จุดประสงค์รายวิชา

1. เพื่อให้เข้าใจในการติดต่อสื่อสารระหว่างไมโครคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ และรู้จักหน้าที่การทำงานของอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารและมาตรฐานต่างๆของอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารในระบบ Network

2. เพื่อให้สามารถติดตั้งอุปกรณ์และโปรแกรม เพื่อเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าเป็นระบบเครือข่ายทั้งในระยะใกล้และไกล โดยผ่านโมเด็ม,เร้าเตอร์ฯลฯ ได้และสามารถวิเคราะห์หาสาเหตุขัดข้องของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

3. เพื่อให้มีกิจนิสัยในการทำงานด้วยความประณีต รอบคอบและปลอดภัย ตระหนักถึงคุณภาพของงานและมีจริยธรรมในงานอาชีพ

มาตรฐานรายวิชา

1. ออกแบบและวางผังระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

2. จัดเตรียมและเลือกใช้อุปกรณ์ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

3. ติดตั้งและทดสอบระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

4. ติดตั้งโปรแกรมควบคุมและใช้งานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

5. บำรุงรักษาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

คำอธิบายรายวิชา

ศึกษาและปฏิบัติ การเลือกใช้และติดตั้งอุปกรณ์ทดสอบคุณลักษณะทั่วไปและตรวจสอบความถูกต้องของอุปกรณ์ การออกแบบระบบเครือข่าย การติดต่อสื่อสารระหว่างไมโครคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่าง ๆ การส่งสัญญาณแบบแอนะลอกและดิจิตอล OSI MODEL POTOCOL TCP/IP Network TOPOLOGY WAN ,VLAN ,VPN,ATM,ISDN,ADSL,FDDI, มาตรฐานการสื่อสารข้อมูลแบบต่าง ๆ อุปกรณ์เครือข่าย การติดตั้งเครือข่ายคอมพิวเตอร์การจัดระบบเครือข่าย การติดตั้งระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบต่าง ๆ เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย การวิเคราะห์หาสาเหตุและการแก้ไขเมื่อระบบเครือข่ายขัดข้อง

การวัดผลคะแนน 100%

 คะแนนเก็บ 60%

 คะแนนเวลาเรียน 10 %

 คะแนนคุณธรรมจริยธรรม 10 %

 คะแนนสอบปลายภาค 20%

พื้นฐานเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ที่มาของเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ เกิดได้จากการที่ต้องการให้คอมพิวเตอร์มีการทำงานเป็นกลุ่มหรือเป็นทีม เพราะมีการเปรียบเทียบกับมนุษย์ ถ้ามนุษย์ทำงานอยู่คนเดียวด้วยปริมาณที่เท่ากับการที่มนุษย์ทำงานหลายคน ผลลัพธ์ที่ออกมาจากการวิจัย มนุษย์ที่ทำงานเป็นกลุ่มด้วยความสามัคคี จะทำงานได้มีประสิทธิภาพ รวดเร็วกว่ามนุษย์ทำงานคนเดียว เมื่อเห็นภาพของมนุษย์อย่างนี้แล้ว คอมพิวเตอร์ก็เช่นเดียวกันควรทำงานเป็นกลุ่มหรือเป็นทีมซึ่งการทำงานเป็นกลุ่มหรือเป็นทีมของคอมพิวเตอร์นี้เราเรียกว่า เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network)

คือ ระบบที่มีคอมพิวเตอร์อย่างน้อยสองเครื่องเชื่อมต่อกันโดยใช้สื่อกลางและสามารถสื่อสารข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่องสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในเครือข่ายร่วมกันได้เช่นเครื่อง Printer,CD-ROM, สแกนเนอร์, ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น รวมถึงยังสามารถใช้กลุ่มเครือข่ายอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกล เช่นระบบอินเตอร์เน็ตโดยใช้แอพลีเคชั่น เช่น เว็บ อีเมล FTP เป็นต้น

