขาเรียกว่า"ที่ราบเขมรตํ่า"ลาด
ตํ่าลงสุดทางด้านเหนือสูงกว่าระดับนํ้าทะเล 535 เมตร

 

 

 

 

 

bbb-1.jpg (20086 bytes)

 

 

 

 ตัวปราสาทสร้างด้วยศิลาทรายซึ่งสกัดจากบริเวณเทือกเขานี้บางส่วนยังเห็น 
ร่องรอยที่พวกขอมสกัดหินไปใช้ก่อสร้างเช่นที่บริเวณขอบสระตราวและใกล้
กับบริเวณผามออีแดง วัตถุอื่นที่ใช้ในการก่อสร้างคืออิฐเผาและดิน
เหนียวคล้ายหินสีค่อนข้างเขียวเรียกไดทะมะป้วก (ดินโคลนที่เหนียว) 

จุดสูงสุดของผานี้เรียกว่าเป้ยตาดีลงสู่พื้นที่ราบเชิงเขาในอาณาเขตประเทศ 
กัมพูชาสูงประมาณ547เมตรก่อนคำตัดสินของศาลโลกให้
พระวิหารอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา  

 

 

ปราสาทเขาพระวิหารเคยอยู่ในอธิปไตยของไทย

ขึ้นอยู่กับท้องที่บ้านภูมิซรอลตำบลบึงมะลูอำเภอกันทรลักษ์จังหวัดศรีสะเกษ 

จากเป้ยตาดี มองเห็นเขาลูกแล้วลูกเล่าสลับกันไปมาจรดฟ้าสุดกู่ ตรงเบื้องล่าง
นั้นคือเจียมกะสาน(ชำปลาก้าง)จังหวัดกำปงทมไกลโพ้นสุดขอบฟ้า
ทางใต้คือพนมกุเลนเมืองพระนครและทะเลสาบเขมรหรือบริเวณเขมรตํ่า
ถ้าแหงนหน้ามองฟ้าจะเห็นเสมือนลอยอยู่บนท้องฟ้าทำให้เป็นที่มาแห่ง
ตำนานเล่าเรื่องวิหารสวรรค์อันงดงามราวเนรมิตขึ้น  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แผนที่แสดงที่เรียกว่า เส้นเขตแดนตามแผนที่สหรัฐฯ (เส้นสีแดง) กับ เส้นเขตแดนตามแผนที่กูเกิ้ลในปัจจุบัน (เส้นสีเหลือง) ที่แสดงให้เห็นว่า กัมพูชาได้เสียดินแดนให้แก่ไทยมาอย่างต่อเนื่อง 

ตลอดแนวพรมแดนเขาพนมดงรัก (Dong Rek) ใกล้กับปราสาทพระวิหาร แต่ไม่มีการระบุต้นตอของแผนที่เปรียบเทียบ ตลอดจนเทคนิคที่ใช้ในการจัดทำเพื่อเปรียบเทียบดังกล่าว 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พล.ร.อ.อาร์คจองเลียว ข้าหลวงใหญ่-ผบ.กองทัพฝรั่งเศส

 ในอินโดจีน บีบไทยให้ดินพระตะบองแก่กัมพูชา

 

 

 

 

 

 ปราสาทหิน แห่งนี้เป็นสถานที่ศักสิทธิ์ของคนพื้นเมืองมาก่อน ชื่อว่า"ภวาลัย"

ภายหลังเมื่อกษัตริย์ขอม  สถาปนาพระศิวะหรืออิศวรผู้เป็นใหญ่แห่งขุนเขาคือ"ศรีศิขเรศวร"   

ชื่อนี้จึงหมายถึงเทวสถาน ในคติความเชื่อซึ่งนับถือพระศิวะปราสาทเขาพระวิหารหันไปทางทิศเหนือ 
(ทางขึ้นจึงอยู่ในเขตประเทศไทย) ประกอบด้วยทางเดินและ อาคารเรียงกันเป็นระยะ 
ตามลานหินต่างระดับรวมทั้งหมด 4 ระดับ ปรางค์ประธานอยู่ที่ชั้นบนสุด

 

 

 

 

 

 

 

 

 เขาพระวิหาร..ตำนานบทเก่า แต่เราก็ยัง"เสียท่า"อยู่ร่ำไป! 
 บทเรียนกรณี"เขาพระวิหาร" ชี้ชัดว่า ถึงอย่างไรไทยก็ยัง "เสียท่า"
อยู่ร่ำไปเมื่อต้องเล่นตามเกมของอีกฝ่าย "ปณิธาน" แนะการเจรจาและบริหารจัดการร่วมกันเป็นแนวทางแก้ปัญหา

 

 

 ++++

 


ไทยเสียดินแดนฝั่งขวา แม่น้ำโขง   

 

 

 

 

ตกไปเป็นของฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๐ (ร.ศ.๘๖)
ตกไปเป็นของฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๑ (ร.ศ.๑๐๗)
ตกไปเป็นของฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ (ร.ศ.๑๑๒)
ตกไปเป็นของฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๗ (ร.ศ.๑๒๓)
ตกไปเป็นของฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ (ร.ศ.๑๒๖)   

 

 

 

เศร้า และก็เศร้าสุดๆ

copy from

http://mblog.manager.co.th/Littletiger/th-18181/

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กรณีพิพาท"เขาพระวิหาร" 
เกือบ50 ปี...ฝันร้ายแห่งสยาม   

 

กรณีพิพาทเขาพระวิหารซึ่งมีพื้นที่ติดต่อระหว่าง จ.พระวิหาร ของกัมพูชา และอ.กันทรลักษ์ จ.ศีรสะเกษ เป็นตำนานแห่งความขัดแย้ง  ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา  ซึ่งเริ่มต้นมานานหลายสิบปีแล้ว ปมความขัดแย้งในกรณีพิพาทเขาพระวิหาร

 

 

เริ่มต้นมาตั้งแต่ฝรั่งเศสเข้ามารุกรานและยึดครองพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง

 

กระทั่งเกิด กรณีพิพาทอินโดจีน"และเริ่มมีการทำแผนที่เพื่อปักปันเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา 
ในปีพ.ศ.2492 ฝรั่งเศสได้มีการคัดค้านอำนาจอธิปไตยของไทย 
 เหนือเขาพระวิหารอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรก

 

 

 

ฝ่ายไทยได้หารือกับทุกหน่วยงานราชการเพื่อทบทวนการแสดงท่าที

ครั้งสุดท้ายก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก หรือ World Heritage Committee (WHC)

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2550 ณ เมืองไครส์เชิช ประเทศนิวซีแลนด์ 

 วันที่18 มิถุนายน พ.ศ.2550 ไทยได้ขอให้ดับเบิลยูเอชซีเลื่อน