ในวันหนึ่งเราได้พบกับเขาตามลำพังเราได้สนทนากับเขาถึงเรื่องที่เราอยากรู้
“ท่านต้องการอะไรหรือ จึงขึ้นมาพบพระป่าอย่างเรา”
“พระคุณเจ้ากระผมคือ นาคมานพ วิสัยพญานาคนั้นเคารพในผู้ทรงศีลผู้ทรงคุณธรรม มนุษย์ผู้เป็นกัลยาณชนปรารถนาในการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา พญานาคก็ต้องการบำเพ็ญทานภาวนาและศีลด้วยเช่นกัน ครั้งเมื่อสมเด็จพระพุทธองค์ทรงเสวยพระชาติเป็นพญานาคชื่อพระภูมริทัตต์ ก็บำเพ็ญทานภาวนาจนตัวตายเหมือนกัน”
“ศีลของพระคุณเจ้าหอมเหลือเกิน หอมไปไกล พวกกระผมจึงขึ้นมาบำเพ็ญทานถวายพระคุณเจ้า เพื่อเพิ่มพูนบารมีของตนสืบไป”
“เราขอถามท่านว่าเราเคยพบพวกท่านเนรมิตในรูปต่างๆ มามาก เราต้องการทราบว่าท่านทำกันอย่างไร”
“ขอให้พระคุณเจ้าได้โปรดทัศนาด้วยตาของท่านเอง”
เขากล่าวกับเราว่าเป็นนิมิตภาพเท่านั้นผู้บารมีธรรมจึงได้เห็น ร่างของเขาหายวับไปแล้วปรากฏเป็นมานพหนุ่มรูปงามเดินเข้ามา แล้วหายวับไปเป็นคนแก่งกๆ เงิ่นๆ เดินเข้ามาแล้วกลายเป็นสตรีรูปงาม กลายเป็นนายพรานขมังธนูดูโหด เขาบอกกับเราว่าการเนรมิตคือการคิดแล้วร่างก็เปลี่ยนไปอย่างต้องการ จะให้เป็นมนุษย์ครั้งละหลายๆ คนก็ได้ เป็นสัตว์ป่าหลายๆ ตัวก็ได้ เป็นสัตว์ 2 อย่างพร้อมๆ กันก็ได้ ศิษย์ที่ฟังท่านเล่าจึงถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า เมื่อเนรมิตเป็นอะไรก็ได้แล้วรูปร่างจริงเป็นอย่างไร หลวงปู่ก็ตอบว่า เราเคยเห็นอยู่เหมือนกันในภาพผนังโบสถ์นั้นแหละ มี 3 หงอนบ้าง 4 หงอนบ้าง 7 หงอนบ้าง มาด้วยกันทั้งตัวผู้และตัวเมียก็เคยเห็น หงอนสีแดงมีแพรคอเหมือนม้า ลำตัวใหญ่ยาวเกล็ดสีดำเป็นมันเลื่อม บางครั้งเขาก็มาเป็นมนุษย์ทรงเครื่องแบบกษัตริย์สง่างามมาก มีข้าราชบริพารแห่แหนมาดังขบวนยุรยาตรพระราชา เราพบมาหลายแบบงูตัวเล็กๆ ก็มี ผ้าขาว ผู้หญิง เสือ มนุษย์ กษัตริย์ และอีกหลายอย่างสารพัดสารเพ
Rick ฅนมหากาฬ31 March 2008, 08:32 PM
ดังนั้นพญานาคจึงมีฤทธิ์ในด้านการแปลงกายเป็นพิเศษ อีกครั้งหนึ่ง...หลวงปู่ชอบกำลังเดินธุดงค์อยู่ฝั่งไทยเลาะเลียบไปตามฝั่งแม่น้ำโขง ท่านอยากจะข้ามไปวิเวกฝั่งลาวแต่บริเวณนั้นไม่มีผู้คนและเรือแพ ท่านจึงตั้งจิตอธิฐานขอให้เกิดนิมิตว่าจะข้ามไปฝั่งลาวดีหรือไม่ ซึ่งท่านได้เล่าไว้ดังนี้...