กองทุนนี้คิดรายหัวประชากรไทยคนละ1,xxxบาท รวม76,598.8ล้านบาทในปี2551 อีกส่วนหนึ่งจัดสรรผ่านกระทรวงสธ.เพื่อจ้างเจ้าหน้าที่ด้านสธ.และสร้างโรงพยาบาล65,235.2ล้านบาทและมีที่จัดสรรผ่านหน่วยงานอื่นของรัฐอีกเช่น องค์การเภสัชกรรม กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริทสุขภาพ(สสส.)เป็นต้นเพื่อดูแลด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน
กองทุนต่อหัวประชากรนี้ จัดสรรผ่านCUPที่มีร.พ.จังหวัดเช่นชุมพรและอำเภอเป็นหน่วยจัดการตามสัดส่วนประชากรในเขตอำเภอ โดยสร้างนวัตกรรมกองทุนสุขภาพท้องถิ่นต่อกับท้องถิ่นและชุมชนในส่วนของงบสร้างเสริมป้องกัน37.50บาทต่อคนในท้องถิ่น ซึ่งถูกหักจากCUPอำเภอนั้นๆ
นอกจากนี้ยังมีงบถ่ายโอนผ่านท้องถิ่นหมู่บ้านละ10,000บาทเพื่อดำเนินกิจกรรมด้านสุขภาพโดยมีแกนนำอสม.ผ่านเวทีประชาคมเป็นผู้เสนอขอมาดำเนินการด้วย(เข้าใจว่าเป็นงบในส่วนของสธ.ผ่านมาทางสสจ.)
ผมลงพื้นที่เทศบาลต.ห้างฉัตรจ.ลำปางเพื่อติดตามดูเงินกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม1ล้านบาทที่จัดสรรให้5จังหวัดนำร่องเมื่อวันที่15มี.ค.นี้พบว่าใช้แนวคิดคล้ายๆกับกองทุนสปสช.ท้องถิ่นแต่มีหน่วยจัดการต่างกันกล่าวคือ สปสช.ท้องถิ่นระบุคณะกรรมการ3ภาคส่วนชัดเจนคือท้องถิ่นเป็นประธานและเลขากองทุน ตัวแทนสปสช.และตัวแทนชุมชนเป็นกรรมการร่วม เงินสมทบร่วมกัน สำหรับกองทุนสวัสดิการใช้หน่วยท้องถิ่นเป็นพื้นที่ดำเนินการ แต่ไม่กำหนดหน่วยจัดการที่ชัดเจนและไม่เป็นกองทุนในตำบลแต่ให้เป็นงบกิจกรรมด้านสวัสดิการชุมชน ที่ห้างฉัตรเทศบาลใช้วิธีสนับสนุนให้3เครือข่ายคือเครือข่ายสุขภาพ ผู้สูงอายุและอาชีพ   ตั้งกรรมการเครือข่ายละ15คนขึ้นมาดูแล (สมาชิกรวมกัน3เครือข่ายประมาณ700คน แต่ละคนต้องเลือกเป็นสมาชิกมีรายชื่อเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น (แต่เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มอื่นได้) โดยทำกิจกรรมออมทรัพย์วันละ1บาทในกลุ่ม/เครือข่ายของตนและทำกิจกรรมตามประเด็นของเครือข่ายเช่น รำไทเก๊ก แอร์โรบิค ทำขนม เป็นต้น กิจกรรมออมทรัพย์เริ่มดำเนินการเมื่อธันวาคม2550โดยการแนะนำของพี่เปี๊ยก(พมจ.)และพี่สามารถ(อนุกรรมการบริหารกองทุน) กรรมการ3เครือข่ายจำนวน45คนแยกเป็น2คณะคือ30คนเป็นสภา และ15คนเป็นกรรมการบริหาร จะเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินกิจกรรมกองทุนสวัสดิการสังคมที่ได้รับประมาณ1.5แสนบาทนี้เพื่อประโยชน์ของ3เครือข่าย โดยที่เทศบาลต.ห้างฉัตรจะเข้าร่วมกับกองทุนสปสช.ในปีนี้ด้วย ก็หมายความว่า เทศบาลจะมีเงินกองทุนสปสช.และเงินสวัสดิการสังคมเพื่อให้ชาวบ้านในเขตเทศบาลประมาณ3,000คนใช้ นอกจากเงินสนับสนุนของเทศบาลที่ให้กับกลุ่มอาชีพกลุ่มละ20,000บาทในแต่ละปี และเงินสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ ข้อเสนอของพวกเราคือ น่าจะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารของเครือข่ายเดือนละ1ครั้ง ประชุมร่วมกับสภา3เดือนครั้งเพื่อดำเนินกิจกรรมของชุมชนที่มีทั้งการทำสวัสดิการร่วมกันทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน เช่นปั่นจักรยานทำบุญ9วัดในวันพระ เป็นต้น เป็นระบบสภาชุมชนที่ซ้อนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง

การประสานเชื่อมโยงและบูรณาการกองทุนระดับตำบลในความหมายคือการจัดการความซ้ำซ้อนของงบประมาณในระดับตำบลที่มาจากการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ
พวกเราถามถึงกองทุนหมู่บ้านและเงินเอสเอ็มแอลที่รัฐบาลต่อข้ามหัวท้องถิ่นถึงชุมชนโดยตรง มีข้อเสนอจากนายกอบต.พิชัยให้มีกลไกเชื่อมโยงในส่วนนี้ด้วย เช่นให้นายกร่วมเป็นคณะกรรมการโดยตำแหน่ง หรือมีรายงานผลการดำเนินงานในรอบปีให้ท้องถิ่นทราบด้วย เป็นการจัดการที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญคือการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและชุมชน แต่นโยบายการเมืองต้องการเชื่อมโยงอำนาจตรงแทนที่จะคำนึงถึงระบบ