วันนี้ (10 ก.ค.) ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. ว่า ครม.เห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ... ตามที่คณะกรรมการจัดทำกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งมีนายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษา และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป
      
ทั้งนี้ โดยที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ได้บัญญัติให้จัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ทำหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกำหนดให้มีการอนุญาต 2 ประเภท คือ
1. การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และ  2. การอนุญาตให้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ รวมทั้งให้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เพื่อรองรับการอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ได้บัญญัติให้มีแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ด้วย โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์การอนุญาตไว้ในแผนแม่บทด้วย ทั้งนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่ามีความประสงค์ที่จะใช้แผนแม่บทเป็นแนวทางการอนุญาตของ กสช. โดยเป็นการรับฟังความเห็นของบุคคลที่เกี่ยวข้อง และมีการปรับปรุงแผนแม่บทให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
      
สำหรับร่าง พ.ร.บ.ที่เข้าสู่ ครม.ในวันนี้ เป็นร่าง พ.ร.บ.ที่นำเสนอเพื่อจัดระบบระเบียบในเรื่องการสื่อสารมวลชน ในขณะที่ยังไม่มีการจัดตั้ง กสช.ขึ้นมา ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายระดับ พ.ร.บ. เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ มีมาตรการที่ กำหนดไว้ในกฎหมาย 3 ลักษณะ คือ 1. มาตรการควบคุม โดยการกำหนดให้มีการแยกวัตถุประสงค์ของการประกอบกิจการอย่างชัดเจน และในการประกอบกิจการแต่ละประเภท จะต้องมีการขอรับใบอนุญาต 2. มาตรการกำกับดูแล คือ มีคณะอนุกรรมการจริยธรรม เพื่อทำหน้าที่ควบคุมดูแลผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการให้เป็นไปตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ 3. มาตรการในการลงโทษ มีทั้งในส่วนของโทษทางอาญาในบางเรื่อง และโทษทางปกครองในบางเรื่อง อย่างไรก็ตาม ครม.มีข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว
      
1. กระทรวงกลาโหม ได้เสนอว่าร่าง พ.ร.บ.นี้ควรคำนึงถึงมิติทางด้านความมั่นคงของประเทศประกอบด้วย โดยอาจพิจารณาให้กระทรวงกลาโหมได้รับการยกเว้นตามกฎหมายนี้ เช่นเดียวกับที่ได้รับการยกเว้นตาม พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2498
2. ควรยกเว้นให้แก่ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้ดำเนินกิจการโทรทัศน์เพื่อการศึกษามาเป็นเวลากว่า 50 ปีด้วย
3. การกำกับดูแลกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ก็ควรพิจารณาอย่างละเอียดและรัดกุม เพื่อรองรับเทคโนโลยีที่จะพัฒนามากขึ้นในอนาคร และมีลักษณะเป็นการให้บริการข้ามชาติ และไม่จำเป็นต้องมีสถานที่ประกอบการที่ถาวร
4. คณะกรรมการซึ่งร่าง พ.ร.บ.นี้ จะมีการจัดตั้งขึ้นมา เรียกว่า คณะกรรมการกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงชุมชน หรือ กวช. เพื่อดำเนินการกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงชุมชน จนกว่าจะมีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ คณะกรรมการ กวช. ที่จัดตั้งขึ้นตามบทเฉพาะกาลนี้ ควรจะมีที่มา คุณสมบัติ และความรับผิดชอบ ในระดับที่ใกล้เคียงกับ กสช.
5. คุณสมบัติและที่มาของคณะอนุกรรมการจริยธรรม และอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนากิจการ ควรจะมีสัดส่วนมาจากบุคคลที่เป็นกลางเป็นหลัก และต้องคำนึงถึงคุณสมบัติของอนุกรรมการ เพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลที่มีประสบการณ์
6. ในบทเฉพาะกาลที่ระบุว่า "ให้กรมประชาสัมพันธ์และส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ดำเนินกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ต่อไปได้ตามเดิม จนกว่าจะมีแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ใช้บังคับ ให้ผู้ได้รับอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญา จากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ เพื่อประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์เดิม คงมีสิทธิต่อไปตามเดิม จนกว่าการอนุญาตสัมปทานหรือสัญญา จะสิ้นสุด"
      
ครม.ได้ให้ข้อสังเกตว่า การให้อำนาจคณะกรรมการ กวช.ตามบทเฉพาะกาล มีอำนาจออกใบอนุญาตชั่วคราว อายุ 2 ปี ให้แก่ผู้ประกอบการวิทยุชุมชน และผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่น ในระหว่างที่ยังไม่มี กสช.นั้น ควรระมัดระวัง มิใช่เป็นการแก้ปัญหาความผิดกฎหมายของผู้ประกอบการวิทยุชุมชน และกิจการโทรทัศน์บางราย แต่กลับเป็นการสร้างปัญหาอื่นให้เกิดขึ้นตามมา
      
สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ อาทิ
- การยกเลิก พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้การประกอบกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
(1) การประกอบกิจการที่ใช้คลื่นความถี่
(2) การประกอบกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่
      
- การกำหนดให้การประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ มีใบอนุญาต 3 ประเภท คือ
(1) ใบอนุญาตประกอบกิจการบริการสาธารณะ
(2) ใบอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชน
(3) ใบอนุญาตประกอบกิจการทางธุรกิจ แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับชาติ และระดับภูมิภาค
      
- สำหรับกรรมการผู้บริหารและผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ ต้องไม่เป็น ส.ส. ไม่เป็น ส.ว. ไม่เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น
- ใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง ให้มีอายุไม่เกิน 7 ปี ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ ให้มีอายุไม่เกิน 15 ปี กำหนดหลักเกณฑ์การยื่นคำขอรับใบอนุญาตใหม่ไว้ด้วย กล่าวคือ ถ้าหมดอายุก็มาขอต่อได้ แต่จะมีหลักเกณฑ์
- ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการบริการสาธารณะ ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชน และกรมประชาสัมพันธ์ จะประกอบกิจการทางธุรกิจ ด้วยการหารายได้จากการโฆษณาไม่ได้ เว้นแต่การประชาสัมพันธ์ ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์
- ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการทางธุรกิจ ต้องนำส่งเงินรายได้เข้ากองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ตามอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ซึ่งต้องไม่เกินร้อยละ 5 ของรายได้จากการโฆษณา ทั้งทางตรงและทางอ้อม
- กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการออกใบอนุญาต คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้รับใบอนุญาต อายุใบอนุญาต ของการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่
- กำหนดให้มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการป้องกันการผูกขาดในการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
- กำหนดให้มีการส่งเสริมและควบคุมจริยธรรมแห่งวิชาชีพ การคุ้มครองผู้เสียหายจากการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยให้มีคณะอนุกรรมการจริยธรรมขึ้นมา โดยผู้เสียหายเนื่องจากรายการที่ออกอากาศเป็นเท็จ หรือละเมิดสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง และอื่นๆ อาจจะร้องเรียนต่อคณะอนุกรรมการจริยธรรม
- กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสร้างโครงข่ายพื้นฐาน การใช้ และเชื่อมต่อโครงข่ายในการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
- กำหนดให้มีการส่งเสริมและพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยมีคณะอนุกรรมการส่งเสริมและการพัฒนากิจการ
- ให้มีบทกำหนดโทษแก่ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้ คือ โทษทางอาญาในบางเรื่อง และโทษทางปกครองในบางกรณี รวมถึงบทเฉพาะกาลข้างต้น

                  from matichon 10.5.2550