คิดว่าการที่พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

หมวด ๔
แนวการจัดการศึกษา
______
<p class="MsoNormal">                    มาตรา ๒๒ การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ</p><p class="MsoNormal">           เป็นการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  ดังนั้นจึงมีการปฏิรูปการเรียนการสอนใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์เป็น และสามารถนำไปใช้ในการดำรงชีวิตได้ เพื่อให้เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมและประเทศชาติ ซึ่งครูจะต้องมีทั้งศาสตร์และศิลปในการสอนด้วย   และเปลี่ยนบทบาทตัวเองเป็นผู้จัดการการเรียนรู้และคอยให้คำแนะนำหรือส่งเสริมให้ผู้เรียนได้แสดงศักยภาพที่ตนมีออกมาให้เต็มที่ซึ่งดูจะเป็นงานหนัก  แต่ก็พยายามพัฒนาตนเองอยู่เสมอเพื่อให้เยาวชนเหล่านี้เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศต่อไป</p><p class="MsoNormal">              เมื่อมองถึงเยาวชนในปัจจุนันซึ่งอยู่ในยุคโลกาภิวัฒน์  ไฮเทคโนโลยี การสื่อสารไร้พรหมแดน วัฒนธรรมต่างชาติเข้ามามีบทบาทกับวัยรุ่นมากขึ้น จนบางทีหลงลืมวัฒนธรรมอันดีงามของไทยไป อย่างเช่นการทักทาย  การแสดงความเคารพ  การแต่งกายรัดกุม   ภาษาวัยรุ่น  และอื่นๆที่รับของเขามาและอื่น ๆ อีกที่วัยรุ่นแสดงออกมาให้เห็นในปัจจุบัน ทำให้ความคิดและอุปนิสัยที่สุภาพอ่อนหวาน กลับกลายเป็นความก้าวร้าว แต่งกายไม่สุภาพ ภาษาที่บัญญัติขึ้นใหม่แบบวัยรุ่น   ให้รู้สึกว่าสังคมไทยที่ดีแบบเดิมมันจะพังพินาศไปเพราะเยาวชนรุ่นใหม่ที่ไม่รักษาสิ่งเหล่านั้นไว้   เอา!!!เดี๋ยวจะนอกเรื่องไป  ในเมื่อเยาวชนไทยเป็นอย่างนี้ ประกอบกับพรบ.เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ก็เปรียบเหมือนดาบสองคม   หากครูมีการบริหารการเรียนการสอนไม่ดี ก็เหมือนปล่อยเสือเข้าป่า หากผู้เรียนไม่มีวินัยในตนเอง  ไม่ใฝ่รู้  ก็จะใช้เวลานั้นไปใช้ตามใจตนเอง เช่น วิชาคอมพิวเตอร์ หากครูสั่งงานให้นักเรียนค้นหาความรู้ใน Internet โดยจดหัวข้อบนกระดานแล้วปล่อยให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง  เด็กที่สนใจใฝ่รู้ก็จะทำตาม แต่หากเด็กที่ไม่สนใจเรียนก็จะแอบเข้าไปเล่นเกม หรือเข้าเว็บที่ตนสนใจ  อย่างนี้ แสดงว่าครูไม่ได้วางแผนการสอนที่ดี และเด็กก็ไม่เกิดการเรียนรู้  และอาจก่อนให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ พฤติกรรมก้าวร้าว  และอื่น ๆ หากครูทำโทษด้วยการตีก็จะเกิดปัญหา เพราะตอนนี้มีกฏหมายและมูลนิธิต่าง ๆ ที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือเยาวชนเหล่านี้  ดิฉันคิดว่า การทำโทษด้วยการตีก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายอะไร หากครูไม่ทำเกินกว่าเหตุซึ่งการทำโทษแบบนี้ก็เราก็ผ่านมาในวัยเด็กก็ไม่ได้ทำให้เรามีความทรงจำอันเลวร้ายอะไร และไม่ได้ทำให้เราเกิดความหวาดกลัว ยังคงไปเรียนตามปกติ   (ต้องขอโทษด้วยนะหากความคิดเห็นเรื่องการตีนี้ไม่ตรงกับใคร) แต่ก็เข้าใจเพราะความแรงในการตีมันวัดกันไม่ได้ กำหนดไม่ได้ว่าความแรงระดับใดถือว่าเป็นการทำเกินกว่าเหตุ  แต่คำโบราณบอกว่า รักวัวให้ผูก  รักลูกให้ตี  น่าจะหยิบมาใช้บางในบางโอกาส    แต่การทำโทษแบบนี้ผู้ปกครองคงไม่เห็นดีด้วย  เพราะเขาเลี้ยงลูกแบบยุงไม่ให้ไต่  ไรไม่ให้ตอม  โดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะดี  แต่หากเขาได้สังเกตพฤติกรรมลูกให้ดี  (ถ้ามีเวลาให้กับลูก)และไม่เข้าข้างลูกจนเกินไป จะเห็นว่ากิริยามารยาท คำพูด การแต่งกาย ผลการเรียน วัฒนธรรมไทยที่ดี การใช้เวลาว่างทำสิ่งใด ลูกคุณเป็นอย่างไร  หากหาคำตอบในแต่ละหัวข้อได้ก็จะพบกับตัวตนที่แท้จริงที่ลูกคุณเป็นในขณะนั้น  แต่ต้องเปิดใจด้วยนะ ก็จะรู้ว่าคำโบราณที่ดีมีอยู่มาก หยิบมาใช้กันบ้างก็จะดี</p><p class="MsoNormal">                  อ่านความคิดเห็นนี้แล้วคิดว่าพี่คงพอจะรู้คำตอบของผึ้งนะคะ   </p><p class="MsoNormal">             </p><p class="MsoNormal"></p>