ผมได้อ่านข่าว มติชน เห็นบทความหนึ่ง ในมิตชน "ประชาชื่น" เขียนได้ดีครับ เกี่ยวกับเรื่อง มณฑลแห่งความสุข จึงนำมาแบ่งบัน ณ ที่นี้ ซึ่งท่านสามารถหาอ่านได้จาก น.ส.พ.มติชน ฉบับวันที่ 6 มี.ค. 2551 หน้าที่ 20

พุทธมณฑล มณฑลแห่งสุขภาวะ ชุมชนไทยที่มีความสุข[1]

 

 

 

สำหรับคนผ่านทาง "พุทธมณฑล" อาจจะเป็นสถานที่น่าประทับใจ ด้วยนอกจากเป็นถิ่นที่ตั้งของสถาปัตยกรรมและประติมากรรมทางพุทธศาสนาที่งามสง่า น่าเลื่อมใส และเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติศาสนพิธีในวาระต่างๆ แล้ว

พื้นที่นี้ยังนับว่าเป็น "เมืองใกล้กรุงเทพฯ" ที่ยังมีความรื่นรมย์ น่าอยู่ มีพื้นที่สีเขียว คู คลองสะอาด ทุ่งข้าว นาบัว และสวนผลไม้อยู่เป็นจำนวนมาก

"ทว่า สำหรับเจ้าของพื้นที่ที่เกิดและเติบโตมาด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารในถิ่นนี้ พุทธมณฑลมีความหมายต่อชีวิตของพวกเขาลึกซึ้งกว่านั้นมากนัก"

ภายในระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากภาคเกษตรกรรมเป็นพื้นที่ราชการ ศาสนสถาน สถานศึกษา ร้านค้า โรงงาน หมู่บ้านจัดสรร สนามกอล์ฟ ฯลฯ อันเกี่ยวเนื่องจากการขยายตัวของกรุงเทพฯ ส่งผลให้พื้นที่สีเขียวลดลง

จากคู คลอง กลายเป็นถนน ทุ่งข้าว นาบัวค่อยๆ หายไป ขณะที่ดึงดูดเอาคนต่างถิ่นเข้ามาอยู่อาศัย ทำงาน เล่าเรียนเป็นประชากรแฝงมากขึ้นเรื่อยๆ

"สะท้อนว่าอำเภอพุทธมณฑล ซึ่งจัดตั้งโดยประกาศของกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2539 มีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมและทางการย้ายถิ่นของประชากรอย่างรวดเร็ว"

แน่นอน ย่อมส่งผลต่อวิถีชีวิต ความรู้สึกนึกคิดของเจ้าของถิ่นอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

จากการสำรวจความทุกข์ความสุขของคนพุทธมณฑล ท่ามกลางสภาวะของการเปลี่ยนแปลง ผ่านการสัมภาษณ์เจาะลึกผู้นำและชาวบ้านกลุ่มต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มานานกว่ายี่สิบปี โดย "ดร.สิทธิพงษ์ ดิลกวณิช" คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อกลางปี 2550 นอกจากได้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงทางพื้นที่แล้ว ยังได้ข้อมูลน่าสนใจสองกลุ่ม

"คือ ทุกข์สุขของคนในครั้งอดีต และทุกข์สุขของคนในยุคปัจจุบันของชุมชนแห่งนี้"

นั่นคือ ความทุกข์ของคนพุทธมณฑลในวันเก่าๆ มีเพียงการเดินทางที่ยากลำบาก เพราะถนนหนทางไม่สะดวก จำนวนรถโดยสารน้อย การเดินทางด้วยเรือก็มีปัญหาในฤดูแล้ง

"ขณะที่ความสุขของพวกเขาคือ คูคลองที่ใสสะอาด ปลาชุม ครอบครัวอบอุ่นเพราะสมาชิกอยู่กันพร้อมหน้า และการที่ผู้คนช่วยเหลือเจือจานกัน"

 



