P sasinanda

สวัสดีครับพี่ศศินันท์

  • ขอบคุณมากครับ สบายดีนะครับ
  • เรื่องวิจัยปลอดสารพิษ ผมว่ามีคนทำหลายที่นะครับ ในเมืองไทย ที่เกี่ยวข้องกับทางโรงพยาบาล และทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ ตลอดจนการวิจัยชุมชนในหลายๆ พื้นที่ ประกาศตัวอย่างชัดเจนที่จะไม่ใช้สารเคมีครับ
  • คราวนี้ คำว่า ปลอดสารพิษ นี่หน่ะครับ มีความหมายลึกซึ้้งพอสมควร และนั่นไม่ได้หมายความว่าไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ฉีดยาฆ่าแมลงอย่างเดียวนะครับ นั่นรวมไปถึงว่า
  • ดินที่ปลูกต้องไม่มีสารพิษตกค้าง น้ำที่ใช้รด ปุ๋ยที่ใช้ใ่ส่ อากาศที่ให้ในพื้นที่ ด้วยครับ
  • จริงตามที่พี่นำเสนอนั้นดีมากครับ เป็นแนวทางหนึ่งในการรับประกันสินค้าการเกษตรเลยครับ การส่งสินค้าเกษตรออกต่างประเทศจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติเหล่านี้ด้วยครับ ไม่งั้นเราจะเก็บเอาไว้กินกันในประเทศ ก็เอาไว้ฆ่าคนไทยด้วยกันนะครับ
  • เมื่อก่อนสมัยคนที่ยังไม่ตื่นในเรื่องผักปลอดสารพิษชาวบ้านที่ไม่รับทราบ เค้าจะปลูกผักไว้สองแปลง คือแปลงไว้กินเองกับแปลงไว้ขาย
  • พี่คงจะเดาได้นะครับ ว่าแปลงไหนจะใส่อะไร พอมาถึงช่วงระยะหลังที่มีการขายไปออกหากผักที่ไม่มีรู มีหนอนเจาะเลย เพราะทำให้สงสัยถึงสารตกค้างครับ
  • มาถึงปัจจุบันอะไรหลายๆ อย่าง เข้าไปในการผลิต สู่การรณรงค์ และให้ความสำคัญเรื่องของสุขภาพมากขึ้น หลายๆ อย่างกลับมาสู่สิ่งที่ดีขึ้นครับ
  • ดินนั้นสำคัญมากๆ ครับ เราต้องเอาดินไปให้หมอดินตรวจด้วยนะครับ เพราะหากดินตรงไหนมีสารพิษ หรือโลหะหนักผสมอยู่เช่น บริเวณที่เคยทำเหมืองแ่ร่มาก่อน อาจจะมีสารโลหะหนักผสมในดิน ต่อให้เราไม่สนใจที่จะใส่ยาฆ่าแมลงก็ตาม พืชก็ดูดสารโลหะหนักเข้าไปด้วยครับ ดังนั้น โรงพยาบาลหรือ กระทรวงสาธาฯ ต้องเข้ามาดูแลด้วยครับ
  • รพ.ในชุมชน มีส่วนในการดูแลเื่รื่องนี้ด้วยถึงจะดี เพราะหากคนป่วย ก็ รพ.ใกล้เคียงนั่นหล่ะครับ ที่ต้องดูแล ผมว่าหมอคงดีใจหากมีผู้ป่วยน้อย คนแข็งแรงขึ้น (ผมไม่คิดว่าจะเป็็นแนวทางตรงกันข้ามนะครับ)
  • บริษัทประกันสุขภาพในเยอรมัน ที่ผมเคยทำ เค้ามีโปรโมชั่นให้ไปออกกำลังกายครับ เพราะว่า หากเราแข็งแรง เค้าจะได้ไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลด้วย เกิดผลดีทั้งสองฝ่ายครับ
  • ขอบคุณพี่มากๆ นะครับ