การจัดการในบริการปฐมภูมิ เป็นเรื่องท้าทายมาก หากเราติดอยู่กันภาระกิจในหน้าที่เราก็จะเข้าไม่ถึง... ในการคิดนอกกรอบก็คือการยึด ประชาชนเป็นศูนย์กลางและมองคนให้รอบ360 องศา เราจะเห็นปัจจัยมากมายที่ส่งผลถึงความอยู่ดีมีสุขของคนไม่ดีขึ้น จากที่เคยอยู่พื้นที่พบผู้ป่วย DM ครอบครัวหนึ่ง มี 4 คน พ่อเป็นโรคประสาทตาเสื่อม หมอบอกว่าไม่สามารถรักษาให้หายได้มีแต่จะมืดไปหน้า... ลูก 2 คน คนโตติดยาหนีออกจากบ้านไป 2 ปีไม่ติดต่อกลับมาเลย.... คนน้องเป็นหญิงทำงานโรงงานเลี้ยงพ่อและแม่ ....แม่ไม่เคยเจ็บป่วยอยู่มาวันหนึ่งแม่มีลอยช้ำบริเวณนิ้วเท้า ทีมงานผมเข้าไปดูและแนะนำให้ไปโรงพยาบาล แต่ไม่ไป ทีมงานผมมาบอกผม ผมเข้าไปดูและแนะนำให้ไปโรงพยาบาล .....2-3 สัปดาห์ทีมงานผมมาบอกว่ายังไม่ไปโรงพยาบาล...ผมเข้าไปอีกครั้งพบว่าจากแผลที่ช้ำกลายเป็นแผลลึกเห็นกระดูก รู้สึกมีอารมณ์ ต่อว่าไปหลายคำ ...แล้วถามว่าทำไมไม่ไปโรงพยาบาล เข้าพบว่า ถ้าไปโรงพยาบาลไม่มีใครเฝ้าลูกต้องทำงาน ผัวตาก็มองไม่ชัดช่วยตัวเองไม่ได้ ผมเลยตัดสินใจนัดรถมารับ แล้วให้ลูกไปเฝ้าแม่ สัญญาว่าหากตกงานจะหางานให้เอง ส่วนพ่อเดียวจะให้คนมาส่งอาหารให้ เลยได้ไป ...กลับมาเท้าถูกตัดถึงข้อเท้า โชคดีของผมที่ลูกไม่ตกงาน กลับไปทำงานที่โรงงานได้ ...กลับมาต้องมาแนะนำเรื่องอาหารการกิน การดูแลแผลการไปตามนักของหมอ...แต่สภาพบ้านที่ยกพื้นหลังคามุงสังกะสี ฝากันด้วยไม้ไผ่ จะมีโอกาสเลือกแผนการกินเพื่อควบคุมน้ำตาลของตนเองได้เพียงไหนกัน...คนเหล่านี้นอกจากจะจนแล้วยังมีปัญหาสุขภาพ แล้วขาดความรู้ เข้าสูตรวงจร โง่ เจ็บ  จน  แล้วเรามาสนใจแต่การดูแลการเจ็บป่วยซึ่งเมื่อมอง ครอบครัวนี้แล้วจะเห็นได้ว่าความเจ็บป่วยไม่ใช้ปัญหาของครอบครัว...แต่การอดตายเป็นปัญหาของครอบครัว ผมยังนึกในใจว่าถ้าลูกสาวแต่งานแล้วแยกไปอยู่ที่อื่นแล้วผัวเมียคู่นี้จะเป็นอย่างไร...ดูไม่จืด  การดูแลคนแบบ360 องศา เราตัองทำตัวเป็นนักพัฒนาสุขภาพไม่ใช้หมอรักษาโรค......นะจะบอกให้