วัฒนธรรมการใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ

คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่มีเพื่อนสนิทชื่อ “คุณเร่งรีบ” เช้ามาก็รีบอาบน้ำ รีบแต่งตัวไปทำงาน เพื่อให้ทันตอกบัตร ทันเซ็นชื่อเพราะตื่นสาย อาหารเช้ากับเที่ยงรวบเป็นมื้อเดียว เร่งทำงานให้เสร็จเร็วๆ เพราะมีนัด กว่าจะได้กลับบ้านก็ดึกดื่นเที่ยงคืน แล้วตื่นสายอีกวัน...วนเป็นวัฎจักรอย่างนี้เสมอ โลกกำลังบ้าเพราะความเร็ว ทำอะไรก็ต้องเร่งรัด ใครช้าก็ถูกเหยียดหยาม หาว่าล้าสมัย ไม่ทันคน จึงทำให้เกิดแรงต่อต้าน กลายเป็นขบวนการใหม่ที่เรียกว่า Slow Movement เพื่อยืนยันว่ามนุษย์เราต้องทำอะไรช้าลง ใคร่ครวญมากขึ้น พูดง่ายๆ คือ “ขอให้ใจเย็นๆ” เห็นใครเร่งร้อน เร่งรีบ เหมือนชีวิตกำลังจะสูญสลายหายไปในห้านาทีข้างหน้า ก็วานถามเขาด้วยน้ำเสียงของคนเห็นอกเห็นใจว่า “จะรีบร้อนไปไหนหรือ?” เมื่อก่อนข้าพเจ้าเป็นคนนิสัยใจร้อน หากมีใครขับรถปาดหน้าไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง หรือรถจักรยานยนต์ก็จะตะโกนเสียงดังถามกับคนที่ปาดหน้าไปว่า “ไปงานศพคุณพ่อหรือไง?” ปัจจุบันอายุมากขึ้น ก็พยายามรักษาอารมณ์ไม่ให้ใจร้อนเกินควร เมื่อมีใครขับรถแซงหน้าไปอย่างไม่เกรงอกเกรงใจก็จะขับรถร้องเพลงไปอย่างมีความสุข แต่ในใจก็สวดมนต์ให้กับเขาคนนั้น พร้อมกับบอกตัวเองว่า “เขาคงรีบมาก ให้เขาไปก่อนเถอะนะ” ทำให้ใจเย็นลงไปมาก

วัฒนธรรมความเร่งรีบ การไม่ใส่ใจคนรอบข้าง เป็นสิ่งที่เข้ามาในลักษณะซึมเงียบ หากคุณอยู่ในสังคมเมือง นั่งรถไปทำงานตอนเช้า หรือกลับบ้านในช่วงเย็น ลองสังเกตรอบกายของเราดูว่าสังคมปัจจุบันไร้ซึ่งความเอาใจใส่ซึ่งกันและกันแค่ไหน หากไม่เร่งรีบมากนักลองช่วยจูงผู้สูงอายุ คนตาบอดข้ามถนนบ้างได้ไหม? หรือเอาง่ายๆ อย่าทำตัวเป็นคนขี้โมโหหรืออยากชนะคนรอบข้างไปซะทุกเรื่อง คุณจะรู้สึกดีขึ้นและจะเข้าใจว่าเราไม่ได้เป็นหุ่นยนต์ที่เช้ามาทำงาน เย็นกลับบ้านวันเสาร์-อาทิตย์ ดูหนังและเที่ยวเตร่ สิ้นเดือนไปกดเงินที่ตู้ ATM ส่วนเรื่องการฟุ้งเฟ้อก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้เราต้องทำงานหนักเพื่อได้เงินและไปซื้อสิ่งที่ต้องการ พื้นฐานของสังคมที่ดีอยู่ที่จิตใจคน หากรู้จัก “พอ” คุณก็จะ “มี” ไม่รู้จักจบสิ้น

ความเร่งรีบไม่ได้หมายถึงแค่การเร่งรีบในการดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังหมายถึง การบริโภคอย่างเร่งรีบอีกด้วย ซึ่งการที่คนเร่งรีบบริโภคก็จะไปเร่งการผลิตให้เร็วขึ้น เท่ากับเป็นการไปเร่งทำลายสิ่งแวดล้อมให้เร็วขึ้น ดังนั้น “ความเร่งรีบจึงเป็นระบบคิด เป็นการเร่งบริโภค ยิ่งเร่งบริโภค ก็จะยิ่งเร่งผลิต หากลดการเร่งรีบบริโภคลงก็จะทำให้ลดการผลิตลง ก็จะช่วยลดการทำลายสิ่งแวดล้อมลง”

สำนึกแห่งความเร่งรีบดีจริงหรือ?