การพัฒนาระบบเครือข่ายตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

 มีการพัฒนาทั้งหมด 4 ยุค

ยุคที่ 1 ยุคระบบเครือข่ายที่ใช้สื่อการเป็นมนุษย์และใช้วิธีการแปลงเอกสารบรรจุลงไปในเครื่อง คอม ฯ

ยุคที่ 2 ยุคระบบเครือข่ายที่ใช้สื่อการเป็นมนุษย์และใช้วิธีการบันทึกลงไปในสื่อบันทึกข้อมูล

ยุคที่ 3 ยุคระบบเครือข่ายที่ใช้สื่อการเป็นสายสัญญาณและใช้วิธีการส่งสัญญาณในรูปแบบสัญญาณดิจิตอล

ยุคที่ 4 ยุคระบบเครือข่ายที่ใช้สื่อการเป็นคลื่นวิทยุและใช้วิธีการส่งสัญญาณในรูปแบบสัญญาณดิจิตอล

ประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

1.สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

2. ประหยัดเวลาในการแลกเปลี่ยนข้อมูล

3. สามารถใช้ทรัพยากรทางด้านฮาร์ดแวร์ร่วมกันได้

4. ประหยัดค่าใช้จ่าย

5. สามารถใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์

6. สามารถสนทนาผ่านเครือข่าย

7. สามารถประชุมระยะไกลผ่านระบบ VDO CONFERENCE

8. สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตเพื่อหาความรู้ได้รอบโลก

ตัวอย่างอาชญากรรมทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นโทษของการใช้เทคโนโลยีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

 การขโมยโดเมนเนม

 การแอบปัดเศษเงิน

 การส่งไวรัส

 การใช้ E-mail ในทางที่ไม่ถูกต้อง

 การจัดทำเว็บการพนัน

 การเผยแพร่ภาพลามกอนาจาร

 การละเมิดลิขสิทธิ์ และ สิทธิต่างๆของผู้ใช้ระบบเครือข่ายคอมฯ

 การฆ่าคนตาย

ประเภทของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

1.ใช้ขนาดทางกายภาพของเครือข่ายเป็นเกณฑ์

 LAN (LOCAL AREA NETWORK)

เครือข่ายท้องถิ่น จำนวนเครื่องคอมฯน้อยที่สุด

 MAN ( METROPOLITAN AREA NETWORK)

เครือข่ายเมือง จำนวนเครื่องคอมฯ มากกว่า LAN แต่น้อยกว่า WAN

 WAN ( WIDE AREA NETWORK)

เครือข่ายบริเวณกว้าง มีจำนวนคอมฯมากที่สุด

2 .ใช้ลักษณะหน้าที่การทำงานของคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายเป็นเกณฑ์

 Peer to Peer Network

หน้าที่การทำงานแบบเท่าเทียมกัน

 Client Server Network

หน้าที่การทำงานแบบไม่เท่าเทียม

3. ใช้ระดับความปลอดภัยของข้อมูลเป็นเกณฑ์

 Intranet กลุ่มเครือข่ายที่มีความปลอดภัยมากที่สุด

 Extranet กลุ่มเครือข่ายที่มีความปลอดภัยปานกลาง

 Internet กลุ่มเครือข่ายที่มีความปลอดภัยน้อยที่สุด

การเชื่อมโยงสัญญาณในแบบ Point to Point

เป็นการเชื่อมโยงสัญญาณแบบจุดต่อจุดส่วนใหญ่นิยมใช้ในการเชื่อมโยงสัญญาณที่มีระยะทางไกล

การเชื่อมโยงสัญญาณในแบบ Multi Point

เป็นการเชื่อมโยงสัญญาณแบบหลายจุดส่วนใหญ่นิยมใช้ในการเชื่อมโยงสัญญาณที่มีระยะทางใกล้

