มรรค ๘

๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ คือ เห็นว่าความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่ และความตายเป็นทุกข์, การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก การประสบสิ่งที่ไม่รัก, ปรารถนาสิ่งใด ไม่สมหวัง สิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์ ถึงแม้จะมีเงิน มีชื่อเสียง มีความเป็นอยู่สะดวกสบาย ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวก็ตาม ตราบใดที่ยังเอาชนะความคิดดีหรือชั่วไม่ได้ ควบคุมบังคับไม่ได้ ปัดให้ออกจากตัวไปทันทีไม่ได้ ย่อมจะต้องมีทุกข์อยู่เสมอ

๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ คือ คิดออกจากกาม ไม่คิดพยาบาท คือ คิดที่จะกำจัดความโกรธ และความเกลียดให้หมดไปจากสันดาน และคิดที่จะไม่เบียดเบียนใคร

๓. สัมมาวาจา วาจาชอบ มีความหมายอยู่ ๔ อย่าง คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อ

๔. สัมมากัมมันตะ การทำชอบ มีความหมายอยู่ ๓ อย่าง คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ หมายถึง การประกอบอาชีพในทางสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และจะประกอบแต่อาชีพเฉพาะที่เหมาะแก่ภาวะหรือฐานะของตน สมมติว่าเป็นข้าราชการก็จะไม่ทำอะไรให้ผิดไปจากหน้าที่ของตนและไม่ทำอะไรชนิดที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเอง และคนส่วนใหญ่อย่างนี้ เป็นต้น

๖. สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ คือ ความชั่วอันใด หรืออกุศลธรรมอันใดที่ยังไม่ได้ละก็พยายามละ อันไหนที่ละได้แล้วก็พยายามไม่ให้เกิดขึ้นอีก ส่วนกุศลธรรมอันใดที่ยังไม่ได้ทำให้มีให้เป็นขึ้นก็พยายามทำให้มีให้เป็นขึ้น อันไหนที่มีอยู่แล้วก็ทำให้เจริญยิ่งขึ้น

๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ มีความหมายกว้างมาก แต่เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วก็คือ พยายามให้มีสติอยู่กับตัวเสมอ พยายามที่จะฝึกแต่ในแง่ที่จะทำให้กิเลศน้อย หรือเบาบางไปโดยลำดับ ผู้ที่มีสัมมาสติก็คือ ผู้ที่ปฏิบัติอยู่ในสติปัฏฐาน ๔

๘. สัมมาสมาธิ สมาธิชอบ (ตั้งใจมั่นชอบ) หมายถึง การเข้าสมาธิที่เป็นไปเพื่อการละนิวรณ์โดยตรง หรือพูดอีกนัยหนึ่งสัมมาสมาธิก็คือ ฌาน ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป