ไม่ใช่ง่ายเลยกับการที่คนเรารู้ว่าคนที่รักนับถือกำลังจะจากไป ทั้ง ๆ ที่ ความรับรู้สึกต่อกันยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์ ย่าผมอยากจะพูดคุย อยากจะสื่อสาร และย่าก็ทำได้ตลอดเวลา เพียงแต่ติดที่ท่อหายใจที่ต่อเข้าทางปากจนถึงหลอดลม กระนั้นย่าก็พยายามบอกทุกคนว่าอยากจะเอาท่อออกและจะกลับไปที่บ้าน แม้จะรู้ว่าการทำอย่างนั้น ย่าจะหายใจไม่ออกและต้องจากไป
หมอที่รับผิดชอบดูแลย่า บอกว่าเป็นไปไม่ได้แน่ แต่ด้วยเจตนาที่แน่วแน่และเต็มไปด้วยความสมบูรณ์แห่งการรับรู้ของย่าเอง ผมให้ย่าเขียนข้อความที่อยากเขียน ย่าเขียนตัวอักษรอย่างลำบากแต่อ่านได้ชัดเจนว่า "ย่าอยากกลับบ้าน" หมอรู้เจตนาและเห็นข้อความ และเคารพในการตัดสินใจของผู้ป่วยในที่สุด
ผมพาย่ากลับบ้าน ย่าดีใจที่ได้กลับมาที่บ้านที่เคยอยู่มา 80 ปี ย่ายังรับรู้ในขณะเวลาที่ผมตัดสินใจดึงท่อหายใจของย่าและให้ออกซิเจนทางจมูก แม้จะรู้ว่ามันไร้ผล แต่ย่า และลูก ๆ รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างดี
ยากยิ่งกว่าลูก ๆ หลาน ๆ และคนที่รักย่าทั้งหมด ก็คือการที่ตัวย่าเอง แม้จะรับรู้ว่าจะต้องพ่ายแพ้ต่อสังขารในเวลาอีกไม่กี่อึดใจต่อไปนี้ แต่ย่าได้จากไปอย่างมีสติ และไม่คิดคาดหวังกับชีวิตอีกต่อไป ย่าเข้มแข็งกว่า ใคร ๆ ย่าไม่ร้องไห้ การรับรู้สุดท้ายแม้ย่ากระทำด้วยความลำบากเพียงแค่สื่อให้รู้ว่า ย่าอยากพลิกตัวนอนตะแคงเท่านั้น คำพูดสุดท้ายผมพูดกับย่าว่า "ให้ย่าหลับตา" นะ ย่าไม่ได้พยักหน้ารับรู้เหมือนคราก่อนหน้านี้แล้ว ย่าผมจากไปด้วยอาการสงบ แม้ร่างกายร่ำร้องทำหน้าที่ยื้อชีวิตเพียงใด แต่ย่าละลาด้วยความตั้งใจและการรู้ว่า ไม่มีผลใดที่จะดึงดันลมหายใจเอาไว้ การจากไปครั้งนี้ ย่าเตรียมการไว้ทุกอย่างแล้ว ก่อนหน้านี้ขณะนอนบนเตียงที่โรงพยาบาลผมเคยบอกให้ย่านึกถึงบทสวดมนต์และพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ย่าพยักหน้าเข้าใจ
ขอให้ย่าไปสู่ภพที่ดี ย่าเป็นคนดีและทำความดีมาตลอด ย่าเป็นผู้มีบุญคุณสำหรับผมและลูกหลานทุกคน ย่าจะมีคนคิดถึงความดีและการปฏิบัติของย่า
จะมีคนนึกถึงและจำได้ว่า ย่าเข้มแข็ง และตั้งใจดีจนกระทั่งถึงคราสุดท้าย