เวลาที่คนเราไม่สบายใจก็พยายามหาทางแก้ทุกข์ในใจนั้น สุดท้ายก็จะมาจบกันที่วัดเป็นส่วนใหญ่ เพราะวัดเป็นสถานที่อันสงบของพุทธศาสนิกชนชาวพุทธ แต่โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยเข้าวัดเท่าไหร่ ถ้าให้ไปวัดคนเดียวเพื่อไปทำบุญนะค่ะ จะต้องคิดแล้วคิดอีกว่าเวลาไปแล้วต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง ...เรียกง่าย ๆ ว่า เข้าวัดเข้าวา เข้าหาพระเข้าหาเจ้า (อาวาส) ไม่เป็น.... จนหลาย ๆ คนบอกกับเราว่า เคยเข้าวัดบ้างหรือเปล่าเนี่ย 555 ถ้าเป็นเรื่องแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรที่เราเคยล่วงเกิน หรือแผ่เมตตาให้สรรพสิ่งต่าง ๆ นั้น เป็นคำสวดจะนึกไม่ออกหรอกค่ะน้องดรีม แต่ถ้าเป็นเรื่องของจิตนั้นทำค่ะ ...นึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่าเราล่วงเกินอะไรใครไปบ้าง แล้ว ขออโหสิกรรมได้หรือเปล่า แล้วก็ทำบุญตักบาตรในวันสำคัญ ๆ ค่ะ เรียกว่าส่งกระแสจิตการกระทำดีของเราในครั้งนี้เผื่อจะได้ช่วยให้เจ้ากรรมนายเวรยกโทษ หรือได้รับส่วนบุญที่เราทำครั้งนี้ด้วย เวลากลับบ้านแม่และพี่สาวจะชวนไปวัดและจะมีการกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เราก็นึกว่าทุกทีก็จะให้บุญกุศลนั้นส่งผลให้ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ตายไปแล้วได้รับส่วนบุญนั้น แต่เวลาที่กรวดน้ำ น้ำในขวดมันเยอะเราก็นึกในใจว่าคงจะสามารถอุทิศให้ได้หลาย ๆ คนแน่เลย ก็จะนึกถึงผีที่ไม่มีญาติไม่มีใครเคยส่งบุญกุศลให้เขาเลย คือพยายามนึกถึงจำนวนคนให้ได้เยอะที่สุดเท่ากับเวลาที่น้ำในขวดจะหมดลง (ไม่รู้จะโลภเกินไปหรือเปล่านะเนี่ย) แต่ก็รู้สึกดีค่ะ จริง ๆ แล้วคนเราไม่จำเป็นว่าเข้าวัดแล้วถึงจะได้บุญ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์แวดล้อมอย่างไร ขอให้ใจและจิตสงบ แล้วทำดีกับตัวเองและคนรอบข้าง บุญกุศลก็จะแผ่กระจายให้กับทุกคนที่เรานึกถึงค่ะ