ขอขอบคุณมากครับ ที่ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณสกุลรัตน์ นับว่าหนทางสายนี้มิได้เปล่าเปลี่ยวเดียวดายจริง ๆ ถือว่าเป็นกัลยาณมิตรร่วมอุดมการณ์เดียวกันนะครับ ผมเห็นด้วยครับกับกรณีที่คุณสกุลรัตน์พยายามที่จะสอดแทรกเนื้อหาต่าง ๆ เข้าไปในงานที่ทำ และก็ยากจริง ๆที่จะชักชวนชี้นำให้หลายคนได้เข้าใจ คุณสกุลรัตน์ย้ำ โดยเฉพาะคนที่ยึดถือแนววิทยาศาตร์จ๋าแต่หัวใจเอเชีย
ผมขอร่วมแสดงความคิดเห็นและให้รายละเอียดเพิ่มเติมกรณีที่คุณสกุลรัตน์ได้ขอแนวคิดไว้เป็นคำตอบเดียวกันครับ
โดยหลักของศาสนาพุทธแล้ว การจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งหลายอันเนื่องจาก อวิชชา นั้น ท่านก็ได้วางหลักไว้โดยชัดเจน ตามวิถีทางแห่งการหลุดพ้น หรือ มรรคาทั้ง 8 นั่นเอง โดยลำดับแรกอริยมรรค คือ สัมมาทิฏฐิ หรือ ความเห็นชอบ ซึ่งเป็นองค์ประกอบด้านปัญญา อะไรคือความเห็นชอบ หากเรามองพวกฝรั่งเขาจะสอนเรื่อง Paradigm Shift มีคนไทยเขาแปลว่าการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ต้องเปลี่ยนความคิด แค่ไม่ได้บอกต้องเปลี่ยนอย่างไร ในขณะที่พุทธศาสนาสอนว่าต้องเปลี่ยนจากมิจฉาทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิ จากความเห็นผิด เป็นความเห็นชอบ ซึ่งมีองค์ประกอบที่เป็นเหตุปัจจัยของการเปลี่ยนแปลง 2 องค์ประกอบ คือ ปรโตโฆสะ และ โยนิโสมนสิการ ( ลองหารายละเอียด จากหนังสือพุทธธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตโต เพิ่มเติมครับ )
ปรโตโฆสะ หมายถึงการได้สดับฟัง จากกัลยาณมิตร อาจเป็นการถ่ายทอด ชี้แนะ ชักนำ ชี้ให้เห็นจนเกิดความประจักษ์แจ้ง หรือการเรียนรู้จากผู้อื่น ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยภายนอก ในขณะที่ โยนิโสมนสิการ หมายถึง การคิดพิจารณาโดยแยบคาย ( ขบให้แตก ) อันถือเป็นปัจจัยภายใน ทั้งสององค์ประกอบย่อมสนับสนุนซึ่งกันและกัน คนธรรมดาสามัญที่ปัญญายังไม่แก่กล้า ย่อมอาศัยการชี้แนะจากผู้อื่น จนพัฒนากระบวนการคิดด้วยตนเองจนก้าวหน้าไปในที่สุด
หากเราทำหน้าที่เพื่อพัฒนาคนอื่น เราก็ทำหน้าที่อย่างกัลยาณมิตร ที่คอยชักชวน ชี้แนะ ให้รายละเอียดข้อมูล จนเขาสามารถนำไปขบคิดพิจารณา
เห็นแจ้งด้วยตนเอง และก็เป็นคำตอบ ( ที่ไม่สำเร็จรูป ) ว่าสำหรับคนขี้เกียจนั้น หากเขามีสัมมาทิฏฐิ แล้ว สัมมาวายามะ หรือ ความเพียร ย่อมเกิดขึ้นได้แน่นอน
ยินดีที่ได้รู้จักครับ