กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ และท่านอาจารย์มงคลเป็นอย่างสูงที่ส่งข้อมูลนี้มาให้วงการอุดมศึกษาไทยได้ตื่นตัวกันครับ

ผมมีข้อสังเกตว่าจุดแข็งหนึ่งของ VISTEC ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยน้องใหม่แต่ผลงานด้านงานวิจัยทีาได้รับการจัดอันดับ แซงโค้งมหาวิทยาลัยชั้นนำดั้งเดิมส่วนใหญ่ไปไกลคือ การวิสัยทัศน์ที่ส่งเสริมให้บุคลากรมี Focus ด้านการวิจัยเป็นหลัก ไม่เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีเลย เน้นรับนักศึกษาระดับ ป.โท-เอก และ Recruit อาจารย์ที่วิจัยเก่งๆที่ประสบความสำเร็จสูงจากมหาวิทยาลัยต่างๆ มีเป้าหมายชัดเจน รับคนเข้าไปเรียนแบบคั้นแต่หัวกระทิ มีระบบนิเวศน์วิจัยที่สมบูรณ์แบบ และมี Backup ที่ดีจาก Holding Company ที่เป็นรัฐวิสาหกิจชั้นนำที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และที่สำคัญคือเมื่อไม่มีหลักสูตร ป.ตรี บุคลากรก็ไม่ต้องแบ่งเวลาไป กเรื่องการตรวจประเมินคุณภาพหลักสูตรและการเตรียมสอนตรวจการบ้านและการตรวจข้อสอบจำนวนมาก

จากปัจจัยดังกล่าว หากจะยก VISTEC เปรียบเทียบผลงานวิจัยกับมหาวิทยาลัยดั้งเดิมแบบตัวต่อตัวก็คงไม่อาจเทียบได้ แต่เห็นว่าวิสัยทัศน์และผลงานของ VISTEC เป็นข้อพิสูจน์ที่ทำให้เห็นว่า การส่งเสริมมหาวิทยาลัยในระบบเดิมให้ถูกทิศทางก็จะได้ผลลีพธ์ที่ดีตามมา การจะยกอันดับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยที่มีการเปิดหลักสูตรการเรียนการสอน ป.ตรี มหาลัยในระบบที่ต้องมีการสอน ป.ตรี เยอะๆ อาจต้องปรับกลยุทธ์ ด้วยการจัดนโยบายการบริหารบุคคลใหม่

ทางหนึ่งที่อาจทำได้คือ ทฤษฎี “ฝ่ามือทรงพลังกว่าฝ่าเท้า” ที่ผมได้ยินแนวคิดนี้ครั้งแรกจากท่านอาจารย์หมอกัมมาล อดีตคณบดีคณะแพทย์ มธ. (ฝ่ามือมีนิ้วมือสั้นยาวไม่เท่ากันแต่ทำหน้าที่ร่วมกันได้ทรงพลังกว่าฝ่าเท้า ในขณะที่ฝ่าเท้ามีนิ้วสั้นๆยาวใกล้เคียงกันแต่ความสามารถในการปฏิบัติการสู้ฝ่ามือไม่ได้) มหาวิทยาลัยชั้นนำที่เป็น Comprehensive University มีบุคลากรที่เก่งมากแตกต่างกันไป เหมือนนิ้วมือที่มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนกัน แต่ปัจจุบันถูกเกณฑ์การประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนบังคับให้ต้องพยายามทำในสิ่งเดียวกัน แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ดีทุกเรื่อง หากปรับเกณฑ์การประเมินใหม่ด้วยการจัดเมนูให้คนขอบสอนได้ใช้ Skill เต็มที เน้นสอนให้ดี ไม่ต้องไปบังคับเขาให้ต้องตีพิมพ์ทำวิจัยเยอะๆ ให้กวนใจเขา เพราะบังคับไปเขาก็รู้สึกเหมือนกินยาขม แต่ให้การสรับสนุนเครื่องมือและทคโนโลยีให้เจาพัฒนาระบบการอรียนการสอนให้ดีเลิศทั้งระบบ Online และ Offline ส่วนคนชอบทำวิจัย ตีพิมพ์เก่งๆ จำนวนมาก (แต่ไม่ทุกคน) ก็พบปัญหาในทำนองเดียวกัน กล่าวคือถูก Assign ให้สอนเยอะจนรู้สึกเหมือนกินยาขม เหมือนกับคนที่ขอบสอนแบ้วไปบังคับให้ตีพิมพ์เช่นกัน ด้วยเกณฑ์ภาระงานสอน และวิจัยที่ออกแบบมาคาดหวังให้ทุกคนต้อง Achive เหมือนกันทั้งมหาวิทยาลัย (ตัดผมทรงหน้าม้า และมีพลังเพียงฝ่าเท้า) คนที่วิจัยเก่งก็อาจขาด Skill การสอน คนสอนเก่งก็อาจขาด Skill ด้านวิจัยหรือเขียนบทความตีพิมพ์

ถ้าออกแบบระบบประเมินใหม่ สร้างระบบให้ปรับสมดุลได้แบบพลวัตน์ กล่าวคือเปิดให้ มี Menu อาจารย์สามารถเลือก Track สอน หรือวิจัย หรือให้เป็น Hybrid ผสมสัดส่วนได้เองตามความเหมาะสม แล้วส่งเสริมให้อาจารย์แต่ละ Track ทำในสิ่งที่ตนรักและชอบอย่างเต็มที่ ใครทำตรงไหนได้ดี ก็น่าจะได้รับผลการประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนได้ตามผลงานที่ตนถนัด ก็น่าจะช่วยยกระดับคุณภาพทั้งด้านงานสอน และคุณภาพ (ลำดับ) งานวิจัยให้ดีขึ้นได้ครับ

แต่ต้องออกแบบระบบประเมินและแรงจูงใจให้ดีๆ ด้วยการสร้างแรงจูงใจในรูปแบบที่เหมาะสมและระบบประเมินในแต่ละ Track ให้สามารถปรับเปลียน Track ได้อย่างยืดหยุ่นด้วย เพราะวันดีคืนดี คนสอนเก่ง เมื่อทำได้ดีจนอิ่มตัวแล้วธรรมขาติจะจูงใจเขาให้หันไปทำวิจัยด้วย ส่วนคนทำวิจัยเยอะจนเก่งมากๆ วันหนึ่งเขาก็อยากสอนและถ่ายทอดความรู้ให้คนหมู่มากเข่นกัน โดยเปิดทางให้ทั้งสอง Track สามารถเลือกผสม Track ได้อย่ายืดหยุ่น เช่นนี้แล้ว ก็อาจทำให้มหาวิทยาลัยปรับตัวให้เป็นฝ่ามือที่ทรงพลังกว่าเดิมที่เคยถูกล็อกให้ทำตัวเป็นฝ่าเท้ามาเป็นเวลายาวนาน