“การตั้งปณิธานว่าจะสร้างสำนึกแห่งความเร่งรีบในทุกอย่างที่คุณทำ เลือกงานใดงานหนึ่งแห่งความเร่งรีบในทุกอย่างที่คุณเคยทำ เลือกงานใดงานหนึ่งที่คุณชอบผัดวันประกันพรุ่ง แล้วตัดสินใจสร้างนิสัยลงมือทำทันทีในงานนั้น เมื่อคุณเห็นโอกาสหรือปัญหา จงลงมือทำทันทีเมื่อคุณได้รับมอบหมายงานหรือความรับผิดชอบ จงรีบทำและรายงานกลับโดยเร็ว ทำทุกอย่างในทุกแง่ทุกมุมสำคัญของชีวิตคุณอย่างรวดเร็ว แล้วคุณจะต้องทึ่งมันทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นและทำงานได้สำเร็จมากขึ้น…” เป็นข้อความตอนหนึ่งผู้เขียนได้อ่านจากหนังสือ Eat That Frog! หรือกินกบตัวนั้นซะ ซึ่งอธิบายถึงวิธีอันยอดเยี่ยมเพื่อหยุดการผัดวันประกันพรุ่งและทำงานได้มากขึ้นในเวลาที่น้อยลง เป็นเรื่องที่พูดกันมานานว่าสิ่งแรกที่คุณทำในแต่ละเช้าคือการกินกบเป็นๆ แล้วละก็ คุณจะสามารถผ่านพ้นวันนั้นไปได้พร้อมกับความพึงพอใจที่ได้รู้ว่าการกินกบอาจจะเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดจะเกิดขึ้นกับคุณตลอดทั้งวันนั้นก็ได้ “กบ” ของคุณเป็นงานที่สำคัญที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณมีทีท่าว่าจะผัดวันประกันพรุ่งแน่ๆ ถ้าคุณไม่รีบลงมือทำซะก่อน มันยังเป็นงานที่มีผลกระทบอย่างแรงในแง่บวกต่อชีวิตและผลงานของคุณในตอนนั้น

