สวัสดี...คุณเม้ง

ขอสักนิดนะครับ...

  • ผมจำได้ว่าตอนผมอยู่ ป.6 พ่อผมทำคันไถใหม่ พร้อมกับหัวหมู และหางยาม กับแอก เรียกว่า ถอยใหม่ทั้งชุด
  • เท่าที่ผมจำความได้ วัวคู่ไถ 2 ตัวแรกของพ่อ ตัวหนึ่งชื่ออีด้วน (หางมันด้วน) อีกตัวชื่ออีดอก (หางดอก) สีดำทั้งคู่
  • ผมมีโอกาสได้จูงวัวคู่ไถใหม่ เพื่อหัดให้มันไถนาเมื่อตอนเข้าเรียน ม.1 ตัวหนึ่งชื่อ อีหมุน (สีออกดำๆ) อีตัวชื่อ อีหริ่ง (สีแดง) ตัวน้ตอนเกิดแม่เป็นคนตั้งชื่อให้
  • คันไถ แอก คราด ยังอยู่ครบ แต่วัว  ตอนนี้พ่อขายหมดแล้วครับ... ท่านอายุมากเลี้ยงไม่ไหวครับ...
  • ผมยังนึกถึงบรรยากาศ ตอนหัวรุ่ง ที่ต้องจูงวัวไปส่งให้พ่อที่นาซึ่งอยู่ไกลจากบ้านเกือบ 2 กิโล
  • ยังนึกถึงวันที่ พวกเรา 5 คนพี่น้อง ช่วยแม่ถอนกล้า พวกเราวางไว้เป็น "จับ" แม่จะหยิบไป ฟัดทีละจับ  แล้วนำมารวมกัน ประมาณ 3 - 4 จับ จึงจะเรียกว่า หนึ่งกำ แล้วจึงมัด แล้วช่วยหาบไปแช่ไว้ที่นารอคนไปปักดำ
  • นึกถึงวันที่ต้นข้าวแตกกอ และตั้งท้อง (ช่วงนี้แหละครับที่มีสำนวนของคนไต้เกิดขึ้น) คือสำนวนที่ว่า "อย่าฉีกท้องกินเสียก่อน" ความหมายก็คงจะพอๆกับคำว่า "ชิงสุกก่อนห่าม" เด็กๆจะชอบฉีกกอข้าวที่ตั้งท้องกินเพราะจะมีรสหวานๆมันๆ
  • ยังนึกถึง ขนมที่หมอขวัญพาไปตั้งเวลาผูกขวัญข้าว
  • ยังนึกถึงขนมลอดช่องที่แม่ทำไปเลี้ยงคนที่ช่วยเก็บข้าว
  • ยังนึกถึง "คันหาบ" กับ "แสก" ที่หาบเลียงข้าวจากนา
  • ยังนึกถึง หนังควาย ผืนใหญ่ ที่ใช้ปูนวดข้าว
  • นึกถึงจังหวะที่แม่ขวัดข้าว พร้อมกับเสียงนิ้วที่ดีดกับด้ง
  • นึกถึงสาดตากข้าวที่สานกับ "ทางเหรง" ต้นไม้ชนิดหนึ่งมีแถวสงขลา พัทลุง ตรัง ใบคล้ายใบโหนด
  • นึกถึง ครกสีมือ ที่ตั้งอยู่ใต้ถุนบ้าน
  • นึกถึงครกทิ่มข้าวที่ขุดกับไม้หยี
  • และนี่คือวิถีชีวิตของคนทำนา

                                 ทิ่มหม่าว

เพลง...ประกอบระบำทิ่มหม่าว

(คำร้องโดย ครูโชคดี ช่วยด้วง)

โรงเรียนนพคุณประชาสรรค์  อำเภอหัวไทร

 

          ขึ้นแห้ง ขึ้นแล้งเดือน 3  (ซ้ำ) เหนียวออกรวงงามพอเป็นดีหม่าว

          คืนนี่เดือนแจ้งดีนะเจ้า (ซ้ำ) เก็บเหนียวมาทิ่มหม่าวสักหก เจ็ดครก

          หมายเหนียวไว้แรกหัวเช้า (ซ้ำ) แลพอเป็นดีหม่าวอยู่ที่นาบิ้งตก

          ทิ่มหม่าวสักหกเจ็ดครก (ซ้ำ) ช่วยกันทิ่ม         ล่าวน้องสาวเหอ....