LAN (LOCAL AREA NETWORK) เครือข่ายท้องถิ่น

เป็นรากฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วไป กล่าวคือ เกือบทุกๆเครือข่ายต้องมี ระบบ LAN เป็นองค์ประกอบเครือข่าย LAN อาจเป็นได้ตั้งแต่เครือข่ายแบบง่ายๆ เช่นมีคอมพิวเตอร์สองเครื่อง เชื่อมต่อกันด้วยสายสัญญาณไปจนถึงเครือข่ายที่ซับซ้อน เช่น มีคอมพิวเตอร์เป็นร้อยๆเครื่องและมีอุปกรณ์เครือข่ายอื่นๆ อีกมากมายแต่ที่สำคัญจะครอบคลุบพื้นที่จำกัด เพียงแค่ไม่เกิน 100 เมตรเท่านั้น และมีความปลอดภัยในระบบสูง มีการทำงานของเครื่องคอมฯในแบบเท่าเทียมกัน และมีจำนวนน้อยที่สุดเมื่อเทียบ กับ ระบบ เครือข่าย MAN และ WAN การเชื่อมต่อในระบบเครือข่าย LAN เราเรียกว่า โทโปโลยี

โทโปโลยี LAN คือ อะไร

คือ รูปแบบการจัดวางระบบของเครือข่าย ลักษณะการเชื่อมต่อของระบบเครือข่าย การวางระบบของสายสื่อสารเข้ากับอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก และเครื่องคอมพิวเตอร์

โทโปโลยี LAN สามารถต่อใช้งานจนถึงปัจจุบันได้ทั้งหมด 6 แบบ ดังนี้

 แบบที่ 1 โทโปโลยี LAN แบบ บัส (BUS Topology)

 แบบที่ 2 โทโปโลยี LAN แบบ วงแหวน ( RING Topology)

 แบบที่ 3 โทโปโลยี LAN แบบ เมช (Mesh Topology)

 แบบที่ 4 โทโปโลยี LAN แบบ ดวงดาว ( STAR Topology)

 แบบที่ 5 โทโปโลยี LAN แบบ ผสม ( HYBRID Topology)

 แบบที่ 6 โทโปโลยี LAN แบบ ไร้สาย ( Wireless Topology)

แบบที่ 1 โทโปโลยี LAN ในแบบบัส (BUS Topology)

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อโทโปโลยีแบบบัส

 คอมพิวเตอร์อย่างน้อย 2 เครื่อง

 T-connector

 Terminator

 หัวต่อ BNC

 สายโคแอ็กเชียล

 การ์ด NIC ที่รองรับ หัวต่อ BNC อย่างเดียว ส่งข้อมูลได้ ครั้งละ 8- 16 บิต ใช้ Slot ISA

ข้อดีของการใช้ระบบโทโปโลยี LAN แบบ บัส

1. เป็นระบบเครือข่ายที่มีราคาถูก

2. ทำการติดตั้งง่าย เพราะมีสายสัญญาณเพียงเส้นเดียวเท่านั้น

ข้อเสียของการใช้ระบบโทโปโลยี LAN แบบ บัส

1. เนื่องจากคอมพิวเตอร์ทั้งหมดอยู่ภายในสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว ดังนั้นถ้าหากมีสัญญาณที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งขาด หายไป อาจทำให้เครื่องยางเครื่อง หรือ ทั้งหมดในระบบไม่สามารถใช้งานได้

2. การขยายเพิ่มเติมค่อนข้างยาก เพราะต้องตัดและต่อสายเข้ากับคอมพิวเตอร์ตัวใหม่ ในขณะที่ต่ออยู่นั้น เครื่องอื่นๆ ในระบบจะไม่สามารถใช้งานได้ ต้องปิดการทำงานของเครื่องคอมฯ ในระบบทุกเครื่องก่อน

3. เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์ ในเครือข่ายสามารถส่งข้อมูลได้ทีละเครื่อง ดังนั้นถ้ามีคอมฯ