อีกทัศนะหนึ่ง นโปเลียน ฮิล กล่าวว่า “เวลาไม่เคยมีคำว่าเหมาะสม จงเริ่มต้นตรงที่คุณยืนอยู่และทำงานด้วยเครื่องมือทุกอย่างที่คุณมี แล้วคุณจะพบเครื่องมือที่ดีกว่า ขณะที่คุณเดินไปข้างหน้า” คุณสมบัติภายนอกที่โดดเด่นที่สุดของคนที่ทำงานเก่ง อาจจะเป็นนิสัยชอบลงมือทำทันที คนที่มีผลงานดี จะสละเวลาในการคิด การวางแผน และจัดลำดับความสำคัญของงาน จากนั้นเขาก็จะลงมือทำงานไปสู่เป้าหมายอย่างรวดเร็วและแข็งขัน พวกเขาจะทำงานอย่างสม่ำเสมอ อย่างราบรื่น และอย่างต่อเนื่องในสภาวะที่ไหลลื่น ซึ่งเป็นภาวะที่มนุษย์เราทำงานและผลิตผลงานได้สูงที่สุด อะไรบางอย่างที่เกือบเหมือนปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นกับความคิดและความรู้สึกของคุณ วิธีที่จะจุดสภาวะไหลลื่นนี้ คือการสร้าง “สำนึกแห่งความรีบเร่ง” มันคือความต้องการและแรงผลักดันภายในใจที่จะรีบลงมือทำงาน และทำให้เสร็จเร็วๆ สำนึกแห่งความรีบเร่งจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังแข่งกับตัวเอง เป็นการเพาะนิสัยให้โอนเอียงไปในทางที่ชอบทำ มากกว่าชอบพูด ช่วยให้คุณมีสมาธิกับสิ่งที่คุณต้องทำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุณต้องการ จังหวะที่รวดเร็วดูเหมือนจะเดินจูงมือไปกับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ทุกประเภท การจะสร้างจังหวะนี้ คุณจะต้องเริ่มลงมือและเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ ยิ่งคุณเดินเร็วเท่าไร คุณจะยิ่งมีพลังมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งคุณเดินเร็ว คุณก็ยิ่งทำงานสำเร็จได้มากขึ้น และรับรู้ว่าตัวเองมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น วิธีธรรมดาที่สุด แต่ทรงอานุภาพมากที่สุดในการทำให้เราประสบความสำเร็จคือการบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ลงมือทำเดี๋ยวนี้ !” ลงมือทันทีกับทุกหน้าที่และความรับผิดชอบของคุณ ทำทุกอย่างในทุกแง่มุมสำคัญของชีวิตและทำอย่างรวดเร็ว แล้วคุณจะต้องทึ่งว่ามันทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น และทำให้คุณประสบความสำเร็จได้มากขึ้น แต่...ในขณะที่คุณเร่งรีบก็จะเกิดความเครียด เพราะความรีบร้อน ความเร่งรัด ความวุ่นวาย ความยุ่งยาก ความกังวล ความเดือดร้อน ความไม่ได้ดังใจ ความไม่สบายใจที่ต้องฝืนใจทำงาน หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตาม ถ้าทำให้เราไม่สบายก็อาจเรียกว่า ความเครียดได้ทั้งนั้น คนเราส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกในแง่ลบ เมื่อรู้สึกว่าความเครียดง่ายอาจจะแสดงว่าเป็นคนอ่อนแอ หรืออย่างน้อยก็ดูว่าไม่เข้มแข็งเหมือนที่คิดว่าตัวเองเป็น น่าจะเป็น หรืออยากจะเป็น ทำให้ไม่ชอบคำว่า ความเครียด เพราะฟังดูไม่ดี แต่ในสภาวะปัจจุบันหากบุคคลนั้นยังต้องทำมาหากิน ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องต่างๆ ก็ยากที่จะหลุดพ้นจากความเครียดได้ จึงอาจจะสรุปได้ว่า ความเครียดเกิดจากความยุ่งยากในการใช้ชีวิตประจำวัน

ชะลอความเร่งรีบลงเถิด

ยุคปัจจุบันที่สังคมและวิถีชีวิตตกเป็นทาสของเวลาและความเร่งรีบ (Speed) วัฒนธรรมอาหารถูกครอบงำด้วยอาหารจานด่วน (Fast Food) โต๊ะอาหารที่ร่อยหรอสมาชิก มีอาหารที่ปรุงง่าย รวดเร็วไม่กี่จาน จนทำให้คุณค่าทางปากะศิลป์หายหน้าไปอย่างรวดเร็วเป็นเหตุที่ทำให้เกิดขบวนการ “Slow Movement” หรือ “ชะลอความเร่งรีบลงเถิด” ก็เพราะผู้คนเริ่มจะเห็นแล้วว่าโลกกำลังบ้ากันไปใหญ่ อะไรๆ ก็ต้องเร่งต้องด่วน อาหาร “ Fast Food” นั้นเป็นหนึ่งในหลายๆ สัญญาณของความร้อนรนที่กลายเป็นแฟชั่นทันสมัย ทั้งๆ ที่มันเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ

แนวคิด Slow Life กับแนวคิด Slow Food ที่ประเทศอิตาลีกล่าวถึงการกินให้ช้า ทำอะไรให้ช้าลง ของที่กินก็ต้องได้มาโดยที่ไม่ต้องเร่งการผลิต ให้เห็นประโยชน์ของการกินให้ช้าลง จะส่งผลต่อสุขภาพที่แข็งแรง ไม่น่าเชื่อว่าแค่เรารู้จักที่จะมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ ลดจังหวะของชีวิตให้ช้าลง ก็ช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้เช่นกัน สัญลักษณ์ของขบวนการ Slow Food เป็นรูปหอยทากตัวเล็กๆ เพราะหอยทากคือ “ตัวแทนของการเคลื่อนที่อย่างช้าๆ เพื่อสอนให้รู้ว่าการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบทำให้คนเรามีจิตใจที่กระด้างและและโง่เขลาลง” อีกทั้งลักษณะของหอยทากที่ดูจะเป็นสิ่งมีชีวิตี่มิได้รับอิทธิพลใดๆ จากความเย้ายวนใจของโลกสมัยใหม่ยังแฝงความหมายใหม่ๆ ไว้ด้วย เปรียบเสมือนเป็นเครื่องรางต้านความขุ่นเคืองโกรธขึ้น ต้านทานความบกพร่องของผู้ที่ไม่ละเมียดละไมต่อความรู้สึกและรสชาติ เนื่องจากความตะกละตะกรามเกินกว่าจะจดจำสิ่งที่ตนเพิ่งรับประทานเข้าไปได้

