สวัสดีด้วยความคิดถึงมากๆๆๆๆค่ะ อ.มัท

อ่านที่ อ.มัทตอบ อ.ขจิตปุ๊บ พี่แอมป์ก็รีบล็อกอินกระโดดตุ๊บเข้ามาเลย   เพราะคำตอบของ อ.มัทประทับใจมาก..  : )
.....และภาพที่เห็นก็ชวนคิดเหลือเกิน....

บ้านเรา โดยภาพรวม ละเลยการฝึกวินัยเด็กไปเยอะเลยจ๊ะอ.มัท  เด็กๆจำนวนมาก ถูกสอน"ให้เรียน"อย่างเดียว  (พี่แอมป์ก็เกือบๆจะเป็นหนึ่งในนั้น)  ไม่ค่อยถูกฝึก ให้ทำงานบ้าน   ล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้า  เช็ดฝุ่น  เอาน้ำใส่ขวด   กวาดใบไม้  รดน้ำต้นไม้   ปีนหลังคากวาดใบไม้กับพ่อ  ไปตลาดกับแม่   ทำกับข้าวร่วมกัน  ไปยาลใหญ่  ถ้าอยู่ในโรงเรียนก็เทียบได้กับการทำเวรกวาดห้องเรียน  ลบกระดานดำ  กระดานขาว  มังคะ

ทั้งที่งานพวกนี้แหละ  ที่จะทำให้เขามีวินัย  มีน้ำใจ และเข้าใจ "วิถี" อันละเอียดอ่อนของปฏิสัมพันธ์ในทุกกิจกรรม  ที่จะต่อสานกันเป็นครอบครัว  จนทอดยาวเป็นวิถีชีวิต  ซึ่งก็คือฐานคิดของวัฒนธรรมศึกษานั่นเอง 

นึกถึงการชงชาของคนญี่ปุ่นขึ้นมาเลย  เขาฉลาดเนอะ    เขาใส่ความหมายเข้าไปในกิจกรรมพื้นฐานของชีวิต  เริ่มจากในครอบครัว  ทำให้เป็นพิธีกรรม เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์  จะได้สืบทอดวิธีคิดนี้ให้ยาวนาน(ที่สุดเท่าที่จะนานได้) 

...ถ้าพี่แอมป์ตีความผิดไปต้องขออภัยนะจ๊ะ    พี่ก็ไม่เคยเห็นพิธีนี้กับตาละ  ได้แต่อ่านๆดูเอา แล้วก็คิดไปเรื่อยเจื้อยตามประสา

การจะทำให้กิจกรรมใดๆในชีวิต  มีความหมายขึ้นมาได้นั้น (คือทำให้คนรู้สึกว่ามีคุณค่าและสำคัญพอที่จะใส่ใจสืบทอดนั้น)  ต้องออกแบบการสื่อสาร (อีกแล้ว  อิอิ) อย่างละเอียดอ่อน  ลึกซึ้ง   แบบที่ถ้อยคำและการสื่อความหมายนั้นต้องจับเข้าไปในใจคน  และให้ซึมลึกลงไปทุกอณูของหัวใจ  ให้ฝังรากหยั่งลึกอยู่อย่างนั้น 

และความศักดิ์สิทธิ์ของทุกพิธีกรรม  อยู่ที่การได้เอาตัวเป็นๆเข้าไปอยู่ในนั้น  ทุกคนต้องลงมือทำด้วยตนเอง  คนๆนั้นต้องได้รับรู้คุณค่าและความหมายอะไรบางอย่างด้วยอายตนะทั้งหมดของเขาเอง 

เขา ต้อง ลง มือ ทำ ด้วย ตนเอง
และ เห็นจริง ด้วยใจ ของ เขา เอง เท่านั้น

คนเหล่านั้นจึงจะสืบทอดวิธีคิด วิถีชีวิต  ความเชื่อ ค่านิยม  วัฒนธรรม ฯลฯ ที่พึงประสงค์อย่างที่เราหวังได้  

แต่โลกปัจจุบัน เราต้องสู้กับวัฒนธรรมเทคโนโลยี ที่มันทำอะไรๆแทนตัวเป็นๆของเราเกือบหมดแล้ว  แม้แต่การบอกรัก  อิอิ แล้วจะให้เขาเอา"ใจ"ที่ไหนมาสืบทอดวิถีเก่าๆ  ที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำไปทำไม  ใช้เครื่องมือช่วยอย่างที่เป็นอยู่นี่สบายดีออก  แล้วเราก็ยากที่จะอธิบายเขาด้วย  เพราะรอบตัวเขามีแต่ของประดิษฐ์โดยอิทธิฤทธิ์ของเทคโนโลยีที่ไกลดินทั้งนั้น    เขาได้ขยับตัวอย่างรู้คุณค่า...น้อยเหลือเกิน เพราะเทคโนโลยีช่วยเลื่อนนั่นขยับนี่ให้เขาเกือบหมดแล้ว

 วิถีพุทธนั้นลึกซึ้งนัก  เพราะที่สุดแล้วก็คือการรู้คุณค่าด้วยตัวเอง  (ทำเอง-รู้เอง) ทุกครั้งที่ขยับตัว  เขยื้อนใจ ต้องพิจารณาทุกการเคลื่อนไหว  แม้แต่ลมหายใจทุกๆช่วง   สงสัยเราต้องใช้ "พุทโธโลยี" ช่วยเสียแล้ว 

การออกแบบการสื่อสาร  เป็นงานหนักของ"ผู้ใหญ่ในวันนี้" เลยละ  : )

โอ้ยดูซิจ๊ะ...  พี่แอมป์ก็ไปซะยาวอีกแล้ว  นานๆได้คุยกับน้องสาว  ก็เลยบ่นเอ๊ยคุยยาวๆๆๆซะให้หายคิดถึง 

สุดท้ายนี้ พี่แอมป์อยากบอก (โดยทั่วๆไป อิอิ)  ว่า ความน่ารักของมวลมนุษยชาติ  คือน้ำใจที่จะช่วยกันทำงานโดยไม่แยกเพศเนี่ยแหละค่ะ   เฟมิ-นิดๆหน่อยๆ ขอยืนยัน และขอชื่นชมด้วยความจริงใจ  : ) 

อ้อ... ถึงอ.มัทจะใช้มุกเดิม... ก็ประทับใจทุกทีแหละจ๊ะ  เพราะทุกเรื่องที่น้องสรรหามาฝาก  ให้ข้อคิดดีๆทั้งนั้นเลยจ้า....