มากขึ้น ก็จะทำให้ระบบเครือข่ายช้าลง

แบบที่ 2 โทโปโลยี LAN ในแบบวงแหวน (Ring Topology)

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อโทโปโลยีแบบบัส

 คอมพิวเตอร์อย่างน้อย 2 เครื่อง

 T-connector

 หัวต่อ BNC

 สายโคแอ็กเชียล

 การ์ด NIC ที่รองรับ หัวต่อ BNC อย่างเดียว ส่งข้อมูลได้ ครั้งละ 8- 16 บิต ใช้ Slot ISA เป็นการ์ด ที่สามารถค้นหาเส้นทางได้ดีเพราะมี การเพิ่มประสิทธิภาพของการ์ด NIC โดยการใส่รีพีสเตอร์เข้าไปในชิปเซตของการ์ด NIC

ข้อดีของการใช้ระบบโทโปโลยี LAN แบบ วงแหวน

1. ทำการติดตั้งง่าย เพราะมีสายสัญญาณเพียงเส้นเดียวเท่านั้น

2. ประหยัดอุปกรณ์เทอร์มิเนเตอร์ เพราะแบบวงแหวนนี้ไม่ต้องใช้ อุปกรณ์เทอร์มิเนเตอร์

3. มีการชนกันของสัญญาณน้อยกว่าแบบบัส เพราะมีขบวนการตรวจสอบเส้นทาง

ข้อเสียของการใช้ระบบโทโปโลยี LAN แบบวงแหวน

1. เมื่อสายสัญญาณเครื่องใดเครื่องเกิดเสียหาย ข้อมูลจะไม่สามารถส่งไปยังเครื่องอื่นๆได้เลย

2. เสียงบประมาณค่าใช้จ่ายในเรื่องของสายสัญญาณมากกว่าแบบบัส

3. การขยายเพิ่มเติมทำได้ยากเพราะต้องตัดและต่อ จึงทำให้ต้องทำการปิดระบบ

4. ถ้ามีการเพิ่มเครื่องคอมฯมากขึ้นเรื่อยๆจะทำให้การส่งข้อมุลช้าลง แต่ก็ยังคงเร็วกว่าแบบบัส

แบบที่ 3 โทโปโลยี LAN ในแบบเมช(MESH Topology)

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อโทโปโลยีแบบเมช

 คอมพิวเตอร์อย่างน้อย 2 เครื่อง

 T-connector

 หัวต่อ BNC

 สายโคแอ็กเชียล

 การ์ด NIC ที่รองรับ หัวต่อ BNC อย่างเดียว ส่งข้อมูลได้ ครั้งละ 8- 16 บิต ใช้ Slot ISA เป็นการ์ด ที่สามารถค้นหาเส้นทางได้ดีเพราะมี รีพีสเตอร์

ข้อดีของการใช้ระบบโทโปโลยี LAN แบบ วงเมช

1. มีความปลอดภัยสูงขึ้น กว่า แบบบัส และแบบวงแหวน เพราะถึงแม้เส้นใดเส้นหนึ่งขาดก็ยังมีเส้นทางอื่นสำรองไว้

2. สามารถติดต่อสื่อสารได้เร็วกว่าระบบบัส และวงแหวน เพราะมีการตรวจสอบเส้นทางเหมือนกับ แบบวงแหวน และยังมีเส้นทางให้เลือกมากกว่า หนึ่งเส้นทาง

ข้อเสียของการใช้ระบบโทโปโลยี LAN แบบวงเมช

1. มีราคาแพง กว่าระบบบัส และวงแหวนเพราะต้องใช้สายเป็นจำนวนมาก และยังต้องเพิ่มเติม T-connecter มากขึ้นตามไปด้วย

