บันทึกการสำรวจวิถีชีวิตลุ่มน้ำเสียวใหญ่[1]
ธวัชชัย พิณะพงษ์[2]
ปฐมเหตุแรกเริ่มของการสำรวจ
ในวันอังคารที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมการจัดนิทรรศการต่างๆ เนื่องในงานพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนาข่าเมือง ทั้งนี้ก็ด้วยหน้าที่การงานที่รับผิดชอบต่อผู้คนในชุมชนดังกล่าว ซึ่งในส่วนของผมนั้น ผมได้รับความไว้วางใจและได้รับมอบหมายจากท่านนายกสมาคมพัฒนาท้องถิ่นท่านอำนวย ปะติเส ท่านผู้อำนวยการคมณ์ แคนสุข และท่านศึกษานิเทศก์วดี แคนสุข ให้เป็นผู้ศึกษาเรื่องราวประวัติความเป็นมาของบ้านนาข่า อีกทั้งผมยังได้รับความไว้วางใจจากท่านเหล่านี้ให้ปฏิบัติหน้าที่การสอนในรายวิชา “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” และ “ประวัติศาสตร์ไทย”
ภายในงานดังกล่าวมีการงานมหรสพยิ่งใหญ่มากมาย มีโรงทานที่ถูกจัดโดยชาวบ้านที่มีจิตอันเป็นกุศล ดังนั้นภายในงานจึงมีอาหารการกินไม่ขาดต่อความหิวโหยของผู้คนที่เดินเยี่ยมชมงานและนิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ การจัดนิทรรศการในวันนั้นทำให้ผมได้รู้จักกับ “ลำน้ำเสียวใหญ่-น้อย” อย่างเป็นทางทางการ กล่าวคือ ก่อนหน้านี้เคยรับรู้แต่เพียงว่าเป็นแม่น้ำคอยค้ำชูชาวบ้านที่ทำการเกษตร ผมรู้เกี่ยวกับลำน้ำดังกล่าวเพียงเท่านี้หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นาข่าเป็นเวลา ๓ ปี
“โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพัฒนาลุ่มน้ำเสียวใหญ่” ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่อำเภอบรบือได้จัดทำแผนที่แสดงตำแหน่งทิศทางการไหลของลำน้ำเสียว ให้ความรู้ในเบื้องต้นของแหล่งน้ำดังกล่าว แผนที่ดังกล่าวที่ถูกจัดแสดงต่อผู้เข้ามาเยี่ยมชมให้รายละเอียดเฉพาะอำเภอและจังหวัดที่ลำน้ำแห่งชีวิตสายนี้ไหลผ่าน ในวันดังกล่าวผมสามารถจำรายละเอียดข้อมูลของลำน้ำสายนี้ได้ไม่มากนัก จำได้รางๆว่าแม่น้ำสายนี้ไหลผ่าน ๓ จังหวัด คือ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และศรีษะเกษ เท่านั้น
แต่ด้วยความสงสัยและความใคร่อยากจะรู้ ผมและนายอัจฉริยาภรณ์ ปะกาสังข์ จึงเข้าไปสนทนาพาทีกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าว โดยมีความหวังลึกๆอยู่ในใจว่า จะต้องทำความรู้จักกับแม่น้ำสายนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เจ้าหน้าที่คนดังกล่าว เป็นผู้ชายอายุราวๆ ๔๕ ปี ท่าทางเป็นคนที่ว่องไว กระฉับกระเฉ่งดี ท่านแนะนำผมให้ไปที่สำนักงานที่อยู่ในตัวเมืองอำเภอบรบือ แล้วสอบถามในข้อที่ผมสงสัย ในเบื้องต้นผมได้ขอความอนุเคราะห์แผนที่ของลำน้ำเสียวและข้อมูลสัตว์น้ำและพันธ์ปลาที่มีอยู่ในลำน้ำเสียว แต่ท่านยืนยันกับพวกเราว่าที่สำนักในตัวอำเภอบรบือน่าจะมีตามความต้องการของผม
จากนั้นท่านได้มอบหนังสือให้กับทางโรงเรียนและก็บางส่วนให้กับผมและนายอัจฉริยาภรณ์ จากนั้นผมจึงละจากนิทรรศการดังกล่าวออกมาพร้อมกับความผิดหวัง แต่ข้อดีของความผิดหวังในครั้งนี้ คือ มันทำให้ผมมีแรงผลักดันที่จะเริ่มศึกษาค้นคว้าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับสายน้ำแห่งชีวิตสายนี้ สิ่งที่เจ้าหน้าที่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพัฒนาลุ่มน้ำเสียวใหญ่และนิทรรศการบอกผมเพียงความยาวและอำเภอที่ทอดกายไหลผ่าน คือ ลำน้ำเสียวมีความยาวทั้งหมด ๒๒๕ กิโลเมตร ไหลผ่าน ๒ อำเภอของจังหวัดมหาสารคาม คือ บรบือและวาปี ตามลำดับ ไหลเป็นเส้นแบ่งแยกของ ๒ อำเภอของจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวคือแบ่งแยกระหว่างอำเภอจตุรพักตร์พิมานและปทุมรัตน์ จากนั้นไหลตรงยาวผ่านอำเภอเกษตรพิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอโพนทราย และไหลลงสู่แม่น้ำมูลที่อำเภอราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ และนี้คือสิ่งที่ผมได้รู้ในวันนั้น มันคือเศษเสี่ยวเดียวของความรู้ที่ยังไม่มีผู้คนนำออกมาเล่าสู่สาธารณชน และในความรู้อันเป็นเศษเสี่ยวนี้ มันกลับทำให้ผมเต็มไปด้วยความร้อนใจและใคร่อยากจะรู้แบบที่ไม่เคยเป็น
วันพุธที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ผมกับอัจฉริยาภรณ์ ปะกาสังข์ ได้เดินทางที่สำนักงานของ “โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพัฒนาลุ่มน้ำเสียวใหญ่” ที่ตั้งเพื่อทำการอยู่ที่อำเภอบรบือ พวกเราเดินทางไปถึงที่นั้นเวลา ๐๗.๓๐ นาที พวกเราหวังว่าจะได้พบกับเจ้าหน้าที่คนเมื่อวาน ผู้ที่แนะนำพวกเราให้มา ณ สำนักงานแห่งนี้ แต่ต้องผิดหวัง เพราะพวกเรารอเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติงานตามเวลาราชการในเวลา ๐๘.๐๐ จากนั้นเราได้พบและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่อีกคน ผู้ทำหน้ารับผิดชอบในการจัดทำแผนที่แม่น้ำสายดังกล่าว แต่ทว่า ก็ไม่สามารถบอกผมและอัจฉริยาภรณ์ได้มากนักความผิดหวังครั้งนี้ถูกลดระดับลงด้วยการที่ พวกเราได้รับเอกสารที่ไฟล์แผนที่แทน เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้จัดส่งมันมาทางอีเมล์ของผม
จากนั้น เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ พวกเราออกจากสำนักงานดังกล่าวเพื่อที่จะไปยังจุดที่เป็นต้นน้ำของลำเสียว บริเวณที่ลำน้ำจากหนองบ่จะทอดสายไหลออกมา สำหรับผมในขณะนั้นมันคือสิ่งที่น่าเสียใจและเสียดายอย่างยิ่ง จากจุดดังกล่าวที่พวกเรากำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงจากดวงตะวัน สภาพของลำน้ำเสียวค่อนข้างแห้งขอดและตื้นเขิน และที่สำคัญมีพืชอย่างเช่นต้นก้านธูปเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก จนยากที่จะเดินหรือแหวกว่ายเข้าไปได้ ผมถึงกับชะงักไปชั่วขณะ และนึกสงสารสรรพสัตว์ที่ใช้บริเวณดังกล่าวเป็นที่พักพิงและอาศัย
ไม่นานจากนั้น พวกเราได้ทักทายชาวบ้านคนหนึ่ง ซึ่งกำลังผ่านเราไปมาโดยการปั่นจักรยาน ณ จุดเดียวกันกับที่พวกเรากำลังยืนอยู่ เขาเป็นชายชราอายุประมาณ ๖๐ ปีในมือถือถุงพลาสติกใส่ปลาช่อนตัวไม่ใหญ่มากประมาณ ๕-๖ ตัว ผมทักทายด้วยความสนใจในสิ่งที่ชายชราผู้นั้นกำลังถือว่า “แม่นปลาอีหยั่งครับ ใหญ่?” “ปลาค่อใหญ่ มันติดจั่นของใหญ่ ถัดจากหม่องนี้ไปบ่ไกล” พูดยังไม่ทันขาดคำ เขาก็ละจากพวกเราไปอย่างช้าๆ
สิ่งที่ผมเห็นนับตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาในบริเวณนี้คือสภาพดิน ที่มีลักษณะเป็น “สาเกลือ” กล่าวคือ ดินมีลักษณะเป็นดินแดงและเค็ม
มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่ามันคงสร้างความขุ่นเคืองใจให้ใครต่อใครก็ตาม ที่เดินทางผ่านมายังหนองบ่อแห่งนี้เป็นแน่ มันคงหนีไม่พ้นเจ้าวัชพืชที่มีชื่อว่า “ต้นก้านธูป” ลำต้นของมันมีความยาวประมาณ ๑.๕-๒.๕ เมตร ความวิปลาสของมันคือชอบขึ้นในบริเวณที่มีแหล่งน้ำความตื้นเขิน ความวิปลาสนี้ได้บดบังความงดงามของบ่อน้ำแห่งนี้ไปเสียแล้ว เหลือไว้แต่เพียงความเขียวขจีที่ให้ความรู้สึกที่ตายซากเท่านั้น
ในเวลา ๑๓.๐๐ ของวันเดียวกัน ผมได้พบกับนายเนวิน อันทะหวาและสุรชัย สุดชา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๖ โรงเรียนนาข่าวิทยาคมที่ผมสอนอยู่ ในงานบวงสรวงศาลหลักเมืองนาข่า ผมได้เล่าทุกสิ่งที่ผมเห็นในช่วงเช้าและสิ่งที่ผมอยากจะทำให้พวกเขาฟัง คือ “การสำรวจด้วยการเดิน” เขาพูดกับผมว่า “ขอผมเดินด้วยคน ถ้าหากอาจารย์จะสำรวจ” เขายังไม่ทราบรายละเอียดแผนการในการเดินของผมด้วยซ้ำ จากนั้น เขาจึงถามผมถึงระยะทางและระยะเวลาที่จะใช้ในการเดินทาง ผมรายละเอียดไปว่า
“ลำน้ำเสียวมีความยาวประมาณ ๒๒๕ กิโลเมตร เราจะใช้เวลา ๑๕ วันในการเดินทาง วันหนึ่งเราจะต้องเดินให้ได้ระยะทางอย่างน้อย ๑๕ กิโลเมตร เช้าและบ่ายอย่างน้อย ๗-๘ กิโลเมตรเราจะศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ติดกับลำน้ำเสียว ในระยะห่าง ๑-๒ กิโลเมตร เราจะรู้ว่าลำน้ำเสียวผูกพันกับผู้คนในที่ต่างๆมากน้อยเพียงใด หรือชาวบ้านในละแวกนั้นใช้ประโยชน์จากลำน้ำเสียวอย่างไรบ้าง”
“ในฤดูที่เราจะไปเดินนั้น เป็นหน้าแล้ง เราจะได้รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน และที่สำคัญพวกเขาจักการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร การเดินเผชิญหน้ากับความลำบากในครั้งนี้จะทำให้เราเข้าใจเรื่องต่างๆดีขึ้น” และนอกจากนี้ผมยังบอกเนวินและสุรชัยว่า “มันเป็นสิ่งที่น่าแปลกสำหรับสายน้ำแห่งชีวิตสายนี้ ที่ซึ่งมีความยาวจนกระทั่งถึงศรีสะเกษ ความคดเคี้ยวและความยาวของมันกลับไม่เป็นที่สนใจมากนัก จากผู้คนที่ใช้ประโยชน์จากมัน”
“รู้ใช่ไหม? ว่าทำไมมันจึงไม่เป็นที่สนใจ เพราะผมยังไม่เคนเห็นหรืออ่านงานที่กล่าวถึงแม่นำสายนี้เลย อีกทั้งช่วงเช้าผมได้ไปที่สำนักงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ตรงๆ ปรากฏว่าพวกเขาให้ผมได้เพียงแค่แผนที่เท่านั้น ความรู้ด้านอื่นๆยังไม่มีตามที่ผมเข้าใจ”
“จริงๆหรือครับ คุณครู” เนวินพูดด้วยความตื่นตาตื่นใจ “ตามที่ผมเข้าใจนะครับ เนวิน สุรชัย เรายังไม่มีเอกสารของทางหน่วยงานราชการหรือรายงานการศึกษาใดๆที่เป็นลายลักษณ์อักษร และได้กล่าวถึงด้านสังคม วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ที่ผูกแน่นกับการเกษตรของผู้คนในละแวกข้างเคียงของสายน้ำลำนี้”
“ครับ” เนวินขานรับ “หากการสำรวจของเราเกินขึ้นได้จริง หากเราทำบันทึกในข้อปลีกย่อยเหล่านี้ได้ ทั้งนี้เราอาจจะเป็นกลุ่มผู้ที่ทำการศึกษาวัฒนธรรมในลำนี้ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็เป็นได้ และข้อดีอีกประการหนึ่ง การสำรวจของเราอาจเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญให้กับหน่วยงานราชการได้ ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวส่วนมากที่ทำอาชีพเกษตรกร และประการสุดท้าย การเดินทางประสบความลำบากในครั้งนี้อาจเปลี่ยนเราให้กลายเป็นผู้ที่รู้เกี่ยวกับสายธารแห่งชีวิตนี้ดีกว่าใครๆ”
“ถ้าหากผมเขียนบทกวีในระหว่างนั้นด้วยจะดีหรือปล่าวครับ?” เนวินเอ๋ยถามผมจากนั้นเขาได้รับคำตอบจากผมว่า “นั่นยิ่งดีเข้าไปใหญ่ มันยิ่งจะทำให้งานเรามีความหลากหลาย”
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราพูดคุยกันในเบื้องต้น ซึ่งในส่วนอื่นๆนั้นเรายังไม่ได้กล่าวถึงเลย เช่น จุดที่เราจะหยุดพักในแต่ละวัน รวมทั้งหมู่บ้านเราจะทำการศึกษาสังเกต เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพราะพวกเราทั้งหมดจะต้องแยกย้ายกัน เพื่อไปทำหน้าที่อันได้รับมอบหมายจากทางโรงเรียน ผมแทบจะไม่รู้ว่าเราจะได้ปรึกษาหารือกันในเรื่องดังกล่าวนี้ในอีกเมื่อไร ความเร่งรีบในงานทำให้ผมลืมโดยสนิทใจที่จะนัดหมายวันเวลาเพื่อหารือเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง
การคาดการณ์ระยะทางและเวลา
การศึกษาเส้นทางอันยาวไกลและคดเคี้ยวนับเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ และแน่นอนว่าตลอดระยะทางนั้น ผมไม่สามารถคาดการณ์สิ่งต่างๆได้ทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งสิ่งเดียวที่จะต้องมีและผมต้องประสบพบเจอคงหนีไม่พ้นความยากลำบากอย่างที่สุด การศึกษาเบื้องต้นผมใช้ “Google Earth”เป็นเครื่องมือชี้ทาง ทั้งนี้ผมต้องการทราบว่ามีหมู่บ้านไหนบ้างที่ผมจะสามารถใช้เป็นจุดพักการเดินทางได้บ้าง เครื่องมือดังกล่าวทำให้ผมรู้ว่ามีจำนวนหลายหมู่บ้าน ที่มีที่ตั้งอยู่ติดกับลำน้ำเสียว ซึ่งหมู่บ้านเหล่านี้นอกจากจะเป็นพื้นที่ภาคสนามสำหรับการวิจัยในครั้งนี้แล้ว หมู่บ้านเหล่านี้ยังจะเป็นที่พักพิงให้กับพวกเรา ในยามที่อาหารของพวกเราเหลือน้อย
