สวัสดีครับพี่
- ขอบคุณมากๆ นะครับ สำหรับความอึดอัด
- หากเราศึกษาจริงๆ จังๆ ก็คงเกิดเป็นระบบว่าอะไรส่วนไหนเอาไปทำอะไร กินดื่มทาอมดม อย่างไร
- คือจะว่าไปสมุนไพรเป็นยา มีทั้งคุณและโทษ คุณและโทษก็นำไปใช้ในทางที่ดีและไ่ม่ดีได้เช่นกันครับ
- อย่างบางอย่างเอาไปผสมมั่วๆ ก็เกิดพิษได้เช่นกันครับ ทำให้เลือดเป็นพิษแทนจะดื่มสมุนไพรก็กลายเป็นดื่มยาพิษได้ง่ายๆ ดังนั้นการมีสมุนไพรนั้นต้องศึกษาอย่างดีเช่นกันครับสำหรับพืชในส่วนที่ยังไม่เคยศึกษามาก่อนครับ
- เพราะนี่คือวิชาเคมีเลยล่ะครับ ในการจับนั่นผสมนี่ สกัดนี่ผสมนั่น แล้วศึกษาการมีผลต่อเซลล์และระบบการหายใจภายในเซลล์และระบบองค์รวมในร่างกาย
- บางทีกว่าจะมาเป็นยาคน หนูต้องตายมาแล้วก็เยอะครับ
- แต่สำหรับสมุนไพรพื้นบ้านที่บอกต่อๆ กันมาและหลายๆ อย่างนั้น ผ่านการกรองมาแล้วระดับหนึ่งครับ และบอกต่อๆ กันมาทั้งคุณและโทษครับ
- เมืองไทยเราคงเป็นห้องทดลองในเรื่องนี้ได้ดีทีเดียวเลยหล่ะครับ หากเราสร้างทรัพยากรบุคคลได้เพียงพอ
- จริงๆจะว่าไปร่างกายคนเราแสดงออกในสองทางแบบที่คิดเอาเองนะครับ คือว่าหาิกกินอะไรเข้าไปมีผลดี ก็จะส่งเสริม แต่หากกินเข้าไปแล้วส่งผลเสียร่างกายจะประท้วงออกมา เว้นเีสียแต่ว่าเกิดพิษหนักท้ายที่สุดก็จากลาครับ
- การจัดเก็บฐานข้อมูลประสบการณ์ทางสมุนไพรจึงสำคัญ สำคัญมากกว่าที่จะบอกว่าต้นอะไรใช้ทำอะไร ใช้รักษาอะไรแค่นั้น
- ขอบพระคุณพี่มากๆ นะครับ