2. การขยายเพิ่มเติมทำได้ยากเพราะต้องตัดและต่อ จึงทำให้ต้องทำการปิดระบบ

3. ถ้ามีการเพิ่มเครื่องคอมฯมากขึ้นเรื่อยๆจะทำให้การส่งข้อมูลช้าลง แต่ก็ยังคงเร็วกว่าแบบบัส

และแบบวงแหวน

แบบที่ 4 โทโปโลยี LAN ในแบบดวงดาว(Star Topology)

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อโทโปโลยีแบบดวงดาว

 คอมพิวเตอร์อย่างน้อย 2 เครื่อง

 หัวต่อ RJ - 45

 สาย UTP

 การ์ด NIC ที่รองรับ หัวต่อ RJ -45 อย่างเดียว ส่งข้อมูลได้ ครั้งละ 32 บิต ใช้ Slot PCI

 HUB หรือ SW HUB

ข้อดีของการใช้ระบบโทโปโลยี LAN แบบ ดวงดาว

1. การเพิ่มเติมทำได้ง่ายไม่จำเป็นต้องปิดการทำงานของระบบ

2. สามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบบัสและวงแหวนและแบบเมช เพราะสาย UTP สามารถส่งรับสัญญาณได้พร้อมกัน รวมถึงการใช้ SW HUB มาแทน HUB ก็ยังสามารถตรวจสอบเส้นทางที่ดีที่สุดได้

3. เมื่อเครื่องใดหรือสายสัญญาณจุดใดจุดหนึ่งเกิดเสียหายจะไม่ส่งผลกระทบกับระบบทั้งหมด

4. สามารถตรวจสอบระบบได้ง่าย เพราะมีสภาวะหลอดไฟของศูนย์กลางบอกการทำงาน

ข้อเสียของการใช้ระบบโทโปโลยี LAN แบบดวงดาว

1. ลงทุนสูง คือต้องซื้ออุปกรณ์ HUB เข้ามาใช้เป็นศูนย์กลางของระบบ และต้องใช้สาย UTP เป็นจำนวนมาก

2. กรณีที่ศูนย์กลาง HUB เสียจะส่งผลให้ระบบทั้งหมดหยุดทำงาน

แบบที่5 โทโปโลยี LAN แบบผสม ( HYBRID Topology)

อุปกรณ์ที่ใช้

 คอมพิวเตอร์อย่างน้อย 2 เครื่อง

 T-connector

 Terminator

 สายโคแอ็กเชียล

 สาย UTP

 หัวต่อ RJ-45

 หัวต่อ BNC

 HUB , SW HUB ที่รองรับหัวต่อ BNC และหัวต่อ RJ-45

 HUB , SW HUB หัวต่อ RJ-45 เพียงอย่างเดียว

 การ์ด NIC ที่รองรับ หัวต่อ BNC อย่างเดียว

 การ์ด NIC ที่รองรับ หัวต่อ RJ-45 อย่างเดียว

 การ์ด NIC ที่รองรับ หัวต่อ BNC และยังรองรับหัวต่อ RJ-45 ไปพร้อมกัน

ข้อดีของการใช้ระบบโทโปโลยี LAN แบบ ผสม

1. สามารถเชื่อมต่อระบบโทโปโลยี หลายๆ รูปแบบเข้าเป็นโทโปโลยีเดียวกัน

2. สามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ กว่า แบบบัส แบบวงแหวน แบบเมช เพราะใช้รูปแบบโทโปโลยีแบบดวงดาวเป็นแกนหลัก

3. สามารถเพิ่มระยะทางในการติดต่อสื่อสารให้ไกลขึ้น

ข้อเสียของการใช้ระบบโทโปโลยี LAN แบบผสม

1. ใช้งบประมาณสูงเพราะต้องซื้ออุปกรณ์เครือข่ายให้ครบทุกโทโปโลยี

2. ถ้ากรณีที่ HUB แกนหลักเสีย จะส่งผลให้ทุกๆโทโปโลยีหยุดทำงาน