จากนั้นผมคำนวณระยะทางและกำหนดวันเวลาในการลงพื้นที่จริง ผมเลือกวันจันทร์ที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๑ – วันเสาร์ที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๑ ในหนึ่งวันผมต้องเดินอย่างน้อยให้ได้ระยะทาง ๑๓ กิโลเมตร เราจึงจะถึงที่ปลายทางในเวลา ๑๗ วัน อย่างที่ผมได้คาดการณ์เอาไว้ และภายใน ๑๓ กิโลเมตร ต่อ ๑ วันนี้ ผมคาดการณ์เอาไว้ว่า ผมจะแบ่งระยะทางในการเดินออกเป็น ๒ ช่วง คือ ช่วงเช้าและช่วงบ่าย ช่วงเช้าจะเดินให้ได้ระยะทาง ๗ กิโลเมตร ส่วนช่วงบ่ายจะอยู่ที่ ๖ กิโลเมตร
สิ่งหนึ่งที่ผมต้องระบุลงในบันทึกการเดินทางในครั้งนี้ คือ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดจากเดินทางในระยะทาง ๒๒๕ กิโลเมตรนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นการสละเงินเก็บส่วนตัวของผมเอง (เงินเดือนที่ได้จากการทำงานที่โรงเรียนนาข่าวิทยาคม) ซึ่งในช่วงที่วางแผนนี้ ผมได้เดินทางไปพบผู้หลักผู้ใหญ่จำนวนหลายท่าน ในวงการการศึกษา เพื่อที่จะของการสนับสนุนเงินทุนในการเดินทางเพื่อสำรวจในครั้งนี้ แต่ก็ยังไม่เป็นผล
ดังนั้นผมได้แต่ภาวนาว่าจะมีผู้ที่มองเห็นเจตนาอันบริสุทธิ์ ในความพยายามของผมและลูกศิษย์ผม ในการที่จะร้อยดวงจิตของชาวบ้านจากต้นธารของน้ำให้เป็นดวงเดียวกันกับคนปลายน้ำ เพื่อที่พวกเขาจะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับลำน้ำสายนี้
การศึกษาของผมจะมุ่งประเด็นไปที่ด้านการเกษตร การประกอบอาชีพเป็นหลัก กล่าวคือ ในส่วนแรกจะเป็นวิถีชีวิตในชุมชนอันประกอบไปด้วย บ้าน วัด โรงเรียน จากนั้นจะเป็นโบราณสถานและวัตถุ ประวัติความเป็นมาของชุมชน คติความเชื่อ พิธีกรรม ตำนานเรื่องเล่าที่ผมจะได้ยินได้ฟัง ที่สำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยในการสำรวจครั้งนี้ คือ สภาพของลำน้ำเสียวและพืชพรรณนานาชนิดที่เกิดขึ้นในลำน้ำ หรือบริเวณโดยรอบ
จากการสำรวจในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการสำรวจจะรับผิดชอบหน้าที่หลักของตน นั่นก็คือการทำเอกสารงานที่ตนเองศึกษาและที่สำคัญพวกเราจะร่วมกันทำให้เอกสารเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์ออกสู่สายตาของสาธารณชน ซึ่งในส่วนนี้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะก่อให้เกิดการศึกษา ค้นคว้า กลุ่มคนในลุ่มลำน้ำเสียวมากยิ่งขึ้นในอนาคต
การสำรวจต้นสายลำน้ำเสียว
วันพฤหัสบดีที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๑ ผมและนายเนวิน อันทะหวาได้เข้าสำรวจแหล่งน้ำที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอบรบือ คือ หนองบ่อ เราเริ่มเดินจากปั๊มน้ำมัน ปตท. โดยผ่านถนนข้างโรงเรียนเทศบาลบรบือ ที่กำลังได้รับการก่อสร้างจนใกล้จะเสร็จ เราเดินไปเลื่อยๆจนกระทั่งถึงเส้นทางที่จะเข้าไปยังจุดที่น้ำได้ไหลออกมาจากหนองบ่อ จนกระทั่งกลายเป็นแม่น้ำสายยาวแห่งนี้
เราถึงถึงจุดดังกล่าวในเวลา ๐๘.๓๐ นาที ที่ดังกล่าวยังไม่แตกต่างกันมากนักจากการมาของผมและอัจฉริยาภรณ์ในครั้งที่แล้ว กล่าวคือ ในหนองจากจุดนี้สามารถมองเห็นตัวอำเภอบรบือได้อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าจะมีต้นก้านธูปที่สร้างอารมณ์อันชวนหงุดหงิดใจปกคลุมและขึ้นเต็มก็ตามอยู่ก็ตาม “เขาเรียกว่าอีหยังครับคุณครู ที่พวกเรากำลังเยียบอยู่นิ?” ผมตอบเนวินว่า “สาเกลือ” จากนั้นเนวินพิสูจน์ความเค็มของมันด้วยการเอามือคลำๆและใช้ลิ้นแตะ และพูดติดตลกว่า “น่าจะมีมะม่วงคงจะดีครับ”
ในบริเวณต้นธาร และมีสาเกลือจำนวนมากกลับมีต้นไม้ที่พวกเราไม่รู้ชื่อของมัน เกิดขึ้นจำนวนมาก ลักษณะลำต้นไม่สูงมากนัก ประมาณ ๒-๓ เมตร ใบสีเขียวและหนาไม่เหมือนใบไม้ชนิดอื่นๆทั่วไปที่เราสามารถพบเห็นได้โดยปกติ เราเริ่มเคลื่อนจากบริเวณต้นสายน้ำไปยังหมู่บ้านที่เราไม่ทราบชื่อ ซึ่งอยู่ห่างจากเราประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ เมตร ในขณะที่เรากำลังเดินเข้าใกล้ ผมแลเห็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่สวยงามมากเมื่อแสงแดดส่องกระทบ ประมาณสาม ๑๕ นาที เราเดินมาถึงทางเข้าไปยังชุมชนดังกล่าว ซึ่งบริเวณนี้มีคลองส่งน้ำเล็ก เพื่อส่งน้ำไปยังที่นาของชาวบ้าน
หมู่บ้านที่พวกเรามาถึงนี้ มีชื่อว่า “บ้านหอกลอง” หมู่ที่ ๘ ตำบลหนองสิม อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ก้าวแรกที่ผมย่างเข้าสู่หมู่บ้านดังกล่าว ผมนึกถึงช่วงเวลาแห่งฤดูฝนที่กำลังจะมาถัดจากหน้าร้อนนี้ มันคงทำให้หมู่บ้านดังกล่าวนี้สวยงามมาก น่าอยู่ และที่สำคัญสีเขียวที่มาจากการทำนาข้าวของชาวบ้าน คงเข้ายึดกุมพื้นที่สีน้ำตาลอันให้ความรู้สึกตายซากในขณะนี้
ผมยืนเพ่งพินิจเกี่ยวกับสภาพที่ตั้งของหมู่บ้านดังกล่าวนี้นานเอาการอยู่ คงจะประมาณราว ๕ นาที ผมแลเห็นหมู่ฝูงปลานานาชนิดในหนองบ่อที่ซึ่งลังกำลังกวนน้ำเป็นลูกคลื่นเล็กให้กระทบชายตลิ่ง ถัดจากฝูงปลานั้น ผมแลเห็นสันคลื่นเล็กๆเช่นกัน แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่านิดหน่อย ว่าๆไปแล้ว มันน่าจะการล่าเหยื่ออันโหดร้ายของปลาช่อน ปลาสายพันธ์นักล่าประจำหนองน้ำนี้กระมัง!การตีคลื่นระหว่างล่าเหยื่ออันโอชะนี้ ทำให้ผมนึกถึงตอนต้นหน้าฝนที่กำลังจะมาถึงในอีก ๒ – ๓ เดือนอันใกล้ มันคงเกยตื้นขึ้นฝั่งเพื่อไปหาแหล่งน้ำใหม่ตามท้องทุ่งนาของชาวบ้าน หากโชคไม่ดีหน่อย มันก็จะถูกชาวบ้านที่กำลังลงสู่ท้องทุ่งนาเพื่อทำการเพาะปลูกข้าวจับ กลายเป็นอาหารที่เลิศรสไป
สภาพที่ตั้งของบ้านหนองสิม อยู่ทางทิศใต้ของหนองบ่อ ห่างจากสำนักงานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพัฒนาลุ่มน้ำเสียวใหญ่ ประมาณ ๖๐๐-๘๐๐ เมตร ผมและเนวิน เดินผ่านบ้านเรือนของชาวบ้าน ๓-๔ หลัง เพื่อที่จะเข้าสู่เขตศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิของหมู่บ้าน ในระหว่างนั้น มีชาวบ้านคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชายวัยกลางคนเอยถามเรา
“พากันมาแต่หม่องใดหนอ?” คำถามนี้ทำให้ผมรู้ถึงสถานะของพวกเรากับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี สำหรับพวกเขาผู้เป็นเจ้าของถิ่นแล้ว เราคงเป็นคนแปลกหน้าที่ไว้ใจไม่ได้เป็นแน่ “พวกผมมาย่างเบิ่งหนองบ่อ ครับ” เนวินตอบชายคนดังกล่าวพร้อมยกมือไหว้ จากนั้นชายคนวัยกลางถามเราขึ้นอีกว่า “ย่างมาแต่ทางไหน?” “พวกผมย่างมาแต่ปั๊ม ปตท. ครับ” เนวินตอบพร้อมกับส่งยิ้มและหัวเราะ ชายคนร้องอุทานออกมาว่า “ป๊าด! บ่พากันฮ้อนแดด?” จากนั้นเราก็เดินผ่านหน้าและละจากเขาไป
วัดที่พวกเรามองเห็นในระยะทาง ๔๐๐ เมตร เราผ่านมา คือ “วัดสว่างสามัคคี” ภายในวัดมีศาลาการเปรียญ กุฏิของพระสงฆ์ มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เรามองเห็นก่อนที่จะมาถึงที่นี้ พระพุทธรูปองค์นี้กำลังอยู่ในช่วงก่อสร้าง พวกเราไม่ทราบนามของพระพุทธรูปองค์นี้ดังนั้น เราจึงมองหาพระสงฆ์ เพื่อที่จะสนทนาในข้อมูลต่างๆ ที่เราไม่รู้ ผมแลเห็นหอระฆังเก่าของทางวัด ถึงแม้จะเก่าจวนเจียนจะพัง แต่ก็มีความงามให้ชวนมองอย่างไม่กระพริบตาหรือละสายตาได้ ที่หอระฆังเก่าดังกล่าวมีป้ายขนาดความยาวประมาณ ๓๐ เชนติเมตร กว้างประมาณ ๑๕ เชนติเมตร บอกผู้ที่สร้างถวายให้แก่ทางวัด ข้อความดังกล่าวระบุว่า
“แม่สา บุดดีสี พร้อมบุตร-ธิดา
สร้างอุทิศแด่แม่ใหญ่หลวย บุดดีสี ๑๒ มีนาคม ๒๕๓๑”
นอกจากระฆังเก่าของทางวัดแล้ว ยังมีสิ่งที่ใช้ตีบอกเวลาให้กลับชาวบ้านได้รับรู้ในอดีต คือ “โป่งและกลองเพล” ซึ่งปัจจุบันถูกเก็บอยู่ที่ศาลาไม้ของทางวัด ซึ่งไม่ทราบว่าสร้างขึ้นเมื่อใด จากนั้นผมได้มีโอกาสสนทนากับเจ้าอาวาสวัดสว่างสามัคคีแห่งนี้ นามของท่าน คือ “พระอาจารย์สุรินทร์ ถานะวุฒโฑ” ท่านได้เล่าเกี่ยวเครื่องตีบอกสัญญาณเวลาเหล่านี้ว่า “แต่ก่อนจะมีการตีระฆังและโป่งก่อนที่จะออกบิณฑบาตและทำวัตรเช้า ประมาณตีสี่”
ท่านได้ถามถึงวัตถุประสงค์ของการของพวกเราว่า “เป็นจั่งใดคือได้มาทางนี้?” “ผมมาย่างเบิ่งหนองบ่อครับ!” ผมตอบท่าน จากนั้นท่านได้เล่าความเป็นมาเกี่ยวกับหนองน้ำแห่งนี้ ในลักษณะเรื่องนิทานประจำถิ่นนี้ว่า “มีตำนานตั้งแต่เก่าก่อนที่เพิ่นเล่าว่าเล่าต่อกันมา หนองบ่อแห่งนี้เคยมีจระเข้ ๒ ตัวลอยอยู่ คอยดูแลรักษาหนองน้ำแห่งนี้”
ผมได้ถานท่านในสิ่งที่ผมยากรู้อีกหนึ่งอย่างนี้ว่า “พระประธานองใหญ่ของเฮานี้ครับ เพิ่นมีนามว่าจั่งว่าอีหยัง ครับ?” พระอาจารย์ตอบพวกเราสั้นๆว่า “พุทธต้นน้ำ”“เป็นนามที่มีความหมายดีมากเลยครับ ได้ยินแล้วเข้าใจเลย” เนวินกล่าวภายหลังจากท่านได้บอกให้เรารู้ ผมนั่งบันทึกรายละเอียดต่างๆอยู่ประมาณ ๕ นาที จากนั่นเราเดินดูภายในวัดโดยรอบและกลับออกไป ผมตั้งใจว่าผมจะกลับมาอีกในวันที่ผมจะออกท่องลำน้ำเสียว ทั้งเพื่อขอพรจากพระอาจารย์ท่าน เพื่อความเป็นศิริมงคล
ขากลับออกไปเรายังได้พบชายวัยกลางคนก่อนหน้านี้อีก เช่นเคยเขายังเป็นที่มีอัธยาศัยดี เขายิ้มและกับถามพวกเรา “กำลังจะกลับแล้วแม่นบ่?” “ครับผม” พวกเราตอบพร้อมยกมือไหว้ จากนั้นเราก็เดินละเขาไปเป็นครั้งที่สอง เสียงถ้อยคำสุดท้ายที่เราได้ยินชายวัยกลางคนบอกว่า “มาอีกเด้อ!” พวกส่งยิ้มและก็ไปต่อยังหมู่บ้านถัดไป
เราเดินต่อไปได้ประมาณระยะ ๕๐ เมตร ผมแลเห็นเรือที่ถูกตรึงไว้ที่ฝั่งของชาวบ้าน แต่เป็นที่หน้าเสียดาย พาหนะดังกล่าว น่าจะไม่มีความสำคัญกับการใช้ชีวิตของชาวบ้านอีกแล้ว ถึงมีก็มีน้อย เพราะน้ำในหนองบ่อมีปริมาณน้อยและตื่นเขิน อีกทั้งเต็มไปด้วยจอกและแหน เป็นการยากที่จะพายเรือลำน้อยฝ่าไปได้ ถึงทำได้ก็ไปต่อได้ไม่ไกล เพราะถัดจากดงจอกและแหน คือ ต้นก้านธูป พืชที่ทำให้น้ำนิ่งไม่เกิดการไหลเวียนตามระบบนิเวศที่ควรจะเป็น
เราเดินต่อไปโดยใช้ถนนคอนกรีตซึ่งมีขนาดกว้างประมาณ ๓ เมตร เป็นเส้นทางชาบ้านในละแวกนี้ใช้กัน เราเข้าสู่เขตของ “บ้านหนองโดน” หมู่ที่ ๗ ตำบลหนองสิม อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ก่อนเข้าสู่หมู่บ้านผมแลเห็นวัด จากนั้นก็ผ่านโรงเรียนบ้านหนองโดนหอกลอง ซึ่งน่าจะเป็นโรงเรียนอนุบาล หรือไม่ก็โรงเรียนประถม ระหว่างนั้นมีเสียงสัตว์ประเภทหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมและนาวินรู้สึกตกใจกลัวและถึงกลับหน้าซีดได้ “โฮ่ง โฮ่ง ๆ ๆ!” เสียงดังกล่าวดังเป็นเป็นระยะๆ เสียงนั่นคือเสียงจาก “สุนัข” ของชาวบ้าน มันคงเห็นพวกเราเป็นคนแปลกหน้า หรือไม่ก็มีรูปลักษณ์คล้ายขโมยเป็นแน่ บางตัวถึงกลับวิ่งออกมา ทำท่าทางว่าจะทำร้ายเรา แต่ด้วยความโชคดีที่เราไม่ไดเป็นผู้ร้ายหรือหัวขโมยเหมือนดังว่า ดังนั้น เจ้าของสนุขซึ่งเป็นหญิงสาว อายุประมาณ ๒๗ – ๒๘ ปี เธอได้วิ่งออกเจ้าหมาอันแสนน่ากลัวของเธอ ให้กลับพวกเรา ทำให้พวกเราโล่งออกจากสัตว์ประเภทนี้
“ผมเคยโดยมากัดนะครับครู มันทำให้ผมไม่ค่อยไว้ใจเจ้าหมาไม่ว่าพันธ์ไหนๆก็ตาม” ระหว่างที่หมาอันน่าแสนกลัวกำลังเห่าพวกเรา ผมมองเห็นเนวิน ถอดกระเป๋าที่เขาใช้สะพายไปโรงเรียนที่หลังออกมา เพื่อที่ใช้ป้องกันเจ้าสุนัขที่ดุร้าย ผมถามเขาว่า “ทำไมถึงต้องถอดกระเป๋าสะพายออกมาทำอย่างนั้น หากมันจะทำร้ายคนมันคงไม่เลือกว่านี้คือกระเป๋า หรือว่าคน?”
