ขออนุญาตร่วมแสดงความคิดด้วยนะครับ

ต่อเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ผมเคยอ่านงานท่านประยุตตฺ ประยุทโต ซึ่งท่านได้ปาฐกถาที่สนง.คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้น สวช.กำลังเคลื่อนงานที่เรียกว่า "จิตพิสัย" ซึ่งเป็นภาษาทางการศึกษาที่แปลมาจากคำ "Affective Domain" ที่เป็นหนึ่งในพิสัยสามพิสัยที่เสนอนานแล้วโดยนักการศึกษาคนสำคัญคนหนึ่งของอเมริกาคือ Benjamin Bloom แห่ง U of Chicago อีกสองพิสัยคือ "พุทธิพิสัย(Cognitive Domain)" และ "ทักษะพิสัย(Psychomotor Domain)"  ท่านประยุตตฺชี้ให้เห็นว่า "ศีล สมาธิ และปัญญา" ก็ตรงกับกรอบสามพิสัยนี้ คือ ปัญญา=cognitive domain สมาธิ=Affective Domain และ ศีล=Psychomotor Domain และอัตถาธิบายเพิ่มเติมว่า ลำดับกลับต่างกัน แนวคิดของ Bloom เริ่มจากปัญญา ในขณะที่ปรัชญาตะวันออกรวมทั้งพุทธด้วยเริ่มจากศีลซึ่งก็คือการกำหนดทางกาย ก่อนที่จะกำหนดทางจิต(สมาธิ) และเข้าสู่มิติของปัญญาในที่สุด พระพุทธเจ้ากำหนดทางกาย (อย่างพอเพียง) วันที่ท่านจะตรัสรู้ ระบบการเรียนวรยุทธของกังฟูก็เริ่มจากการฝึกลมปราณ ผมจึงคิดว่าถ้าจะนำมาประยุกต์เข้ากับเศรษฐศาสตร์โดยผ่านพุทธพจน์ทั้งสามคำนี้ น่าจะตีความว่า ศีลคือการปฏิบัติ (กำหนดตัวเองให้พอเพียง) เข้าสู่สมาธิ (ความแน่วแน่/หนึ่งเดียวทางอารมณ์)ที่ทำหน้าที่คล้ายแสงเลเซ่อร์ที่ส่องกระทบและขจัดอวิชาที่เคลือบครอบสถานการณ์อยู่จนเห็นตัวปัญญาที่อธิบายสถานการณ์นั้นได้ หากปล่อยให้ตัวเองอยู่ภายใต้ระบอบวัตถุของทุนนิยมโดยสิ้นเชิง ก็จะขาดสมาธิที่จะคิดเกี่ยวกับตัวเอง ว่าเป็น "อะไร" ขาดมิติทางจิตวิญญาณ ยากที่จะเข้าถึง "ความพอเพียง" ที่พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงมีเมตตาพระราชทานเป็นสติแก่พวกเรา