คนไทยเข้าคิวไม่เป็น ไม่ใช่เพราะไม่เคารพในสิทธิของคนอื่นอย่างเดียว แต่เป็นเพราะใจร้อน เห็นคิวยาวก็เริ่มทนไม่ไหว หน้านิ่วคิ้วขมวด ที่เคยเชื่อกันว่าคนไทยเป็นคนใจเย็น และมีความเผื่อแผ่เมตตานั้น ลองสังเกตพฤติกรรมบนท้องถนนในสังคมทุกวันนี้ จะเห็นว่ามันหาได้เป็นเช่นนั้นแล้วไม่ ความเร่งรีบ รีบร้อน เร่งรัด ที่ว่านี้มันไม่ใช่เพียงแค่ “วัฒนธรรม” แล้ว มันได้กลายเป็น “ลัทธิ” ที่ระบาดไปทั่วโลก “ลัทธิ” ต่างกับ “วัฒนธรรม” ตรงที่ว่ามันทำให้คนลุ่มหลง

งมงายและคิดผิดๆ ได้ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นความเร็วเป็นความถูกต้อง และประณามความช้าว่าเป็นอันตรายต่อการสืบสานของเผ่าพันธุ์มนุษย์ (ชีวจิต, 2548 : 84-85) บรรพบุรุษเคยสอนไว้ว่า การจะมีสุขภาพดีนั้นจะต้องไม่อยู่เฉยๆ ไม่ขี้เกียจ ต้องออกกำลังกาย ต้องขยับตัวอยู่เสมอ แล้วอยู่ดีๆ ผู้เขียนจะมาบอกให้เรากลายเป็นพวกขี้เกียจสันหลังยาว แล้วชีวิตจะมีความสุขและยืนยาวมากกว่าเดิมหรือ? ในที่นี้ผู้เขียนหมายถึง อย่าทำอะไรหักโหม อย่าทำอะไรเกินขนาด เกินตัว เพลาๆ ลงเสียบ้าง อย่านึกว่าตื่นมาแล้วต้องทำโน่นทำนี่ตลอดทุกนาที ไม่เคยนั่งดูดวงอาทิตย์ขึ้นมานานเท่าไรแล้ว? ไม่ได้นั่งดูผีเสื้อบินขยับปีกอย่างน่ารักสวยงามมากี่ปีแล้ว? ไม่ได้เคี้ยวอาหารคำละ 30 ครั้งให้ละเอียดและรื่นรมย์กับรสชาติอันละมุนละไมมานานเท่าไรแล้ว?

นักวิ่งมาราธอนนั้นตายกลางสนามมาหลายคนแล้ว...เพราะความหักโหม ไม่รู้ว่าร่างกายได้ส่งสัญญาณเตือนว่าทำอะไรเกินความพอดีมามากแล้ว เพราะชีวิตนี้ยังมีอะไรน่าอภิรมย์กว่าการเร่งไปโน่น รีบทำนี่จนไม่รู้ว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร ลองใช้วันหยุดทบทวนดูว่าหนึ่งปีที่ผ่านมามีเวลาอยู่กับครอบครัวกี่วัน สุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง พักผ่อนเพียงพอไหม อยู่ในสภาพกายสู้ แต่เหนื่อยใจหรือเปล่า แล้วตอบตัวเองช้าๆ ชัดๆ ว่าต้องการมีวิถีชีวิตเช่นนั้นจริงหรือ! ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ลองวางแผนชีวิตให้ช้าลง ดังนี้ (ใจรัตน์ สมบัติพิบูลย์, 2546 : 32)

1. ตื่นเช้าขึ้นอีกนิด คุณจะประหลาดใจกับเสียงนกเสียงกาที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินในยามเช้า เดินเล่นให้เท้าได้สัมผัสน้ำค้างบนยอดหญ้า สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด จิตจะผ่อนคลายปลอดโปร่ง จดจำความรู้สึกดีๆ นั้นไว้