“ไม่นะครับคุณครู เพราะพฤติกรรมของสุนัขโดยทั่วไป ถ้าหากมันจะกัดหรือทำร้ายผู้คนแล้วละก็หากเรามีสิ่งที่ใช้เป็นของหลอกล้อมัน มันจะกัดหรือทำร้ายสิ่งนั้น โดยที่สิ่งมันกัดมันจะคิดว่าเป็นตัวผมจริงๆ”เนวินอธิบายด้วยน้ำเสียงอันจริงจัง ซึ่งทำให้ผมได้รู้ถึงพฤติกรรมของสัตว์ประเภทนี้
ระหว่างที่คุยกันนั้น ผมรู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อผมยืนอยู่หน้าวัดหนองโดนเสียแล้ว พวกเราไม่รอช้า ดังนั้นพวกเราจึงรีบเข้าไป ภายในวัดร่มรื่นยิ่งนัก มีต้นโพธิ์ใหญ่และสิมบกที่สวยงามมาก สิมบกดังกล่าวมีภาพนูนต่ำ ๒ ภาพภาพแรกเป็นภาพที่เกี่ยวกับพุทธองค์ ซึ่งกำลังเทศนาสอนสั่งแก่สาวกของพระองค์ส่วนอีกภาพ เป็นภาพของเจ้าชายสิตทัตถะที่ซึ่งกำลังใช้พระขรรค์ตัดพระเกศาเพื่อที่ผนวช ถึงแม้ว่าจะเป็นภาพนูนตำเพียงภาพเดียวที่ปรากฏอยู่ที่สิมบกดังกล่าว แต่ก็ดึงความสนใจของผมอยู่นาน ผมเดินเข้าไปพบและพูดคุยกับพระรูปหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าเป็นพระลูกวัดหรือเจ้าอาวาส ผมขออนุญาตท่านเพื่อถ่ายรูปสิมบกและหนองน้ำหลังวัด เข้าใจว่าชาวบ้านน่าจะเรียกหนองดังกล่าวว่า “หนองโดน” ตามชื่อหมู่บ้าน พวกเราไม่ได้รู้อะไรที่เกี่ยวกับลำน้ำเสียวหรือหนองบ่อมากนัก จากการเข้ามาสู่หมู่บ้านนี้
แต่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในละแวกชุมชนแห่งนี้ก็คงไม่แตกต่างกันมากนักกับบ้านหอกลอง หมู่ที่ ๘ ที่ผ่านมา นั่นคือประกอบอาชีพคงทำนาโดยพึ่งพาน้ำจากหนองบ่อ รวมใช้เป็นแหล่งอาหาร ระหว่างที่เรากลับออกมา พวกเราได้พูดคุยกับข้าราชการครูท่านหนึ่ง เป็นผู้หญิง ท่านบอกเราว่าเกษียณอายุราชการแล้ว ๕ ปี ดังนั้น ท่านน่าจะอายุประมาณ ๖๕ ปี
ท่านเห็นเนวินซึ่งสวมเสื้อสีฟ้า รูปร่างท่าทางคล้ายกันกับหลานของท่าน จึงเดินเข้ามาคุยกับเนวิน ด้วยความเอ็นดูและสนิท ท่านถามผมว่า “อยู่บ้านไหน? เรียนโรงเรียนอะไร?” ผมตอบตามจริงไปว่า “อยู่บ้านดอนแดงน้ำเกลี้ยง เรียนที่โรงเรียนาข่าวิทยาคม” นอกจากนั้นผมถามท่านกลับไปว่า คุณสอนอยู่ที่โรงเรียนนี้ใช่ไหมครับ? ท่านตอบว่าใช่ ผมว่าท่าทางของท่านใจดีมาก”
เวลาประมาณ ๐๙.๓๐ นาที พวกเราเดินออกจากย่านบ้านหนองโดน โดยมีทางเส้นทางให้เลือกอยู่อย่างน้อย ๒ ทาง คือ หนึ่ง เดินตรงไปซึ่งเราจะเข้าตัวอำเภอบรบือทันที เส้นทางดังกล่าว เป็นถนนคอนกรีต มีความกว้างประมาณ ๓ เมตร มองดูแล้วเป็นถนนทำลายความงามของธรรมชาติของหนองบ่อไม่น้อยเลย กล่าวคือ ถนนเส้นนี้แบ่งแยกหนองบ่อเป็นสองส่วน ส่วนที่ถูกแบ่งแยกนับว่ามีลักษณะเป็นส่วนเกินของการสัญจรโดยจักรยานยนต์และรถยนต์ ส่วนทางที่สอง คือ เดินตามส่วนโค้งของหนองบ่อ ที่เป็นถนนรุกรัง มีบางช่วงใช้หินกรวดทำเป็นถนนไปมา แลเห็นแล้วช่างเป็นเส้นที่ไม่สะดวกนักในการสัญจร
พวกผมเลือกเส้นทางที่สอง เพื่อไม่ให้รายละเอียดบางส่วนขาดหายไปในการเดินสำรวจหนองบ่อ ทางเส้นนี้เข้าใจว่าสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่กั้นน้ำในฤดูฝนที่มีน้ำหลาก เพราะฉะนั้นบริเวณแถบนี้จึงมีลักษณะเป็นป่าทาม นอกจากนี้ถนนเส้นดังกล่าวยังถูกใช้เป็นที่ป้องกันน้ำท่วมเอ่อเข้ามาของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ภายในตัวอำเภอ ระหว่างสองข้างทางมีพืชอย่างต้นกระถินขึ้นเป็นจำนวนมาก พืชดังกล่าวบ่งบอกกับผู้ที่สัญจรผ่านไปมาว่า ถึงขาดน้ำจนธุลีดินแห้งแล้งขนาดไหนก็ตาม มันก็ยังสามารถเติบโตได้อย่างไม่ต้องสนใจสภาพดินฟ้าอากาศ
เราเดินมาได้ระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร สิ่งที่พบเห็นเป็นอันดับต่อมาคือต้นไม้จำพวกต้นยูคาลิปตัส พืชที่ดูดกลืนความสมบูรณ์หน้าดินไปจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในระยะทางประมาณ ๑๐๐ – ๑๕๐ เมตรที่พวกเรากำลังจะผ่านนี้ มีสวนที่ใช้พื้นที่สำหรับปลูกต้นยูคาลิปตัส จากการสังเกตของพวกเราพบว่าบริเวณในแถบนี้น่าจะเป็นป่าทาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนองบ่อ การตัดถนนคอนกรีตผ่านดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นนั้น ได้มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้บริเวณแถบนี้เปลี่ยนแปลงไป
เพราะถ้าหากมันยังมีสภาพเป็นป่าทามเหมือนแต่กาลก่อนแล้วละก็ มันคงเป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งอาหาร และมีประโยชน์สำหรับการทำนาทามรวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้านอีกด้วย แต่น่าเสียดายที่พื้นที่ดังกล่าวมีเพียงต้นกระถิน และต้นยูคาลิปตัสพืชที่ให้ผลผลิตเพียงแค่ครั้งเดียว เราเดินผ่านดงของต้นกระถินและต้นยูคาลิปตัสออกมา เรากลับเจอสภาพที่น่าตกใจยิ่งกว่า สิ่งดังกล่าวคือสภาพทุ่งที่เป็นสาเกลือ มีดินสีแดง เป็นเนื้อที่ที่อยู่ถัดจากริมตลิ่งของหนองบ่อ คาดว่าหากถึงหน้าฝนบริเวณนี้จะถูกแทนที่ด้วยน้ำ ที่เอ่อขึ้นมาจากหนองบ่อ ซึ่งมีสภาพตื่นเขินอยู่แล้ว
ก่อนที่พวกผมเดินมาถึงชุมชนต้นน้ำในเวลาประมาณ ๑๐.๕๓ นาที ผมสามารถรับรู้ถึงความสภาพน้ำที่เสียของหนองบ่อ สามเหตุมาจากจำนวนของต้นก้านธูปมีส่วนทำให้น้ำนิ่งไม่ไหล มันจึงมีส่วนทำให้ผักตบชวาและจอกแหนลอยติดอยู่บริเวณนี้เป็นจำนวนมากและส่งกลิ่นเหม็นเป็นระยะๆ จากนั้นพากผมเดินต่อไป และในเวลาประมาณ ๑๑.๑๕ นาที ผมเดินมาถึงสวนสาธารณะที่อยู่ติดกลับหนองบ่อ ผมชำเลืองเห็นมันในระยะทางห่างๆมันช่างน่าพักผ่อน หรือนั่งเล่นสำหรับคนหนุ่มสาวยิ่งนักแต่พอได้เดินเข้าไปสัมผัสจริงๆ กลับมีน้ำเสียที่ถูกระบายลงมาจากตัวอำเภอบรบือ ซึ่งทำให้น้ำส่งกลิ่นเน่าเหม็นไม่แพ้กันกับที่ได้พบเจอมาก่อนหน้านี้
พูดถึงอำเภอบรบือ อำเภอแห่งนี้มีประวัติความเป็นมา ซึ่งถูกเล่าไว้ในหนังสือ “ประชุมพงศาวดารภาค ๔ และประวัติท้องที่จังหวัดมหาสารคาม” ฉบับพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระสารคามมุนี (เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม) วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๐๖ ว่า ในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ ทางราชการได้จัดตั้งอำเภอขึ้นใหม่ในตัวเมืองมหาสารคาม ๒ อำเภอ คือ อำเภออุทัยสารคาม และอำเภอประจิมสารคาม สำหรับอำเภอประจิมสารคามนี้มีหลวงสารคามการนิคม (โรม เปาริสาร) เป็นนายอำเภอ ภายหลังเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสารประสิทธิเขต ในระยะแรกมีตำบลอยู่ในเขตการปกครอง ๑๐ ตำบล คือ ตำบลเกิ้ง ตำบลท่าสองคอน ตำบลบ่อใหญ่ ตำบลบัวมาศ ตำบลกุดรัง ตำบลกำพี้ ตำบลเขวาไร่ ตำบลหนองคู่ ตำบลบรบือ
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๓ ในสมัยพระเจริญราชเดช (อุ่น) เป็นผู้ว่าราชการเมืองมหาสารคาม ได้สั่งย้ายที่ว่าการอำเภอประจิมสารคามไปตั้งที่ใกล้หนองบ่อและบ้านซำแฮด ให้ชื่ออำเภอนี้ว่าอำเภอท่าขอนยาง ทั้งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่เมืองท่าขอนยางที่ถูกยุบลงเป็นตำบล ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นอำเภอบรบือ และคงนามนั้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน ความหมายของคำว่า “บรบือ” มีผู้ให้ที่มาว่า ตำบลที่ตั้งของอำเภอนี้ซึ่งมีหนองบ่อ ซึ่งเป็นหนองน้ำตามธรรมชาติที่มีความสวยงาม ประกอบกับอำเภอนี้มีบ่อเกลือและบ่อแร่เหล็กที่ขึ้นชื่อลือนาม ดังนั้นจึงมีผู้เรียกขานกันว่า “บ่อระบือ” ต่อมาในภายหลังมีการใช้อักษรเพี้ยนไปจากเดิม จึงกลายเป็น “บรบือ” อาจกล่าวได้ว่าอำเภอบรบือนี้เป็นอำเภอแฝดร่วมกันกับอำเภออุทัยสารคาม ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “อำเภอ” เมืองมหาสารคาม จากที่กล่าวมาจากข้างต้น นี้คือประวัติความเป็นมาของอำเภอบรบือเท่าที่ผมสามารถสืบค้นได้
ผมกับเนวินเดินผ่านสำนักงานเทศบาลตำบลบรบือ วัดบรบือสราราม ศูนย์บริการสาธารณสุขบรบือ และสถานีขนส่งผู้โดยสารอำเภอบรบือ (ใหม่) ตามลำดับ ถัดจากสถานีขนส่งฯ มีเส้นทางเล็กๆตัดขึ้นไปทางทิศตะวันออก ความกว้างโดยประมาณ ๑ – ๑.๕ เมตร จากที่ตรงนี้สามารถมองเห็นถนนสายบรบือ-วาปีปทุมได้ชัดเจนเส้นทางนี้เข้าใจว่าเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านใช้สัญจรนำสัตว์จำพวกวัวและควายไปเลี้ยง พวกเราตัดสินใจเดินตามเส้นทางดังกล่าวนี้ก็เพราะ ถ้าหากเราเดินตรงไปเราจะวนกลับเข้าสู่เส้นทางเดิม
ระหว่างทางที่เรากำลังเดินตัดขึ้นมาเพื่อเข้าสู้ถนนสายบรบือ-วาปีปทุมนั้น ทั้งสองฝั่งของทางที่เราเดินนั้น มีต้นฝ้ายขึ้นเป็นจำนวนมาก ยากที่จะคณานับ ส่วนอีกฝั่งของทางเดินนั้น มีต้นก้านธูปจำนวนเช่นกัน เพราะทางด้านฝั่งดังกล่าวเป็นฝั่งที่อยู่ติดหนองน้ำ จึงทำให้ต้นก้านธูปสามารถขึ้นได้อย่างง่ายดาย จากนั้นเราเดินขึ้นสู้ถนนสายดังกล่าวและเดินต่อไปจนกระทั่งถึงปั๊ม ปตท. บรบือ ที่ซึ่งจุดเริ่มของการสำรวจพวกเราในวันนี้
“เห็นปั๊ม ปตท. เท่ากับว่าเราพิชิตหนองบ่อแห่งนี้แล้ว” นั่นคือสิ่งแรกที่เพื่อนร่วมสำรวจของผมพูดขึ้น “ผมบอกแล้วครับคุณครูถ้ามีน้ำดื่มเนวินไปได้ทุกที่ เป็นไงบ้างครับ ร่างกายของผมผ่านไหมสำหรับการสำรวจใหญ่ที่จะมีขึ้นในเร็วๆนี้?” ผมตอบกลับไปว่า “ใจของนายสอบผ่าน!” จากนั้นเราจึงรีบเดินทางกลับนาข่า แต่พักกินข้าวเที่ยงที่บ้านเหล่ายาว เราถึงนาข่าเวลา ๑๓.๔๐ นาที และนั่นคือการสิ้นสุดสนามแรกในการเดินสำรวจของเรา
