ผมโดนมาเองกับคดี ส.ป.ก.ถูกผู้ยิ่งใหญ่กล่าวผ่านสื่อว่าสงสัยอัยการแกล้งแพ้ ทั้งๆที่เราสืบพยานกันหามรุ่งหามค่ำ ทำงานกันอย่างหนัก ผ่านการตรวจสอบคำฟ้องจากอัยการรุ่นเดอะ พอศาลชั้นต้นแพ้โดนกระแนะกระแหนทันที แต่พอศาลอุทธรณ์ให้ฝ่ายเราชนะ ทุกอย่างเงียบเป็นเป่าสาก โดนด่าฟรี ยังงี้ก็มีครับ
น่าสนใจต้องสัมภาษณ์ซะหน่อยแล้วครับ...เพราะผมทำงานกับ ส.ป.ก.อยู่ครับ เผื่อเป็นความรู้และบทเรียนติดตัวไปครับ..
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีศาลตัดสินแพ้ชนะไปแล้ว คนวิพากย์วิจารณ์ก็สามารถวิเคราะห์ได้ครับว่าแพ้เพราะไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่คนที่ทำคดีในขณะนั้นไม่มีใครอยากให้แพ้หรอกครับ จะมีใครเข้าใจความเครียดของทนายที่ทำคดีความเป็นความตายของประเทศไหมครับ เราอยู่วงนอกเราคิดได้ครับเพราะเราไม่เครียด แต่ทนายเขาเครียดครับ (นี่พูดในฐานะคนเคยเป็นทนายความมาก่อนครับ อิอิ)
เป็นธรรมดา ผมเชื่อและเคยได้ยินได้ฟัง ผมเชื่อว่ากระบวนยุติธรรมนั้นเชื่อในหลักฐาน แต่บางเรื่องจำเลยอาจจะถูกแต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอนั่นแหละ น่าเห็นใจมากๆ..
แต่อย่างไรก็ตามจะโทษแต่ทนายฝ่ายเดียวผมไม่เห็นด้วยครับถ้าโทษกันมันต้องโทษรัฐบาลแต่ละยุคสมัยที่ผ่านมาด้วยว่าทำไมไม่ดูแล ไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องแผนที่ ทำไมปล่อยปละละเลย เราเอาบทเรียนนี้มาเป็นข้อคิดข้อควรระวังกับการดำเนินการของบ้านเมืองเราดีกว่า เพราะมันมีผลกระทบไปถึงโลกภายนอกด้วย เราอยู่ในโลกนี้ก็ต้องยอมรับกฎเกณฑ์กติกาของสังคมโลก ใครที่ระมัดระวังประเทศของตนได้ดีทำงานอย่างมีหลักเกณฑ์ขั้นตอนอันเป็นที่ยอมรับของสากล ฝ่ายนั้นก็ชนะครับ และที่สำคัญเรื่องนี้ถ้าให้คนเอเชียด้วยกันตัดสิน ผมว่าคำพิพากษาอาจจะเปลี่ยนแปลงก็ได้นะครับ อิอิ
กรณีปราสาทพระวิหารนี้มันเกี่ยวเนื่องกันกับกรณีที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองอิโดจีนแล้วเขาทำแผนที่ขึ้นมาตามลำพัง เราไม่ได้ทำแถมไปยอมรับแผนที่ของเขาโดยเราไม่มีความรู้ความชำนาญมากเพียงพอ และการเกิดคดีก็เพราะชาติที่สามมิใช่สยามกับกัมพูชา...โอยเรื่องมันยาว เมื่อเป็นคดีเข้าศาลโลก ก็อย่างว่าแหละ หลักฐานเราไม่เพียงพอก็ต้องยอมรับกติกาของโลก ถามว่าเป็นเพราะจุดอ่อนของทนายเราหรือ... ผมไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บแน่ๆ และไม่เห็นด้วย แต่นักกฏหมายควรศึกษาเป็นกรณีตัวอย่าง ถกกันให้แจ่มแจ้งแล้วสรุปบทเรียนไว้ เพื่อให้นักกฏหมายรุ่นหลังได้เรียนรู้เพื่อป้องกันมิให้เกิดขึ้นมาอีก เราก้าวไปข้างหน้าดีกว่าครับ เดี๋ยวผมจะเอาข้อมูลอีกส่วนหนึ่งมาลงครับท่านอัยการครับ
13.