2. ไปถึงที่ทำงานให้เร็วขึ้น มีเวลายิ้มทักทาย พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานบ้าง เพราะการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่นเป็นวิธีลับสมองอย่างหนึ่ง ทำให้มีไหวพริบและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีขึ้น

3. เขียนหัวเรื่องที่จำเป็นต้องทำให้เสร็จในวันนั้น แล้วจึงลงมือทำงานอย่างเข้าใจว่า “เร่งรีบ” กับ “รวดเร็ว” ก็ต่างกัน ฉะนั้นเพียงแค่ทำงานในความรับผิดชอบอย่างขยันขันแข็งไม่ปล่อยเป็นดินพอกหางหมู ขณะเดียวกันต้องรอบคอบตรวจงานอย่างละเอียดถี่ถ้วน งานก็จะเสร็จทันเวลา โดยไม่ต้องพบเจอกับคุณเร่งรีบเลย แถมบางวันได้แวะทักทายคุณพักผ่อนอีกด้วย

4. ถ้างานมีปัญหา ยังหาทางออกไม่ได้ วิธีที่ดีที่สุดคือวางปัญหานั้นไว้ก่อน สูดหายใจเข้าลึกๆ ปล่อยลมหายใจออกช้าๆ หลับตาคิดถึงเรื่องดีๆ ที่ทำให้คุณมีความสุข ถ้ายังไม่หายเครียด ออกจากห้องสี่เหลี่ยมไปรับลมธรรมชาติสัก 5 นาที ความเหนื่อยล้าจะลดลง มีสมาธิในการแก้ปัญหาอีกครั้ง

5. เตือนตัวเองเสมอว่า การเร่งรีบก่อให้เกิดความเครียด ขาดสติ อันเป็นสาเหตุสำคัญของความผิดพลาดและก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น ปวดต้นคอ ปวดศีรษะ เป็นไมเกรน ฯลฯ ก่อนกลับบ้านอาจบันทึกงานที่ทำไม่เสร็จเพื่อสะสางในวันรุ่งขึ้น หรือถ้าคุณทำงานได้เกินเป้าหมายก็บันทึกไว้เป็นกำลังใจได้เช่นกัน

เริ่มต้นด้วย 5 ข้อที่ไม่ยากเกินไปนักก่อน แล้วคุณจะรู้สึกว่างานคือความบันเทิงใจอย่างหนึ่ง และผ่านพ้นแต่ละวันอย่างมีความสุข ทั้งนี้หมายความว่าคุณต้องวางแผนแต่ละวันอย่างรอบคอบ หาเวลาหายใจให้ตัวเอง เวลากินต้องได้กิน เวลานอนต้องได้นอน เวลาที่อยู่บ้านก็นำ 5 ข้อนี้มาใช้ได้เช่นกัน เป็นการปิด-เปิดสวิตช์แบ่งหน้าที่ต่องานและตัวเองอย่างชัดเจน ตอนสิ้นปีมาดูกันว่า กว่า 300 วันที่ผ่านมาคุณได้กำไรชีวิตที่นอกเหนือจากเงินทองมากมายแค่ไหน

ผู้เขียนจะบอกกับตัวเองเสมอว่า “วันนี้ฉันจะไม่เป็นทาสของเวลาและความเร่งรีบ ชีวิตช้าไม่ได้แปลว่าต้องเฉื่อย แต่หมายถึงการทำทุกอย่างให้ปกติ เพราะทุกวันนี้เราทำทุกอย่างด้วยความเร่งรีบจนเกินไป”

ท่านเองก็เช่นกัน ควรจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า จะใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ กินเร็วทันใจไปทำไม ในเมื่อโลกสวยงามขึ้นเมื่อเราเดินช้าลงได้ ลองทำชีวิตให้ช้าลง...ชีวิตอาจจะง่ายขึ้นกว่าที่ผ่านมา

ค่อยๆ เดินไปข้างหน้า

เหมือนหอยทากที่คลานช้าๆ

หากแต่ว่า...ไม่หวั่นไหว

มีความสุขกับความงามตามทางที่ไป

ไม่ค้นหาว่าความสุขอยู่ที่ไหน

เพราะความสุขอยู่...ในใจของเราเอง.