การผจญภัยของเราในวันแรก
วันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑ เวลา ๑๒.๑๐ น. ผมและเนวินเริ่มงานการสำรวจเป็นวันแรก ตามจริงแผนการของผมทั้งหมดจะเป็นช่วงเช้าของวันนี้ แต่ทว่าสมาชิกหลายๆ คน ได้ขอร้องให้ผมเลื่อนเวลาออกไปเป็นตอนบ่าย ทั้งนี้เป็นเพราะว่าเพื่อนร่วมสำรวจของผมทั้งหมด ๓ คน อันประกอบไปด้วย นายเนวิน อันทะหวา นายอัจฉริยาภรณ์ ปะกาสังข์ และนายณรงค์ฤทธิ์ หัดที ยังต้องไปพบครูประจำรายวิชาต่างๆ เพื่อส่งงานต่างๆ
งานทั้งหมดของพวกเขาแล้วเสร็จ ในช่วงบ่ายพอดี ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าร่วมการสำรวจได้ทัน ผมถึงจุดที่พวกเราจะเริ่มต้นในเวลา ๑๑.๓๐ น. พักกินข้าวเที่ยงประมาณ ๒๐ นาที
จากนั้นเริ่มออกเดินเมื่อเวลา ๑๒.๑๐ น. พวกเราเดินทางด้านฝั่งขวาของลำน้ำเสียว “เราจะรู้ได้อย่างไรว่าฝั่งที่เรากำลังเดินเป็นฝั่งขวา เนวิน?” ผมถามเนวินด้วยความไม่รู้ “เราต้องหันหลังให้กลับกระแสน้ำไหลไปครับ ตอนนี้ทิศที่ลำน้ำเสียวไปคือทิศตะวันออก เมื่อเราหันหลังให้กลับกระแสน้ำไป เราก็จะทราบว่าฝั่งไหนเป็นหรือขวา ครับ”
“เรื่องนี้ผมไม่ได้นึกขึ้นมาเองนะครับ ร.ศ.ธีรชัย บุญมาธรรม ก็เคยสอนเอาไว้ เมื่อครั้งที่ท่านมาบรรยายที่โรงเรียนของพวกเรา” เนวิน อ้างแหล่งมาของคำตอบเขาอย่างหนักแน่น
พวกเราจำต้องยอมเดินในฝั่งขวาของลำน้ำเสียว ทั้งนี้ก็เพราะว่า ฝั่งขวานี้มีคูดินที่กว้างประมาณ ๓ เมตรซึ่งทำให้ชาวบ้านสามารถนำรถรถยนต์เข้าไปได้อย่างง่ายดาย พวกเราสามารถสังเกตเห็นการสัญจรไปมาโดยยานพาหนะดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เพราะมีลอยรถยนต์หรือจักรยายนตร์อยู่เต็มไปหมดเส้นทาง ในช่างระยะเวลาเริ่มแรกในการเดินของพวกเรานั้น สามารถมองเห็นบ้านหอกลอง หมู่ที่ ๘ และพุทธต้นน้ำที่วัดสว่างสามัคคีได้ชัดเจน สวยงามยิ่งนัก ส่วนอีกฟากหนึ่งของพวกเรา เป็นถนนทางหลวงหมายเลข ๔๐๐๗ ที่มีรถยนต์ขับผ่านอยู่เนื่องๆ ไม่ขาดสาย
ในการใช้ประโยชน์จากลำน้ำเสียว ไม่ได้มีแต่ชาวบ้านจากบ้านหอกลองเท่านั้น ในระยะแรกเริ่มของลำน้ำนี้หากยังมีชาวบ้านบางส่วนจากบ้านค้อ หมู่ที่ ๙ ตำบลหนองจิก ที่ซึ่งมีที่นาติดกับลำน้ำเสียวใช้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน อย่างน้อยๆ ก็ใช้น้ำในการทำนา และใช้ที่นาในการเลี้ยงสัตว์จำพวกโคและกระบือ
ในระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร จากจุดเริ่มต้นของพวกเรา ในลำน้ำเสียวนั้น มีต้นก้านธูปขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกันกับหนองบ่อ พืชดังกล่าวทำให้พวกเรารู้ว่าลำเสียวในช่วงนี้ตื้นเขิน ตลอดระยะทางที่ผ่านมานี้ผมเห็นชาวบ้านนำกระบือจำนวนมากมาลงอาบน้ำที่ลำเสียว หลายๆตัวเมื่อชายตาแลเห็นพวกเราแล้วเกิดอาการหวาดกลัว ถึงกลับวิ่งกันไปคนละทิศคนละทาง ทำราวกับว่าพวกมันเห็นเสือร้ายที่กำลังกระโจนเข้าล่าพวกมัน
มีคำพูดที่เพื่อนร่วมสำรวจของผมพูดระหว่างการแตกตื่นของเจ้าพวกกระบือที่อยู่รายทางที่เรากำลังจะผ่าน “วิ่งครับ คุณครู!” เขาวิ่งออกหน้าผมทุกครั้ง แต่ก็โดนผมวิ่งแซงทุกครั้ง “ผมต้องวิ่งก่อนครับ เพราะผมเสียเปรียบเรื่องรูปร่าง” “สัตว์ที่อันตรายรองจากเจ้าน้องหมาแล้ว รองลงมาคงไม่พ้นเจ้าบักเขาตู้นี้เป็นแน่ เนวิน” ผมแผ่วเสียงบอกเพื่อนร่วมสำรวจของผม ผู้มีรูปร่างอ้วนและใหญ่โต พร้อมๆ กับการหายแบบนับความถี่ไม่ได้
เราเดินมาถึงบริเวณส่วนโค้งหนึ่งของลำเสียว ซึ่งมีต้นตาล ๓ ต้น เราสามารถมองเห็นเถียงนาจำนวนมาก ที่ถูกสร้างไว้ข้างๆทางที่เรากำลังเดินอยู่ ตลอดระยะทาง ๕๐-๑๐๐ เมตรเราจะพบเถียงนาของชาวบ้านเสมอ บางที่มีคนอาศัยอยู่ประกอบกับการเลี้ยงไก่และเป็ด ในส่วนของเป็ดชาวบ้านจะปล่อยให้พวกมันลอยหากินในลำน้ำเสียว ส่วนไก่ก็เช่นเดียวกัน ชาวบ้านจะเลี้ยงโดยการปล่อยให้หากินตามที่นาที่อยู่ติดลำเสียว
ต้นไม้ที่ขึ้นตามลำเสียวนี้ส่วนมาเป็นต้นสะเดา ต้นยูคาลิปตัส บางช่วงของการเดินของพวกเรา สามารถพบเห็นการชาวบ้านจับปลาโดยใช้ตาข่าย หรือที่พบเห็นตลอดทางอย่างไม่ขาดช่วงคือ การดับจับปลาโดย “จั่น” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน อุปกรณ์ชิ้นนี้มีขนาดประมาณ กว้าง ๑๕ เซนติเมตร ยาว ๓๐ เซนติเมตร และสูง ๑๕ เซนติเมตร วิธีในการดักจับของชาวบ้าน พวกเขาจะวางอุปกรณ์ชิ้นนี้ไว้ตามกอหญ้าตามลำน้ำเสียว สถานที่ที่ปลาจะซ่อนตัวจากความอันตราย หากมันที่เคราะห์ร้าย หรือตีคลื่นแรงจนอุปกรณ์ชิ้นนี้สั่น ปลาดังกล่าวก็จะถูกฝาของจั่นปิดงับและกักขังไว้ข้างใน จากนั้นชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของจะมาตามเก็บปลาที่ติดกับดัก หรือที่เรียกกันว่า “ไปยามจั่น”
ผมกับเนวินเดินมาได้ระยะทางประมาณ ๓ – ๔ กิโลเมตร พวกเราได้พบกับคุณตาคนหนึ่งอายุราวๆ ๖๐ ปี ทั้งนี้ ผมชำเลืองไปเห็นเถียงนาของคุณตาคนดังกล่าวเข้า ซึ่งมีเตาสำหรับเผาถ่านขนาดใหญ่ ๒ เตา ด้วยความสนใจในสิ่งที่กำลังพบเห็น ผมตะโกนทักท่านทั้งๆที่ผมยังอยู่อีกฝั่งว่า “พ่อใหญ่ครับ สวัสดีครับ ผมขอถ่ายรูปเตาเผาถ่านใหญ่ของตาแน่ครับ” พอเสียงตะโกนของสิ้นสุด คุณตาคนดังกล่าวก็ทักกลับมาด้วยน้ำเสียงเบาๆ แต่ทว่าพวกเราก็ยังได้ยินชัดว่า “มาถ่ายกะมา!” แน่นอนว่าเสียงที่มาพร้อมกับเสียงท่าน ก็คือ หมาจำนวน ๒ ตัว ที่กำลังเห่าพวกเรา
พวกเรารีบเดินเพื่อที่จะไปยังจุดที่จะข้ามไปอีกฟากหนึ่งได้ มองไปด้านหน้าเป็นสะพานไม้ไผ่เล็กๆ ทันทีเนวินเห็นสะพานไม่ไผ่ ที่ดูท่าแล้วว่า น่าจะพังเป็นแน่เมื่อเขาจะข้าม เขาร้องขึ้นมาทันทีว่า “คุณครูครับ ผมขอรออยู่ฝั่งนี้นะครับ! มันคงรับน้ำหนักผมไม่ไหว” ผมนึกขึ้นมาในใจได้ว่า “ดีละ ได้เวลาแกล้งคนแล้ว!” ดังนั้นผมจึงทำเสียงเข้มออกไปว่า “ข้ามมาด้วยกัน” ผมพูดไปแล้วไม่นาน ผมก็ข้ามสะพานอย่างรวดเร็วและว่องไว ส่วนเนวินด้วยความกังวลในน้ำหนักตัวเอง เพราะกลัวว่าสะพานรับรับน้ำหนักไม่ไหว อีกประการเขาคงไม่ไว้ใจสะพานที่สร้างโดยนายช่างที่เป็นชาวบ้านดังนั้น เนวินจึงออกอาการหน้าซีดขาว มือทั้งสองข้างจับราวสะพานแน่น ไม่พูดจาใดๆ ทั้งสิ้น สมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่ที่การข้ามสะพาน จากนั้นเขาพูดออกมาว่า “ถ้าผมตก ผมก็เปียกเท่านั้นเองครับคุณครู” พูดเสร็จเขาก็สามารถข้ามสะพานมาได้โดยไม่พลาดพลั่งตกลงไปในลำน้ำเสียว
ผมแอบเห็นสีหน้าของเนวิน ภายหลังข้ามมันมาได้ เขาแสดงสีหน้าราวกับมีชัยชนะเหนือลำน้ำแห่งนี้ พร้อมพูดขึ้นมาว่า “สบายมากครับ”
จากนั้นเราจึงเข้าไปพูดคุยกลับคุณตาคนที่ผมได้ตะโกนทักทายไปก่อนหน้านี้ “ตาครับ! สวัสดีครับ ตาคือเตาเผาถ่านเตาใหญ่แท้ครับ? ปั้นผู้เดียวเลยบ่ครับ?” นั้นคือคำถามที่ผมถามท่าน คุณตาท่านตอบสั่นๆมาว่า “แมน ปั้นผู้เดียว” จากนั้นผมถามท่านต่อไปว่า “เผาถ่านมาแล้วจักปีครับ?” เช่นเดิมท่านตอบกลับสั่นๆเบาๆว่า “สามปีแล้วที่ทำอาชีพนี้”
ไม่นานจากการตอบคำถามของผมอีกครั้ง ท่านก็เอ่ยถามกลับมาว่า “พากันยางมาจากไส? คือได้มาสำรวจ?”เนวินตอบขึ้นแทนผมทันที่ว่า “พวกผมยางมาจากหนองบ่อครับใหญ่” ในระหว่างนั้นผมมองไปยังบริเวณรอบที่นาในละแวกนี้ ทำให้ผมนึกคำถามสำคัญขึ้นมาได้ว่า “ล้ำน้ำเสียวเฮา มันเคยเอ่อขึ้นมาท่วมไฮ่นาไทบ้านบ่ครับ?” ท่านมองมายังผมและเนวิน แล้วค่อยตอบปัญหาที่เราถามคืนมาว่า “ปีที่แล้วมีแน่ยุ แต่บ่โดน มันท่วมไฮ่นาของตา ต่อหน้าพวกเฮานี้ประมาณ ๒ – ๓ มื้อ” “อีกอย่างน้ำในแถบนี้ส่วนมากไปทางเค็มหลาย”
ผมได้ขอทราบชื่อและนามสกุลของท่าน ผู้ที่ให้ข้อมูลกับเราเกี่ยวกับล้ำน้ำเสียว ชื่อของท่านคือ บุญชื่น มูลดี อายุ ๖๕ ปี พวกเราจึงขอกราบขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ ที่อุส่าให้ข้อมูลแก่พวกเราและยังให้อนุญาตพวกเราถ่ายภาพเตาสำหรับเผาถ่านของท่าน
พวกเรากล่าวลาจากคุณตาบุญชื่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเราเดินต่อไปยังที่หมายต่อไป แต่ไม่รู้ว่าจะได้พบกับอะไรอีก พวกเราเปลี่ยนมาเดินยังฝั่งซ้ายของลำน้ำเสียว เราเริ่มพบต้นไม่อีก ๒ – ๓ ที่ขึ้นต้นเรียงรายตามคูดินของลำน้ำเสียว ที่ผมกับเนวินกำลังเดินอยู่ ต้นไม้ที่ว่าคือ ต้นขี้เหล็ก ต้นมะขามเทศ (รสฝาด) ถัดไปเป็นแถวหน้าเรียงหนึ่งของต้นยูคาลิปตัส จากนั้นเป็นต้นพุทรา (หมากทัน) และต้นตาล
ส่วนสัตว์จำพวกแมลงมีตั๊กแตนตำขาวที่กระโดดและโบยบินไปมา มองแล้วก็อยากจะวิ่งไล่จับเหมือนกับช่วงวัยเด็ก มีตั๊กแตนชนิดดังกล่าวหนึ่งตัว ที่บินเข้ามาใกล้พวกเรา จนกระทั่งผมสามารถจับมันได้โดยไม่ยากนัก “นี้คือตั๊กแตนโหย่งโย้ ดูขาของมันครับ ขาของมันทำให้มันถูกเรียกอย่างนั้น” เนวินพูดไปหัวเราะไป ซึ่งทำให้ผมไม่แน่ใจในข้อมูลที่เพื่อนร่วมสำรวจให้กับผมมา
จากเตาเผาถ่านของคุณตาบุญชื่น มูลดีมาประมาณ ๑ กิโลเมตร ในลำน้ำเสียวมีต้นก้านธูปขึ้นเป็นจำนวนมาก มีต้นแกขึ้นข้างๆริมน้ำ บนคูดินของลำน้ำมีต้นยูคาลิปตัส แต่ทว่าไม่มากเหมือนที่ผ่านมา จากจุดๆ นี้สามารถมองเริ่มมองเห็นบ้านเรือนของชาวบ้านจากบ้านโคกลี่ หมู่ที่ ๑๐ และบ้านโคกสำราญ หมู่ที่ ๑๒ ตำบลหนองจิก อำเภอบรบือ