มาถึงสมัยปัจจุบัน คนพุทธมณฑลกลับต้องเผชิญความทุกข์ในเรื่องมลพิษต่างๆ น้ำเน่า ขยะ อากาศเสีย จราจรติดขัด ความไม่ไว้ใจกันระหว่างคนที่อยู่เดิมกับคนย้ายมาอยู่ใหม่ การทะเลาะวิวาท ลักทรัพย์ ยาเสพติด การโกงค่าแรง ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ความมีน้ำใจลดลงขณะที่ดำรงชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่ที่ดูจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนความสุขในยุคนี้ ได้แก่ ความสะดวกสบายเรื่องถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา รวมถึงความภาคภูมิใจในสถาปัตยกรรมและประติมากรรมทางพุทธศาสนา คือ "พุทธมณฑล" และการได้มีโอกาสระลึกถึงความสุขครั้งอดีต คือ ภาพชุมชนเดิมที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร ผู้คนมีน้ำใจต่อกัน ก็ถือเป็นความสุขของคนยุคนี้ด้วย

และสิ่งที่เป็นความปรารถนาของผู้นำและชาวบ้านที่พุทธมณฑลในเวลานี้ก็คือ ยังอยากให้มีพื้นที่สีเขียวของภาคเกษตรกรรมหรือปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น ชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมต่างๆ และอยากกลับไปมีวิถีชีวิตเช่นครั้งอดีตที่ผู้คนเอื้ออาทรต่อกัน

ขณะที่งานวิจัยเรื่อง การสำรวจเพื่อพัฒนาชุมชนพุทธมณฑล โดย "ประภา คงปัญญา" สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งศึกษาในภาพกว้างโดยใช้วิธีสัมภาษณ์ด้วยแบบสอบถาม ในกลุ่มตัวอย่างชายหญิงอายุ 15 ปีขึ้นไป ทุกระดับการศึกษา ทุกอาชีพ จำนวน 1,000 ราย เมื่อเดือนกันยายน 2550

"พบว่าคนพุทธมณฑลเห็นว่าชุมชนของเขามีความอยู่เย็นเป็นสุขกว่ากรุงเทพฯ ผู้คนที่นี่มีความสุข มีความพึงพอใจในชีวิต มีอิสระทางความคิด และยังมีความผูกพันกับชุมชน ซึ่งนับว่าเป็นจุดแข็งของชุมชนแห่งนี้"

อย่างไรก็ดี การสำรวจนี้พบว่าทรรศนะในการดูแลสุขภาพตนเองของคนในชุมชนค่อนข้างต่ำ การรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้คนรุ่นหลังยังมีไม่มากนัก รวมถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น ความรู้สึกว่ามีมิตรแท้ รู้สึกว่ามีคนพร้อมช่วยเหลือเมื่อมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในชีวิต รวมถึงความสุขกับเพื่อนบ้านที่ไม่สูงนัก นับเป็นส่วนหนึ่งของการสะท้อนภาพของการปรับเปลี่ยนในสังคม

1 

1 

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%20%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%99%20 

ที่สำคัญ กลุ่มเยาวชนดูจะมีความสุขในชีวิตน้อยกว่าผู้ใหญ่ ขณะที่คนมีการศึกษาน้อยก็ดูจะมีความสุขมากกว่าคนมีการศึกษาสูง และน่าสนใจว่าเกษตรกร กลับเป็นกลุ่มอาชีพที่มีความสุขและความเป็นอิสระทางความคิดมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

จากมุมมองนักวิชาการทั้งสองคน เมื่อนำความสุขตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาร่วมวิเคราะห์ดู (ดูภาพประกอบ) จะเห็นว่าความสุขของชาวพุทธมณฑลยังคงอยู่ที่ระดับพื้นฐาน คือ ระดับที่ 1 และ 2 เป็นส่วนมาก โดยเฉพาะความสุขจากการเสพวัตถุ ซึ่งถือว่ามีความยั่งยืนน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะพัฒนาให้คนมีความสุขในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งมีความยั่งยืนมากกว่า คือ ในระดับที่ 3 สุขจากการกระทำที่สร้างสรรค์ หรือระดับที่ 4 สุขจากจิตใจที่เป็นบุญกุศล เช่น การสร้างจิตสาธารณะ สร้างความรู้สึกถึงความเป็นชุมชน ร่วมพัฒนาธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ก็มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง

เพราะส่วนใหญ่คนพุทธมณฑลยังมองว่าตนเองมีคุณธรรม จิตใจสงบ มั่นคง ไม่ถูกกระทบง่าย ทั้งยังอยู่รวมกันอย่างมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

แต่โจทย์สำคัญก็คือ จะเริ่มต้นอย่างไร เริ่มที่ใคร ความสุขของคนในชุมชนนี้จะเพิ่มมากขึ้นและพัฒนาไปเป็นลำดับ พุทธมณฑลจะเป็นมณฑลแห่งสุขภาวะได้หรือไม่ ?