เราคิดในใจว่าเราจะข้ามไปฝั่งลาวดีหรือไม่ เพราะตอนนั้นเราเพิ่งออกธุดงค์ในตอนต้นพรรษากาล ในคืนนั้นเราปักกลดอยู่ริมฝั่งน้ำเหียง เราเจริญภาวนาและในนิมิตนั้นเองร่างของมานพหนุ่มก็ปรากฏขึ้น เขาเดินเข้ามากราบเราด้วยเบญจางคประดิษฐ์ เขากล่าวกับเราในนิมิตว่า ได้ทราบว่าพระคุณเจ้าจะข้ามไปแสวงวิเวกในฝั่งลาว ปวงข้ารู้สึกปีติเป็นอย่างยิ่งจึงใคร่ขอนิมนต์พระคุณเจ้า ข้ามไปฝั่งโน้นเพื่อโปรดสัตว์ผู้ยากให้พ้นจากความหลงผิดด้วยเถิด เราน้อมรับในนิมิตด้วยความดุษฎีเขาจึงลาจากไป รุ่งเช้าเราเสร็จภัตตกิจแล้วจึงรวบรวมบริขารออกเดินทางมายังฝั่งน้ำเหียงที่ใกล้กับแม่น้ำโขง เราทอดสายตาออกไปลำน้ำเหียงทุกอย่างเงียบสงบสายลมพัดพลิ้วผ่านผิวน้ำ ทันใดนั้นก็ปรากฏว่ามีเรือลำน้อยลำหนึ่งพุ่งตรงมาฝั่งที่เรายืนอยู่ คนพายวาดหัวเรือเข้ามาอย่างจงใจพอหัวเรือชนริมตลิ่งคนในเรือก็ร้องว่า “นิมนต์บนเรือเถิดพระคุณเจ้า”
หลวงปู่จึงถามว่าจะไปทางไหนกันเล่าโยม ชายหนุ่มเจ้าของเรือตอบว่าจะไปฝั่งลาว ยินดีรับท่านไปฝั่งโน้นหลวงปู่จึงลงเรือลำนั้น ท่านเล่าเหตุการณ์ในตอนนี้ไว้ดังนี้...คนเรือมีใบหน้ายิ้มแย้มละไมและกิริยานอบน้อมต่อเราเป็นพิเศษ เรือลำนั้นพุ่งตรงออกจากฝั่งตัดลำน้ำเหียงเข้าสู่ลำโขงตรงดิ่งไปยังประเทศลาว เรือจอดสนิทเราประคองบาตรและบริขารเดินขึ้นไปบนฝั่ง ครั้งถึงฝั่งเรียบร้อยแล้วหันกลับมาจะให้พรโยมเจ้าของเรือ ก็ต้องประหลาดใจ ไม่มีเรือ ไม่มีอะไรเลย นอกจากความเวิ้งว้างและความสงบเงียบของน้ำ แต่ในกลางแม่น้ำโขงนั้นเองปรากฏร่างจระเข้ตัวใหญ่ ลอยฟ่องอยู่กลางแม่น้ำโขงหันหัวมาดูเราตาแจ๋ว เราจึงกำหนดจิตลงไปยังจระเข้ตัวนั้นจึงพลันได้รู้ว่า นั่นคือนาคราชแปลงเป็นคนและเรือมารับเราสู่ฝั่งลาว เมื่อส่งถึงฝั่งก็กลายเป็นจระเข้ให้รู้เป็นนัยๆ เราจึงทดลองเดินขึ้นจากฝั่งไปจนไกลพอสมควร จึงหันมามองก็เห็นจระเข้ตัวนั้นมองดูเราอยู่อย่างอาลัยอาวรณ์ เราจึงกำหนดจิตแผ่เมตตาไปให้เขาแล้วกล่าวว่า “เอาละ เราขอบใจท่านที่ช่วยเป็นภาระให้เราข้ามมาฝั่งนี้ได้ เราเดินทางต่อไปได้เองแล้วท่านจงอย่าเป็นห่วงเราเลย” สิ้นคำกล่าวจระเข้ก็ชูหัวขึ้น 3 ครั้งแล้วหมุนตัวกลับหายไปในแม่น้ำโขงในพริบตา เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าพญานาคเป็นพุทธมามกะตั้งแต่สมัยพุทธกาล และยังดำรงความเป็นพุทธมามกะนั้นมาจนถึงทุกวันนี้