ก่อนเข้าหมู่บ้านดังกล่าวมีบ้านเรือนของชาวบ้านตั้งอยู่ข้างลำน้ำเสียว มีต้นกระถินและต้นไผ่ขึ้นชุม เสียงเห่าของสุนัขทำให้ชาวบ้านมองพวกเราราวกับว่าเป็นผู้ร้าย แต่ด้วยความใจดีของเจ้าของสุนัข ทำให้พวกเราไม่โดนคมเขี้ยวที่ดุร้ายของพวกมัน ยิ่งในช่วงระยะเวลานี้แล้วพวกเรายิ่งได้ยินข่าวเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้ากันจ้าละหวั่นทำให้ความอันตรายของเจ้าสัตว์ชนิดนี้มีพิษเท่าทวี
การเดินทางสำรวจด้วยความเป็นมิตรและสุภาพของพวกเรา เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมกับเนวิน ไม่ถูกมองอย่างนั้น เพราะในทุกๆที่และทุกครั้งที่พบชาวบ้านพวกผมจะกล่าวคำว่า “สวัสดี” รวมทั้งคำว่า “ขอบคุณ” เมื่อพวกเขาช่วยให้เราได้ข้อมูลเกี่ยวกับลำน้ำเสียว ประวัติหมู่บ้าน หรือวัดต่างๆ ที่พวกเราสนใจ พวกเราเดินมาถึงบ้านโคกลี่และโคกสำราญ ทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวสวยงามนัก การแบ่งเขตพื้นที่การปกครองของหมู่บ้านทั้งสองชาวบ้านบอกกับพวกเราว่า “ได้ใช้ถนนทางเข้าหมู่บ้าน เส้นที่อยู่ต่อหน้าพวกเรานี้ เป็นเส้นแบ่งกลางระหว่างหมู่บ้านทั้งสอง”
ที่ประตูทางเข้าหมู่บ้านมีร้านขายน้ำปั่นราคาแก้วละ ๑๐ บาท ผมสั่ง ๒ แก้ว สำหรับเนวินและผม จากนั้นเราเดินเข้าไปยังใจกลางชุมชนเพื่อซื้อน้ำดื่ม ที่หมดไประหว่างเดินทาง เดินไปประมาณ ๑๐๐ เมตรจากทางเข้าหมู่บ้านที่เราผ่านมา พบร้านขายของชำเล็กๆ พวกเราซื้อน้ำดื่มไป ๔ ขวด จากนั้นชายผู้เป็นเจ้าของร้านขายของชำดังกล่าว ได้เล่าเกี่ยวกับประวัติของหมู่บ้านท่านให้กับทางเราฟังผมได้ไถ่ถามท่านถึงอาชีพอื่นๆ ว่า “นอกจากเปิดร้านขายของชำแห่งนี้ ท่านทำอาชีพอะไรอีก?” ท่านตอบพวกว่า “เคยเป็นผู้ใหญ่บ้าน” เสียดายที่ผมไม่ทราบนามของท่าน แต่ก็กราบขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ที่อุส่าให้ข้อมูลแก่ผมและเนวิน
ท่านได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านของท่านไว้ว่า “เดิมบ้านโคกลี่กับบ้านโคกสำราญเป็นหมู่บ้านเดียวกัน พากันย้ายมาตั้งหมู่บ้านอยู่นี้นานแล้วน่าจะหลาย ๑๐๐ ปีโดยมาจากบ้านหอกลอง ดังนั้นอยู่ที่บ้านบ้านหอกลองจึงมีเจ้าพ่อปู่จูมคำ ส่วนบ้านโคกลี่โคกสำราญมีเจ้าพอปู่จูมเงิน ซึ่งศาลของท่านตั้งอยู่ที่ข้างลำน้ำเสียว” ผมถามต่อไปอีกว่า “ทั้งสองหมู่บ้านนี้ใช้วัดนำกันแมนบ่ครับ?” “ครับ แมน!”ท่านตอบคำถามผมสั่นๆ
สำหรับผมและเนวิน เมื่อได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับผีที่คอยคุ้มคองชาวบ้านเป็นครั้งแรก พวกเรากลับอยากรู้จักที่มาของของผีตนนี้ให้มากยิ่งขึ้น แต่ก็น่าเสียเหลือ ท่านบอกกลับเราในเรื่องนี้ได้ไม่มากนัก ท่านบอกแต่เพียงว่า “ศาลเจ้าพ่อปู่จูมเงินมีมานานแล้ว น่าจะราวตั้งแต่ผู้คนย้ายมาตั้งหมู่บ้านนี้”
พวกเราได้ข้อมูลตามที่เราต้องการพอสมควรแล้ว ผมและเนวิน จึงยกมือไหว้ท่าน และกล่าวคำว่า “ขอบคุณครับพ่อผู้ใหญ่ ได้เวลาที่จะต้องเดินต่อแล้วครับ”
พวกเราละจากท่านมาโดยผ่าน “วัดบ้านโคกลี่โคกสำราญ” ย้อนกลับมาทางเดิม เพื่อกลับมาเยี่ยมชมศาลเจ้าพ่อปู่จูมเงินที่อยู่ข้างลำน้ำเสียว พวกเราได้ถ่ายรูปศาลดังกล่าวเพื่อใช้อ้างอิงในการเขียนบันทึกเสร็จจากที่ตรงนี้เรียบร้อยแล้ว พวกเราออดเดินต่อไป ผ่านบริเวณฝายของบ้านโคกลี่โคกสำราญโดยการเดนบนคูดินฝั่งขวาเช่นเดิม คูดินของลำน้ำเสียวในบริเวณนี้ค่อนข้างสูง ความสูงของมันประมาณ ๓-๕ เมตร เราพบชาวบ้านซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นของบ้านโคกลี่โคกสำราญ ประมาณ ๔-๖ คน ๑ – ๒ ในหมู่พวกเขากำลังจับปลาไหลโดยเครื่องมือที่เรียกกันว่า “เหล็กแทงปลาไหล” ส่วนที่เหลือพากันกำลังรื้อผักตบขึ้นจากหนองข้างๆลำเสียว
“อ้ายครับ พอจะบอกผมเกี่ยวกับที่มาของเจ้าพอปู่จูมเงินได้บ่?” ผมถามพวกเขาพร้อมกับยกมือไหว้ พวกเขาตอบผมว่า “อ้ายกะบ่ฮู้คือกัน เข้าไปถามเจ้าอาวาสในวัดเบิ่งเด้อ พระครูเพิ่นน่าจะรู้” ผมขานรับ “ครับผม ของคุณครับ สวัสดีครับ” แล้วก็ยกมือไหว้
ถัดจากหมู่บ้านออกมาตามลำเสียวประมาณ ๑๐๐ เมตร ผมวัดความลึกของลำน้ำเสียวด้วยการลงเล่นน้ำ ความลึกของลำน้ำเสียวในช่วงที่ผมลงเล่น มีความลึกโดยประมาณ๑.๕ เมตร ถึงแม้อากาศจะร้อนจวนจะเป็นลมแดดก็ตาม แต่น้ำในลำน้ำเสียวก็เย็นสบาย เพื่อนร่วมเดินทางตะโกนถามผมอยู่บนเนินดินที่เป็นคูน้ำว่า “น้ำลึกบ่ครับ” ระหว่างที่ผมกำลังลอยข้ามไปอีกยังฝั่งของลำน้ำเสียว ผมว่ายน้ำราวกับนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิคก็ไม่ปาน เพื่อนผู้รูปร่างใหญ่โตของผมคงเห็นการว่ายน้ำของผมนี้กระมั่ง จึงทำให้เขาคิดว่าน้ำมันลึก
หลังจากคำถามของเพื่อนนักสำรวจผมจบลง ผมก็หยุดว่ายแล้วยืนอยู่กลางลำน้ำ เขาหัวเราะขึ้นเสียงดังท่ามกลางทุ่งกว้างที่ไม่มีใครนอกจากผมและเขา “มันลึกซ่ำนี้ติครับ คุณครู?” เนวินพูด ผมตอบพร้อมๆกับการหัวเราะขึ้นเช่นกันว่า “ท่วมหัวโป้ตีนผมครับ!” “คุณครูคือเฮ็ดคือมันลึกแท่ครับ?” “ผมกะว่าจะหลอกเนวินให้ลงมาเล่นด้วยกัน แต่ว่าไม่สำเร็จ “อย่างผมบ่ต้องว่ายน้ำก็ลอยได้ครับ” เนวินพูดแล้วก็ยิ้ม พร้อมกับท่าทีมีชัยว่า “ไม่ง่ายนักที่จะหลอกให้ผมลงน้ำได้”
ต่อจากนั้นพวกเราเดินไปยังสะพานไม้ที่เป็นฝีมือการสร้างของชาวบ้าน ถึงแม้ว่าจะเป็นฝีมือของชาวบ้านแต่ก็อยู่ในสภาพใช้การได้ดี ไม่มีอาการของการผุพังแต่อย่างไร ความกว้างของสะพานแห่งนี้ประมาณ ๕๐ เซนติเมตร นี้นับว่าเป็นสะพานจุดที่ ๒ ที่พวกเราได้เห็น นับตั้งแต่เดินมาในวันนี้ พวกเราจัดเก็บภาพและพักเหนื่อยที่สะพานนี้ประมาณ ๑๕ นาที แล้วเดินต่อไป พวกเราชำเรืองเห็นเส้นที่พวกเรากำลังเดินอยู่ มีสภาพที่ดีกว่า นั้นจึงเป็นเหตุผลทำให้พวกผมไม่ข้ามสะพานดังกล่าวไปยังอีกฟาก
ทางด้านฝั่งขวาของสายน้ำ มีต้นสะแบงที่มีใบสีแดงและเขียวสลับกันสวยงามมาก เราเดินต่อไปจนกระทั่งถึงฝายบ้านหัวนาในเวลา ๑๔.๔๓ นาที ผมเดินดูฝายดังกล่าวนานเอาการ และก็เริ่มสงสัยในวิธีการแก้ไขปัญหา โดยวิธีการสร้างฝายว่า “มันสามารถช่วยชาวบ้านได้จริงๆหรือ?” ผมเห็นการไม่ไหลเวียนของน้ำแล้วทำให้รู้ว่า “นี้คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลำน้ำเสียวตื้น” การไหลเวียนของน้ำจะช่วยทำให้หน้าดินใต้น้ำถูกพัดพาไปด้วย และจะทำให้ลำน้ำมีความลึกเพิ่มขึ้น นี้เป็นการแบบวิธีการธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นให้แก่มนุษย์ แต่การสร้างฝายได้ละทิ้งซึ่งสิ่งที่ว่านี้ไป ชาวบ้านอาจมีน้ำใช้สำหรับการเพราะปลูก แต่ชาวบ้านจะได้รับสภาพของลำน้ำที่เสื่อมทรามลงเช่นกัน การสร้างฝายเพื่อกักเก็บน้ำในลักษณะเช่นนี้ สำหรับผมแล้วมันจึงเป็นการทำลายทั้งธรรมชาติและสายสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้านอีกด้วย
พวกผมเร่งความเร็วฝีเท้าในการเดินเพื่อจะเข้าสู่ของบ้านเขตบ้านกำพี้ให้เร็วขึ้น ดังนั้นพวกผมจึงไม่ได้แวะพักหรือเยี่ยมชม บ้านเป้า หมู่ที่ ๑๕ ตำบลกำพี้ อำเภอบรบือ แต่ในระหว่างการเดินทางอันรีบเร่งนี้ ผมสะดุดล้มโดยไม่ทันระวังตัว และแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโดนอะไร มองกลับไป! คือ กับดับสัตว์ที่ชาวบ้านทำไว้สำหรับป้องกันหมาที่จะเข้ามาขโมยสัตว์เลี้ยงของพวกเขา นั่นก็คือเป็ดและไก่ เพราะต่อหน้าเราไปไม่ไกลนัก ปรากฏว่ามีเล้าสำหรับเลี้ยงสัตว์จำพวกดังกล่าวอยู่ ๑ หลัง มันคงเป็นเล้าเจ้าของเดียวกันกับบ่วงที่ทำให้ผมสะดุดล้มเป็นแน่
การหกล้มในครั้งนี้ เพื่อนนักสำรวจตัวโตซึ่งเดินตามหลังผมมาบอกว่า “คุณครูเป็นล้มแดดใช่ไหม?” “ไม่ครับ” ผมตอบ “คุณครูดูนี้ครับ! มันคือกับดักสำหรับจับสัตว์ของชาวบ้าน พวกเขาคงทำมันขึ้นมาเพื่อป้องกันขโมยหรือสัตว์อื่นๆ” เนวินพูด และจากนั้นเขาก็ชี้ไปที่จุดอันเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมหกล้มระหว่างเดิน
กับดักดังกล่าว คือ “บ่วง” ที่ใช้ลวดผูกโยงเข้ากับหลักที่เป็นไม้ไผ่ ผมตอบกลับทันทีว่า “ผมไม่ใช่ทั้งสองอย่างที่ว่านะ” ต่อจากนั้นเขาก็เริ่มหัวเราะผมที่เดินซุ่มซ่ามไม่ระวัง “ผมว่าถ้าเป็นเนวิน หลักไม้ไผ่ดังกล่าวคงไม่สามารถใช้ได้เป็นแน่ มันคงกระเด็นขึ้นมาจากดินเป็นอย่างแน่นอน” การหกล้มเรียกเสียงหัวเราะระหว่างทางได้นานเลยที่เดียวระหว่างผมและเนวิน
เพื่อนตัวโตของผม ยังบอกกับผมอีกว่า “นี้คือสาเหตุที่ผมไม่เป็นผู้นำ ไม่ว่าการเดินทางที่ไหนๆก็ตาม” ถัดจากที่ผมเดินสะดุดมาประมาณ ๔๐ เมตร เราพบคูดินที่ถูกตัดขาด พิจารณาแล้วน่าจะเกิดจากการที่น้ำในที่นาของชาวบ้านละแวกนี้ ไม่สามารถระบายลงสู่ลำเสียวได้ทันในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา สัตว์ที่เราพบในระหว่างนี้ คือ นกกระจอกและกิ้งก่า ส่วนต้นไม้มีต้นแคป่าจำนวนมาก
พวกเราเดินตามคูดินของลำน้ำเสียวเพื่อที่จะมุ่งตรงเข้าสู่เขตบ้านกำพี้ (ซึ่งมี ๒ หมู่ คือ หมู่ที่ ๑ และหมู่ที่ ๑๒) ตามที่ได้ตั้งใจไว้ ทางด้านฝั่งขวามือคือบ้านเป้าพวกเราสามารถมองเห็นบ้านเรือนของชาวบ้านนับได้ประมาณ ๖ - ๘ หลัง ส่วนตรงหน้าของพวกเรา ในระยะทางประมาณ ๘๐๐ เมตร คือ บ้านเหล่ากา หมู่ที่ ๓ ตำบลกำพี้
พวกเราเดินตรงมาเรื่อยๆ ทำให้ได้เห็นชาวบ้านหลายๆคนกำลังจับปลาด้วยตาข่าย บางส่วนใช้ลำน้ำเสียวเพื่อเลี้ยงสัตว์ มีสัตว์จำพวก ไก่ เป็ด วัวและควาย บางส่วนมีการปลูกพืชตระกูลถั่ว นั่นคือ “ปอเทือง” ที่ให้สีเหลืองอร่าม ชาวบ้านบ้านเป้าบางส่วน มักจะปลูกพวกมันไว้ในที่นา ข้างๆลำน้ำเสียว ความงามของมันทำให้ผมเผลอมองอยู่ไม่ขาด และในทุกๆ ครั้งที่มองมัน เจ้าดอกไม้สีเหลืองชนิดนี้ก็มักที่จะส่งผ่านความรู้สึกเช่นเดิมเสมอๆ คือ ความสึกสดใสและผ่อนคลาย