งานวิจัยทั้งสองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาเบื้องต้นเพื่อพัฒนาสุขภาวะและชุมชนเรียนรู้จิตตปัญญาอย่างมีส่วนร่วม สนับสนุนโดยมหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งถือเป็นก้าวเล็กๆ ของความร่วมมือกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของประเทศที่ลงทุนกับการพัฒนามนุษย์เพื่อสุขภาวะ ที่ "ดร.สุทธิลักษณ์ สมิตะสิริ" สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และ "ดร. อนุชาติ พวงสำลี" ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกันขับเคลื่อนมา ตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2549

ดังนั้น นอกจากการนำเสนอผลงานวิจัยเหล่านี้แล้ว คณะทำงานยังได้เชิญผู้นำชุมชนในอำเภอพุทธมณฑล และผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาร่วมรับทราบผลงานวิจัย และพูดคุยกันเพื่อหาแนวทางการพัฒนาร่วมกัน เมื่อเร็วๆ นี้

นักวิชาการกระตุ้นความท้าทายให้แก่ผู้นำชุมชน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหารือกันในระดับนโยบาย และเมื่อทุกคนเปิดใจว่าต้องการชุมชนที่มีความสุขอย่างยั่งยืนเหมือนกัน ในที่สุด ก็ได้ข้อเสนอแนะเป็นเสียงเดียวกันว่า

"การสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในชุมชนจะต้องพัฒนาที่คน"

โดยเน้นที่สร้างสำนึกจิตสาธารณะ ความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน และสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามให้คงอยู่ โดยพุ่งเป้าไปที่เด็กๆ ซึ่งสามารถแตกประเด็นการพัฒนาได้อีกมากมาย ทั้งในส่วนครอบครัว โรงเรียน และชุมชน

"ดร.สายฤดี วรกิจโภคาท" ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในผู้ร่วมงาน ได้เสนอว่า เมืองไทยต้องทำฐานข้อมูลเรื่องเด็กให้สมบูรณ์กว่านี้ และคนทำงานระดับพื้นที่อย่าง อบต.หรือผู้นำชุมชน ควรมีความเข้าใจแนวคิดการพัฒนาเด็กโดยเน้นการเรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน ลดการแข่งขัน รวมถึงสร้างวิธีทำงานแบบอาสาสมัครเพื่อช่วยภาครัฐขับเคลื่อนการทำงาน

การเริ่มต้นก้าวแรกในเวทีประชุมวันนั้น ยังไม่ได้ตัวกิจกรรมที่จะเสนอเป็นนโยบาย หรือกำหนดว่าใครจะเป็นเจ้าของเรื่องชัดเจน

ทว่า คำถามธรรมดาๆ ที่กล่าวฝากไว้ในที่ประชุมจาก "พระครรชิต คุณวโร" วัดญาณเวศกวัน ศูนย์รวมจิตใจอีกแห่งหนึ่งของชาวนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียง น่าจะเป็นการทบทวนตนเองที่ดีว่าจะมีส่วนร่วมได้เพียงใด ไม่ว่าใครคนนั้นจะเป็น นายก อบต. นักวิชาการ ครู นักธุรกิจ เกษตรกร แพทย์ ข้าราชการบำนาญ หรือชาวบ้าน

คำถามนั้นคือ "เรามีความเชื่อมั่นไหมที่จะทำให้พุทธมณฑลมีความสุข ถ้าความสุขคือความดีงาม เชื่อมั่นไหมที่จะนำความดีงามหรือความสุขนั้นเป็นเป้าหมายชีวิต ?"

นี่คือความพยายามก้าวเล็กๆ ที่พุทธมณฑล คงเป็นก้าวแรกของการเดินทางไกลที่มีเป้าหมายงดงาม เล่ามาวันนี้ไม่ได้ต้องการเสนอคำตอบของการพัฒนา แต่เพราะอยากเสนอเป็นข้อมูลให้หลายฝ่ายที่ขับเคลื่อนการ "อยู่ดี มีสุข" ของประชาชนไทย

"ได้โปรดพิจารณา"