พวกเราข้ามถนนเส้นเข้าสู่หมู่บ้านเป้ามาได้ระยะทางประมาณ ๕๐ เมตร พวกเราถึงฝายบ้านเป้า เวลา ๑๕.๒๕ นาที บริเวณมีการตั้งบ้านเรือนข้างลำน้ำเสียวนับได้จำนวน ๒ หลัง มีบัวแดง ผักตบชวา และต้นก้านธูปเป็นจำนวนมากในลำน้ำเสียว ก่อนที่จะถึงสะพานที่เป็นถนนทางหลวงหมายเลข ๔๐๐๗ (สะพานก่อนที่จะถึงทางเข้าบ้านเป้า) มีทางน้ำไหลเป็นล่องหิน มีการกัดเซาะของสายน้ำให้เห็นเป็นระยะๆ จากจุดนี้ผมมองเห็นวัดบ้านเหล่ากาได้ชัดเจน
พอข้ามสะพานและเดินต่อมาได้ระยะทางประมาณ ๑๐๐ เมตร ลำน้ำเสียวมีความกว้างประมาณ ๓ – ๕ เมตร มีน้ำน้อย แต่ทว่าก็มีการเลี้ยงสัตว์เหมือนๆที่ผ่านมา บางช่วงมีการปลูกพืชผักสวนครัวนานาชนิด ผมเดินต่อมาเรื่อยๆได้เวลาประมาณ ๑๕ นาที สิ่งที่ได้พบ คือ ซากสะพานไม้ที่ไม่สามารถใช้การได้ นอนทอดกายขวางลำน้ำอยู่
มีชาวบ้านชายคนหนึ่ง อายุราวๆ ๔๕ ปี จากบ้านเจริญศิลป์ หมู่ที่ ๑๑ ตำบลกำพี้อำเภอบรบือ บอกกับพวกเราว่า “สะพานพังเพราะน้ำท่วมปีที่แล้ว ปีที่แล้วช่วงน้ำมา น้ำไหลแฮงคัก บางช่วงไหลออกมาท่วมที่นาชาวบ้าน ต่อหน้าพวกเฮานี้คือที่นาพ่อ โชคดีมันบ่ทำให้ข้าวพ่อเสียหาย มันท่วมอยู่บ่นาน ประมาณ ๓ – ๔ มื้อ ถ้าเป็นจั่งว่าพ่อคือซิขาดทุน” ผมขอร้องให้เนวินเก็บภาพสะพานดังกล่าว ที่พังทลายลงจากพิโรธของลำน้ำเสียวในยามน้ำหลาก การถูกน้ำพัดจนพังนี้ช่างแสดงถึงความไร้เหตุผลของธรรมชาติ นี้คือความคิดของผู้คนโดยทั่วไป แต่เหตุที่พวกเขาประสบสำหรับผมแล้ว มันล้วนแต่มีเหตุผลรองรับอยู่เสมอ
พวกเราละจากสะพานไม้อันปราชัยที่เกะกะไป โดยเดินต่อไปยังเป้าหมายที่เราตั้งไว้ในวันนี้ คือ ฝายบ้านกำพี้ ผมและเนวินเดินบนคูดินทางด้านฝั่งขวา เดินไปได้ยังไม่ถึง ๕๐ เมตร พวกเรากลับต้องเดินกลับมาอย่างแทบเอาตัวไม่รอด เจ้ามะหมาสี่ขา สัตว์ที่เป็นคู่อาฆาตในการเดินศึกษาสำรวจของพวกเรา วิ่งออกมาจากเถียงนาของชาวบ้าน พร้อมกับส่งเสียงอันเป็นสัญลักษณ์ว่าไม่อนุญาตให้ผ่านไป พวกเรารู้โดยที่ ตั้งแต่มันยังไม่ได้ทันส่งเสียงเห่าด้วยซ้ำ
เนวินกระซิบอยู่ด้านหลังผมว่า “ไปอีกฝั่งหนึ่งก็ได้ครับคุณครู” ผมไม่ไม่พูดจาใดๆ แต่รีบหนีออกจากบริเวณดังกล่าวทันที ผมพูดตลกๆว่า “พวกเราคงหน้าตาเหมือนผู้ร้ายกระมั่ง! มันจึงได้ขยันเห่าพวกเราทุกๆที่ที่เราไป” พวกเราเปลี่ยนไปใช้ฝั่งซ้ายซึ่งเป็นที่โล่งและเหมาะแก่การสัญจรพอกัน พวกเราเดินไปได้ประมาณอีก ๔๐๐ เมตร เราได้พบเพชรเม็ดงามแห่งท้องทุ่งอันร้อนแรงเข้าแล้ว
“มันคือต้นอีหยังครับคุณครู?” เนวิน ถามผมพร้อมกับสายตาที่ยังมองต้นไม้ดังกล่าว แน่นอนคำตอบของผมได้ทำเพื่อนตัวโตผิดหวังอีกครั้ง “เมื่อไม่รู้เราต้องเข้าไปดูใกล้ๆ” พูดยังไม่ทันจบ พวกเราแทบจะกระโจนเข้าหามัน โดยลืมความเหนื่อยของการเดินทางมาทั้งวันไปชั่วขณะ ต้นไม่ที่ส่งสีสันผ่านดอกอันสวยงามกลางทุ่งนานี้ ไม่ได้มีเพียงต้นเดียวในท้องนาที่เรากำลังเดินเข้าไป มันกลับขึ้นเป็นระยะๆ ให้ผมสามารถมองเห็นได้ ยิ่งเมื่อเวลาเกศรของมันต้องลมร้อนอบอ้าวและโบกสะบัดไปมา ยิ่งทำให้มันมีความน่าหลงใหล ชวนให้ไม่กระพริบตา
ผมและเนวิน แถบไม่พูดจาใดๆทั้งสิ้น เมื่อต่างฝ่ายต่างมองมันด้วยความสงสัยใคร่อยากรู้ชื่อของมัน ในหนึ่งดอกของเจ้าดอกไม้ชนิดนี้ มีสีขาวปนเหลืองอ่อน ส่วนใบมีสีเขียวเหมือนไม้ยืนต้นทั่วๆ ไป พวกเราถ่ายภาพกับดอกไม้ชนิดนี้นานเอาการ ประมาณ ๓๐ นาทีได้ จากนั้นพวกเราจึงเดินต่อไป เราเดินมาถึงจุดที่พวกเราวางแผนเอาไว้สำหรับวันนี้ นั่นคือ ฝายบ้านกำพี้ ในเวลา ๑๖.๔๖ นาที หลังจากถึงจุดหมายที่วางไว้ในวันแรก พวกเราแยกย้ายกันไปพักผ่อน เก็บแรงไว้เพื่อเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น ดังนั้น พวกเราเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ โดยที่ผมหวังว่าการพักผ่อนในระยะเวลา ๘ ชั่วโมงต่อวัน น่าจะทำให้พวกเขาพื้นกำลังกลับมาเดินทางและศึกษาได้ต่ออย่างเต็มที่
จากกำพี้ถึงหนองแสงขี้เหล็ก
วันอังคารที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑ วันที่สองของการท่องเที่ยวตามคลองลำน้ำเสียว การเยี่ยมชมทิวทัศน์และธรรมชาติในแบบอีสานบ้านนา นับว่าทำให้ผมมีความสุขใจในแบบที่ยากจะบอกผ่านเป็นตัวหนังสือได้ ในช่วงเช้าของวันนี้ พวกเราได้มอบเวลาทั้งหมดที่เรามีอยู่ให้กับการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ในเมื่อวานที่ผ่านมา ในตอนนี้ผมกำลังจัดทำ “บันทึกการศึกษาสำรวจอารยะธรรมลำน้ำเสียวใหญ่”
ส่วนเนวินก็เช่นเดียวกันกับผม เขายุ่งอยู่กับการคัดสรรและเลือกหาถ้อยคำที่ไพเราะ เพื่อที่จะมาผูกโยงเป็น “บทกวีที่จะสะท้อนชีวิตของผู้คนในลุ่มน้ำเสียว” พวกเราเริ่มออกเดินทางจากฝายบ้านกำพี้ ในเวลา ๑๓.๐๕ นาที เราเลือกเดินทางด้านฝั่งขวาของลำน้ำเสียวเช่นเคย ทางด้านนี้ พวกเรามองเห็นบ้านเจริญศิลป์ได้อย่างถนัดถึงแม้ว่าจะเริ่มมีต้นไม้ขึ้นบ้างตามคูดินทั้งสองฝั่ง
ช่วงแรกของการเดิน มีต้นไม่นานาชนิดขึ้นเต็มทั้งสองฝั่ง แต่ที่เราพอที่จะรู้จักมี ต้นข่อย ต้นเปือย ต้นมะขาม ต้นยูคาลิปตัส ต้นสะแบงและต้นไผ่ ถัดมามี “ต้นตาดำตาแดง” ชื่อนี้คือชื่อที่เพื่อนร่วมเดินทางของผมเรียกในท้องถิ่นเขา แต่ถ้าเป็นท้องถิ่นของผมจะเรียกว่า “ในหมากล่ำตาควาย” เนวิน ถึงกับหัวเราะสนั่นเมื่อได้ยินชื่อของมันพวกเราเดินมาได้ประมาณ ๓๐ นาที เราเห็นนกจำนวนมาก แต่ที่พอรู้จักได้จากการมองและได้ยินเสียงร้องมี นกกาเหว่า นกกระเต็น นกเอี้ยง นกกระจอก นกขอดและนกหัวขวัญ
ถึงแม้จะเดินมาเกือบๆระยะทางได้ ๑ – ๒ กิโลเมตร พวกเราหันหลังมองกลับไป ก็ยังสามารถมองเห็นสิมบกของวัดบ้านกำพี้เจริญศิลป์ได้
คูดินทั้งสองฝั่งบางช่วงมีต้นแกเป็นจำนวนมาก และมีต้นผักก่าม ที่เราเพิ่งรู้จักในวันนี้ จากการถามผู้รู้หลายๆคน แต่ทว่าไม่มากนัก ส่วนความกว้างของลำน้ำเสียวตั้งแต่เดินมา ประมาณ ๕ – ๗ เมตร และว่ามีน้ำน้อยและตื้นเขิน บางช่วงสามารถมองเห็นพื้นดินในน้ำได้ มีช่วงหนึ่งของลำเสียวที่อยู่ตีนบ้านกำพี้ มีความคดเคี้ยวมากกว่าทุกที่ๆที่เราเคยเห็นมานับตั้งแต่ออกสำรวจ ทั้งสองข้างฝั่งของลำน้ำเสียว ล้วนแล้วแต่เป็นที่นาของชาวบ้าน ซึ่งน่าจะใช้น้ำจากสายน้ำเสียวนี้ในการค้ำชูการเติบโตของข้าว
ถัดจากที่ดังกล่าวมาไม่ห่างกันมากนัก มีต้นตาล ๒ ต้น ขึ้นเคียงคูกัน ตลอดระยะทาง ๕๐๐ เมตร เราจะพบเถียงนาที่มีเล้าสำหรับเลี้ยงเป็ดและไก่ และในทุ่งนาข้างๆก็มักจะมีโคถูกปล่อยเลี้ยงไว้ ไม่พบกระบือ พวกเราเดินไปเรื่อยๆ เราเริ่มสังเกตได้ว่าความกว้างของลำน้ำเสียวมีขนาดเพิ่มขึ้น จากเดิมประมาณ ๕ – ๗ เมตร แต่ช่วงที่เพิ่มนี้ มีขนาดประมาณ ๑๐ เมตรได้
ผมเริ่มมองเห็นวัดอยู่ทางตรงกันข้ามกับพวกเรา ระยะทางน่าจะประมาณ ๑.๕ กิโลเมตรได้ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นวัดของบ้านอะไร รู้เพียงแต่ว่าหมู่บ้านที่อยู่ต่อมาจากบ้านเจริญศิลป์ คือ บ้านแดงน้อย หมู่ที่ ๒ ตำบลกำพี้ เราเดินต่อไปเรื่อยโดยไม่ทันได้สังเกตอะไรทั้งสิ้น ดังนั้น ผมและเนวิน จึงเดินหลุดออกจากเส้นทางของลำน้ำเสียว ไปยังห้วยเชียงคำ โดยที่พวกเราเข้าใจว่า เส้นทางที่พวกเราเดินมานั้น แท้ที่จริงคือลำน้ำเสียวระหว่างที่ไม่รู้ตัวว่าเดินหลงทางอยู่นั้น ผมมองเห็นต้นไผ่และต้นยูคาลิปตัสจำนวนมาก ฝั่งคูดินที่พวกเราเลือกใช้เป็นเส้นทางนั้น นับตั้งแต่ฝายบ้านกำพี้ ไม่สามารถนำยานพาหนะใดๆเข้ามาสัญจรได้
เวลา ๑๔.๒๖ นาที พวกเรามายืนอยู่ที่ฝายปากห้วยเชียงคำ ณ ที่แห่งนี้ทำให้พวกเรารู้ตัวว่าเรามาผิดเส้นทางแล้ว โดยที่พวกเราพิจารณาทิศทางของคลองเชียงคำ ที่เริ่มจะนำพวกเราไปอีกยังฟากหนึ่งของบ้านกำพี้ กล่าวคือ เรากำลังจะอ้อมบ้านกำพี้ ถ้าหากเราเดินตามคูดินของห้วยเชียงคำไปเรื่อยๆ
ในระหว่างไม่แน่ใจในเส้นทาง เนวินนักสำรวจตัวโตและตัวผม ต่างคนต่างถามคำถามเดียวกันว่า “เรามาถูกทางใช่ไหม?” คำตอบที่ได้กับมาเหมือนกันคือ “ผมไม่รู้!” ในไม่นานนัก เนวินควักเครื่องมือนำทางชิ้นเดียวที่พวกเรามีอยู่ขึ้นมา แน่นอนว่าเครื่องดังกล่าวย่อมเป็นความหวังเดียวที่พวกเรามีอยู่มันคือ “Google Earth” ในโทรศัพท์มือถือ จากเจ้าเครื่องนี้ยิ่งทำให้เรามั่นใจว่าหลงทาง ดังนั้น เราจึงต้องเดินกลับไปเพื่อค้นหาจุดที่คลองเชียงคำไหลลงมารวมกับลำน้ำเสียว
เป็นเรื่องที่แปลกมาก เราเดินวนอยู่หลายรอบเรากลับไม่เห็นจุดนั้น ทั้งนี้เป็นเพราะสิ่งลี้ลับหรือกระมัง? ที่ไม่เปิดทางให้เราได้เดินไปอย่างง่ายๆ ประกอบกับบริเวณดังกล่าวมีต้นไผ่ขนาดใหญ่ๆ ขึ้นเป็นมาก ปิดบังทางที่ลำน้ำเสียวไหลไป อีกอย่างพวกเรายังไม่ทันมองไปยัง เพราะมัวแต่ชมนกชมไม้ระหว่างทาง เพราะกลัวว่าจะตกในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่รอบๆ ลำน้ำเสียว
ผมเดินย้อนกลับมาโดยตัดผ่านทุ่งนามาประมาณ ๔๐๐ – ๕๐๐ เมตร ได้พบกับเด็ก ๓ คน ซึ่งกำลังเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน พวกเราได้ถามพวกเด็กๆ กลุ่มนี้ว่า “จุดที่ห้วยไหลลงมารวมกันยุไส?” พวกเขาตอบเป็นเสียงเดียวกัน ในความเป็นเจ้าถิ่นว่า “แยกต่อหน้าพวกอ้ายนี้ละครับ! แต่ต้องข้ามมาทางนี้! แล้วกะทางข้ามมาฝั่งนี้อยู่ไกล!”
“ดังนั้น พวกอ้ายต้องยางข้ามคลองน้ำนี้มา (ลำน้ำเสียว) บ่ลึกครับ แต่ก็ท่วมหัวอยู่ แต่ว่าบ่ท่วมมือ” ว่าแล้วพวกเขาก็แสดงความลึกของลำน้ำเสียวให้เรารับรู้ โดยการมุดไปมุดมา
“ดูท่าเราน่าจะเดินข้ามไปได้นะครับ คุณครู” เนวินบอกกับผม จากนั้น เขาก็ถอดเสื้อผ้าเหลือแต่เพียงเสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้น “ไปกันครับ!” เขาเดินข้ามไปได้สบายๆ ส่วนครั้งที่สอง เขากลับมาเอากระเป๋าสะพายซึ่งมีสมุดที่เขาใช้เขียนกลอน และจดบันทึกสิ่งต่างๆ ที่เขาได้เห็นในการสำรวจอยู่ข้างใน เช่นเดียวกันกับครั้งแรก ไม่มีสิ่งใดเปียกน้ำเลย
ที่นี้ถึงที่เวลาผมข้ามบ้าง ผมจัดเก็บเสื้อผ้าและบันทึกการสำรวจทุกเล่มของผมไว้ในกระเป๋าอย่างดี เหลือเพียงกางเกงขาสั้นเท่านั้นที่จะพร้อมลงน้ำและเปียก แต่สิ่งเดียวที่ผมกังวลมากที่สุด คือ บันทึกทุกเล่มของผม ผมค่อยๆเดินข้ามลำน้ำเสียวไปอย่างช้าๆจนกระทั่งถึงอีกฝั่ง สิ่งที่ผมกังวลไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับมันทั้งสิ้น จากจุดตรงนี้ทำให้ผมรู้ว่าระดับความลึกของลำน้ำเสียว ซึ่งมีความลึกโดยประมาณ ๑.๘ เมตร นับว่าลึกกว่าทุกๆครั้งที่ผมลงเล่น ส่วนหมวกของผมและเนวิน เมื่อผมหันหน้ากลับไป ปรากฏว่ามันได้อยู่บนหัวของเพื่อนใหม่ของพวกเรา ๒ คน พวกเขาสวมมันและไหวน้ำแข่ง แต่คนที่ไม่มีหมวกบนหัว สามารถไหว้น้ำมาถึงฝั่งได้ก่อนเพื่อน
ผมพูดคำว่า “ขอบใจ” แก่เพื่อนใหม่ทั้ง ๓ คนของผม ในระหว่างพวกเขากำลังคืนหมวกให้กลับผมและเนวิน จากนั้นผมบอกว่า “อ้ายซื่อว่าเอ็ม ส่วนนี้เนวิน แล้วกำลังเล่นน้ำนำกัน มีผู้ใด๊แน?” หนึ่งกลุ่มพวกเขาตอบขึ้นว่า “เท็น! อาร์ท! และโอ๊ค! พวกอ้ายพากันมาแต่ไส?” เนวิน ตอบกลับพวกเขาไปว่า “มาจากหนองบ่อ บรบือ จะไปราศีไศล ศรีสะเกษ” พวกร้องขึ้นว่า “ป๊าด เว้าเป็นตะเหมื่อยแท้อ้าย” ผมแทรกขึ้นทันทีว่า “อ้ายเว้าอีหลี” พอผมพูดจบมีบางคนยิ้ม มีบางคนหัวเราะ พวกเขาคงขำกับความคิดลมๆ แล้งๆ ของผมกระมั่ง?
ผมและเจ้าตัวโต หรือเจ้า “Big guy” เพื่อนร่วมทางคนเดียวของผม เดินละจากพวกเขาออกมา เพื่อที่จะเดินทางต่อไป พวกเราถึงฝายบ้านบ้านแดงน้อย ๑๔.๒๓ นาที่ บริเวณดังกล่าวมีชาวบ้านประมาณ ๑๐ – ๑๒ คน กำลังตัดต้นหญ้าและต้นวัชพืชที่ของทางน้ำไหล “น่าจะเป็นชาวบ้านจากบ้านแดงน้อย” นั่นคือประโยคเดียวที่ผมพูดกับเนวินระหว่างเดินผ่านฝายบ้านแดงน้อย
ถักจากฝายดังกล่าวมาประมาณ ๖๐๐ - ๘๐๐ เมตร ลำน้ำเสียวอยู่ในอาการหน้าเป็นห่วง กล่าวคือ มีน้ำน้อย มีเพียงล่องน้ำเล็กๆขนาดประมาณ ๑.๒๐ เมตร ถัดมาไม่ห่างกันมากนัก เริ่มมีน้ำมากขึ้น แต่ทว่าตื้น คูดินส่วนมากเป็นดินทรายสูง ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ แต่ก็มีการใช้คูดินของลำน้ำเสียวในการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชผักสวนครัว พวกเราสามารถมองเห็นได้ทั้งสองฝั่ง
ผมข้ามลำน้ำเสียวที่สะพาน ซึ่งมีความกว้าง ๘ เมตร แล้วจากนั้นผมเริ่มมองเห็นวัด แต่ไม่รู้ว่าวัดอะไร ถัดจากวัดนิดเดียวเป็นบ้านเรือนของชาวบ้าน ๒ หลัง ผมเดินทางต่อไป ในขณะที่น้ำในล้ำเสียวมีน้อยลงเรื่อยๆ บางช่วงแห้งจนกระทั่งมองเห็นดินทรายได้ ส่วนคูดินและบริเวณข้างๆคลองลำน้ำเสียว มีต้นไม้จำพวกกระถินบก สะเดา ต้นขี้เหล็ก ต้านฝ้ายและยูคาลิปตัส มีเถียงนาปรากฏเป็นระยะๆ ให้เห็น
ถัดไปในการเดินทางของพวกเราเริ่มมีบ้านเรือนของชาวบ้านบ้านงิ้ว หมู่ที่ ๔ ตำบลหนองม่วง อำเภอบรบือให้เห็น คูดินในช่วงนี้เป็นดินทรายเสียส่วนใหญ่ และเสียวมีสัตว์จำพวกเป็ดและไก่ เราถึงฝายบ้านงิ้ว ๑๖.๐๐ น. และจากฝายบ้านงิ้วไปประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร ลำน้ำเสียวเริ่มมีน้ำมากขึ้น ส่วนความกว้างเพิ่มขึ้นเช่นกัน ประมาณ ๑๐ เมตร
การเดินผ่านบ้านงิ้วในครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นคลองน้ำส่งน้ำเข้าไปยังหมู่บ้านดังกล่าว จากที่ตรงนี้ทำให้เรามีโอกาสได้คุยกับชาวบ้านคนหนึ่ง เป็นชายอายุประมาณ ๕๐ ปี ท่านเล่าว่า “น้ำเสียวมักไหลเอ่อเข้ามาท่วมที่นาของชาวบ้าน แล้วกะที่สำคัญ มันบ่สามารถเก็บน้ำได้ในยามน้ำมา” ผมถามท่านอีกว่า “ลำน้ำเสียวเฮามีเรื่องเล่าเกี่ยวสิ่งศักดิ์สิทธิบ่ครับ?” ท่านนิ่งไปชั่วขณะแล้วตอบว่า “มีผีพ่อใหญ่ด่าง อยู่บริเวณฝาย ลองเข้าไปในบ้านแล้วถามเบิ่งเด้อ” ผีตนนี้เป็นผีตนที่สามที่ได้รู้จัก นับตั้งแต่เราออกเดินทางมา ว่าๆ แล้วพวกเราก็กล่าว “ขอบคุณ” ซึ่งเป็นสัญญาณคำอำลาของพวกเรา ในอีกความหมายหนึ่ง จากนั้นก็เดินต่อไปเพื่อไปยังฝายสถานที่ที่ผีตนดังกล่าวสถิตอยู่
ก่อนถึงบ้านยานาง หมู่ที่ ๒ ตำบลหนองม่วง มีเตาเผาถ่านขนาดเล็ก ๑ เตา มีชาวบ้านกำลังตกปลา ปลาที่กำลังถูกล่าในวันนี้ คือ กระสูบ ซึ่งเป็นปลาล่าเหยื่ออีกชนิดแห่งลำน้ำสายนี้ ผมถึงฝายและศาลของผีพ่อใหญ่ด่างในเวลา ๑๖.๔๐ นาที ผมได้สอบถามเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับที่ว่านี้ ชาวบ้านบอกว่า “ผีพ่อด่างคือผีที่คอยปกปักรักษาชาวบ้านในชุมแห่งนี้รวมถึงบริเวณฝายน้ำแห่งนี้ด้วย” ผมมองพินิจบริเวณที่ตั้งของตูบ “ผีพ่อใหญ่ด่าง” ตูบดังกล่าวตั้งอยู่กลางฝาย สามารถมองเห็นได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่สัญจรผ่านไปมา
ผมและเพื่อนนักสำรวจตัวโตนั่งดูชาวบ้านตกปลาเกือบๆ ๑๕ นาที มีกระสูบเคราะห์ร้ายจำนวน ๒ ตัว ทีจะกลายอาหารเย็นอันแสนอร่อยในวันนี้
เรามุ่งหน้าไปยังบ้านหนองแสง หมู่ที่ ๓ และบ้านขี้เหล็ก หมู่ที่ ๑๒ ท่ามกลางดวงตะวันสีส้มอมเหลืองกำลังจะลับทุ่ง อากาศเริ่มดีขึ้น ไม่ร้อน ตลอดระยะทางผมพบชาวบ้านกำลังต้อนฝูงวัวและฝูงควายเข้าบ้าน ผมเดินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบการเผาถ่านด้วนเตาขนาดเล็ก ๑ เตา การเผาในหนึ่งครั้งคงได้ถ่านไม่มาก คงจะประมาณ ๑ กระสอบ จากนั้นไม่ว่าฝั่งซ้ายและขวาของลำเสียว ปรากฏว่ามีชาวบ้านใช้พื้นที่ในการเลี้ยงไก่ชนและเป็ด ผมเดินมาถึงบริเวณสะพานข้ามลำน้ำเสียวที่บ้านหนองแสงขี้เหล็กในเวลา ๑๗.๒๐ นาที
จากนั้น พวกเราเริ่มค้นหาพื้นที่รอบๆลำน้ำเสียว ทำเลที่มีความเหมาะสมเพื่อที่จะใช้ในการพักแรม ในวันนี้พวกเราได้ที่สำหรับใช้เป็นที่พักนอนเพื่อฟื้นแรง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากลำน้ำเสียวมากนัก น่าจะ ๒๐ เมตร โดยประมาณ พวกเราทำภารกิจต่างๆ เรียบร้อยในเวลาประมาณ ๑๙. ๐๐ น. จากนั้นพวกเราก็รีบเข้านอน ด้วยความเหนื่อยล้าจาการเดินทำให้ผมหลับแทบไม่รู้สึกตัว
หนองแสง, ขี้เหล็ก, ถึงดอนมันน้ำ, เปลือย
วันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑ การเดินทางของเราในวันนี้ ไม่แตกต่างอะไรจากเมื่อวานมากนัก กล่าวคือ พวกเราเริ่มออกเดินในตอนบ่าย ฝั่งซ้ายของลำน้ำเสียวคือเส้นทางที่ผมเลือกใช้ในการเดินในวันนี้ การเดินไปเพียง ๑๐๐ เมตรกว่า เราพบเถียงนาที่ซึ่งมีการเลียงสัตว์และเพราะปลูกพืชผักสวนครัวไม่หางจากส่วนอีกฟากของทางเดินพวกเราชำเลืองเห็นเตาเผาถ่านที่อยู่ข้างๆที่นาที่อยู่ข้างลำน้ำเสียว ความกว้างของลำน้ำเสียว ประมาณ ๑๒ – ๑๔ เมตร บางช่วงอาจกว้างถึง ๑๕ เมตร
คูดินเริ่มสูงขึ้นจากการสังเกตของพวกเราเอง จากเดิมประมาณ ๓ เมตร เพิ่มเป็น ๕ เมตร ไม่มีต้นไม้ใดๆ ทั้งสิ้น ทางที่เรากำลังเดินไปข้างหน้านี้เป็นคูดินทราย ทำให้เดินการทางต้องล้าช้า ในไม่นานเราเริ่มรู้สึกว่าดินทรายที่รับไอร้อนจากแดด เริ่มแทรกซึมเข้ามาในร้องเท้าของเรา ยิ่งช่วงที่มีกิ่งไม้เล็กๆ ร่วงลงสู่พื้นดินจำนวนมากๆ ยิ่งเพิ่มความลำบากให้กับเราเป็นเท่าทวี ในการที่จะก้าวเดินในแต่ละก้าว
ถัดจากนั้นคูดินของลำน้ำเสียวเริ่มกว้างขึ้นเรื่อยๆ เรารับรู้ได้จากการมองเห็นของพวกเรา ส่วนความกว้างโดยประมาณ ๑๔ – ๑๖ เมตร ชาวบ้านในละแลกนี้ ๓ – ๔ คน ที่พวกเราได้พูดคุยด้วย บอกกับพวกเราว่า “มันลึกฮอด ๓ เมตร!” เราเดินถึงฝายบ้านแดงในเวลาประมาณ ๑๓.๐๗ นาที จากตรงนี้เรามองเห็นทางที่ชาวบ้านใช้สัญจรลงมาสู่ท้องนาของชาวบ้านบ้านแดง
ผมไม่รู้เกี่ยวกับประวัติบ้านแดงมากนัก ผมรู้แต่เพียงว่า บ้านดังกล่าวขึ้นสังกัดการปกครองของตำบลยาง อำเภอบรบือ ถัดมามีคลองส่งน้ำเข้าที่นา ขนาดคลองดังกล่าวมีความกว้าง ประมาณ ๓ เมตร ข้างๆ คลองมีเถียงสำหรับพักพิงเพื่อหลบแดดอันร้อนสุดจะทน พูดถึงเจ้าสิ่งนี้แล้ว ยิ่งผมมองไปในเส้นทางเบื้องหน้าที่ผมกับเพื่อนร่างใหญ่กำลังจะเดินไป บอกได้คำเดียวว่า “คูดินนี้คงเป็นเพื่อนหรือพี่น้องกันกับทะเลทรายกระมัง?”
ถัดจากฝายบ้านแดงมา ผมพบชายวัยกลางคนกำลังมุดๆ ผุดๆ เนวินทักท่านทันทีว่า “น้ำลึกบ่ครับ?” ท่านมองมายังพวกเรา จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน แล้วพูดกับเนวินว่า “๑ เมตร” ระหว่างที่ท่านกำลังคุยกับเพื่อนตัวโต “เจ้าเน” เพื่อนเพียงคนเดียวของผม ความลึกของน้ำในคลองเสียวอยู่ในระดับเอวของชายคนดังกล่าว
พวกเราหยุดพักที่บริเวณที่ “คลองสันตุ” ไหลลงมารวมกับลำน้ำเสียว บริเวณนี้อากาศเย็นสบายคลายร้อยได้ดีนัก มีต้นไม้อย่างต้นยูคาลิปตัสเป็นแนวยาว น่าจะราวๆ ๑ กิโลเมตร เบื้องหน้าของพวกเรา มีแพรสำหรับข้ามไประหว่างฟากฝั่งฝีมือของชาวบ้าน ขนาดความกว้างของคลองสันตุ น่าจะประมาณ ๕ – ๖ เมตร ไม่นานจากการบันทึกรายละเอียดในสิ่งผมได้เห็นในระยะทางที่เดินผ่าน ผมต้องการที่จะรู้ความลึกของบริเวณที่มีระบบการไหลเวียนค่อนข้างดี ผมใช้วิธีการว่ายน้ำลงไปในห้วย บริเวณคิดว่าน่าจะลึกที่สุด จากนั้นมุดลงไปเพื่อใช้ลำตัววัดความลึกบริเวณนั้น ไม่น่าเชื่อ “ผมไม่สามารถวัดความลึกบริเวณนี้ได้”
ผมทราบความลึกบริเวณนี้ในภายหลัง จากการพูดคุยกับชาวบ้านที่นำวัวและควายไปลงกินน้ำ “ความลึกของบริเวณที่คลองสันตุไหลลงมารวมน่าจะ ๓ เมตรได้”
ถัดจากจุดที่ผมลงว่ายน้ำอย่างสำราญใจมาประมาณ ๑ กิโลเมตร มีแพรสำหรับข้ามลำน้ำเสียวเช่นเดียวกันกับคลองสันตุที่เราผ่านมา เป็นฝีมือของชาวบ้าน เดินต่อไปพวกผมเริ่มเห็นบ้านเรือนของชาวบ้าน ประมาณ ๑๐ – ๑๒ หลัง ถึงแม้จะอยู่ข้างลำน้ำเสียวและห่างจากผู้คนส่วนใหญ่ แต่ก็มีไฟฟ้าใช้ เรารู้ได้จากการที่เรามองเห็นบ้านเรือนบางหลังมีโทรทัศน์ และกำลังรับชมการถ่ายทอดรายการมวยไทย
ผมเดินตามแนวยาวของเสาไฟฟ้าที่อยู่ข้างๆ คูดินของลำน้ำเสียวขึ้นมา จนกระทั่งถึงบ้านยาง หมู่ที่ ๑ ตำบลยาง จากนั้นบริเวณฝายบ้านยางในเวลา ๑๔.๓๐ นาที บ้านเรือนข้างเส้นทางที่เราเดินผ่านนั้น ส่วนมากจะปลูกพืชผักสวนครัวและเลี้ยงสัตว์ ที่พวกเราพบเห็นมีเป็ด ไก่ ห่าน วัวและควาย
ชาวบ้านมีแหล่งน้ำที่สำคัญซึ่งไหลเชื่อมต่อกันกับลำน้ำเสียว คือ “คลองพร้าว” คลองดังกล่าวในระยะถัดๆ ไปจะเชื่อมต่อกับคลองโสก คลองทั้งสองสายนี้มีส่วนสำคัญในค้ำชูระบบการเกษตรของชาวบ้านไม่น้อย อย่างน้อยๆก็มีการทำนาปลูกข้าวที่ได้รับประโยชน์ พวกเราไม่รอช้า พวกเราพักผ่อนเพียง ๑๐ นาที จากนั้นออกจากฝายบ้านยางในเวลา ๑๔.๔๐ นาที โดยผ่านสะพานที่เป็นถนนเข้าไปสู่บ้านยาง
พอข้ามถนนดังกล่าวมา ผมพบบ้านเรือนประมาณ ๒ – ๓ หลัง ถัดมาอีกประมาณ ๒ กิโลเมตรจากสะพานน้ำในคลองเสียวค่อนข้างมีน้อย แต่พอจะเข้ากิโลเมตรต่อไปในการเดินของพวกเรา น้ำเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ทราบความลึก
การเดินในวันนี้ของพวกเราโชคดี ผมมีโอกาสได้เห็นการขุด “จี่ซอน” ในคลองลำน้ำเสียว แต่เป็นการขุดไปเพื่อใช้เป็นเหยื่อในการตกปลา ชายคนดังกล่าวน่าจะเป็นชาวบ้านในละแวกบ้านยาง หรือไม่ก็บ้านจากบ้านเก่าน้อย อายุประมาณ ๔๕ ปี เพราะเป็นเพียง ๒ หมู่บ้าน ที่อยู่ใกล้ลำน้ำเสียวในช่วงที่เราเดินอยู่มากที่สุด ท่านบอกกลับเราว่า “เหยื่อชนิดนี้ปลาค่อมักกิน ยามใส่เบ็ด” “การตีคลื่นน้ำเล็กๆระหว่างถูกใช้เป็นเหยื่อของเจ้าสัตว์นี้ สามารถกระตุ่นสัญชาตินักล่าของปลาช่อนได้ครับ คุณครู” เพื่อนตัวโตของผมกล่าวขึ้น
“ผมยังไม่เห็นบ้านเรือนของชาวบ้านในละแวกนี้เลย เห็นแต่ชาวบ้านที่กำลังต้อนฝูงวัวควายไปตามทาง น่าจะเข้าสู่หมู่บ้าน” ผมเอ่ยขึ้น ทันใดนั้น เนวินชี้นิ้วไปยังบริเวณเบื้องหน้าของพวกผม ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นสะพาน “น่าจะเป็นสะพานและเส้นทางเข้าสู่หมู่บ้าน และน่าจะเป็นบ้านเก่าน้อย ถ้าอย่างนั้นถัดๆกันไปน่าจะเป็นบ้านแคน ครับครู”
เดินถัดมาอีกไม่ไกลกันนัก เรามาถึงสะพานบ้านแคน ผมนึกถึงการคาดคะเนของเพื่อนตัวโตคนนี้ ช่างแม่นยำจริงๆ บ้านแคน ๒ หมู่ คือ บ้านแคนใต้ หมู่ที่ ๑ และบ้านแคนเหนือ หมู่ที่ ๑๕ หมู่บ้านทั้งสองนี้ขึ้นสังกัดตำบลแคน อำเภอวาปีปทุม พวกเราอยู่ที่นี้ไม่นาน ผมและนักสำรวจร่างใหญ่เร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเพื่อที่จะกระชับเวลา พวกเราต้องการหยุดพักแรมที่บ้านเปลือยดอนมันน้ำ
ลำน้ำเสียวนับตั้งแต่สะพานบ้านแคนมา มีความกว้างประมาณ ๑๐ เมตร ตลอดข้างทางมีต้นยูคาลิปตัส สะเดา ไผ่ และสะแกขึ้นสลับกันไม่ขาด มีเถียงนาที่บางครั้งถูกใช้เป็นเล้าสำหรับเลี้ยงไก่ชน ก่อนถึงสะพานทางหลวงไปมาระหว่างบ้านวังจานกับบ้านแคน มีคลองน้ำไหลมารวมกันกับลำน้ำเสียว ๒ คลอง คลองแรก คือ “คลองยาง” ไหลมาจากทางบ้านโคกสูง ในระยะถัดไปของคลองสายจะมีคลองน้ำอีกสองสายไหลลงมาสมทบ คือ “คลองหวาย” และ “คลองลอมคอม (น่าจะมาจากชื่อของบ้านลอมคอม เพราะไหลมาจากหมู่บ้านดังกล่าว) คลองลอมคอมดังกล่าวนี้จะมี “คลองวังยาว” ไหลลงมารวมด้วยอีกที
และคลองที่สอง เป็นคลองน้ำความกว้างประมาณ ๓ เมตร ชาวบ้านในละแวกนั้นเรียกว่า “ห้วยฮ่องน้อย” ไหลมาจากทางบ้านวังจาน
ในการเดินต่อไปของพวกเราในวันนี้ ยิ่งเราเข้าใกล้บ้านดอนมันน้ำ หมู่ที่ ๑๓ และบ้านเปลือย หมู่ที่ ๖ เรามาถึงบริเวณสะพานจุดที่ผมบอกกับเจ้าร่างยักษ์ “วันนี้เราพักที่นี้กันก่อน รีบหาที่พักแล้วก็กินข้าว รีบทำธุระต่างๆให้เสร็จแล้วนอน พรุ่งนี้เราจะเดินต่อ” ไม่นานเข้าผมก็แยกตัวออกมาแล้วนั่งทิ้งตัวลงข้างต้นไม้แล้วพยายามนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆระหว่างการเดินทางเพื่อศึกษาและสำรวจ
ในไม่กี่นาทีมีเศษเสี้ยวความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของผม คือ “สิ่งที่ผมจะได้พบเห็นในวันพรุ่งนี้จะมีอะไรบ้าง?”
เปลือยดอนมันน้ำไปบ้านหวาย
วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑ ผมเดินทางออกจาบ้านเปลือยดอนมันน้ำ ในเวลา ๑๔.๒๓ นาที เราออกเดินทางช้ากว่าปกติ สำหรับเส้นทางที่อยู่ต่อหน้าพวกเรา เห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ทันเดินด้วยซ้ำ ว่าถูกน้ำกัดเซาะไม่สามารถเดินได้ เราต้องเดินอ้อมลงที่นาข้างเคียงเพื่อให้พ้นทางที่น้ำกัดเซาะ เห็นท่าทางของเพื่อนร่วมทางของผมแล้ว เข้าค่อนข้างไม่ถูกกับเนินดินที่มีความชัน เพราะรูปร่างที่ใหญ่โตของของเขา
บริเวณนี้มีต้นไม้เป็นจำนวนมาก ไผ่ กะเดา สะแก กระถินบก ผักก่ามและที่ขาดไม่ยูคาลิปตัส พืชที่ชาวบ้านชอบปลูกและสามารถเกิดขึ้นเองได้เสมอๆ ก่อนออกจากหมู่บ้านเหล่านี้ ผมพบชาวบ้านกำลังนำสัตว์จำพวกวัวและควายมาเลี้ยงไว้ข้างลำน้ำเสียวทั้งสองฝั่ง ถัดมาประมาณ ๑๐๐ เมตร มีเด็กผู้ชาย ๔ คนกำลังเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งผมนึกอยู่ในใจว่าความทุกของพวกเขาคงถูกพัดพาไปโดยลำน้ำสายนี้ ความกว้างประมาณ ๘ – ๙ เมตร
ผมเริ่มมองเห็นวัดของชาวบ้านบ้านเปลือย ถัดมาเป็นต้นขี้เหล็กพืชที่ชาวบ้านมักนำไปประกอบเป็นอาหาร ห่างจากตัวหมู่บ้านทั้งสองออกมาประมาณ ๒ – ๓ กิโลเมตร เราข้ามสะพานมายังฝั่งขวาของลำน้ำเสียว จากที่เดินฝั่งซ้ายมาโดยตลอด พอข้ามมาแล้วเราพบตูบปู่ตา ซึ่งตั้งชิดๆกันกับป้ายกรมชลประทาน สำหรับผมดูแล้วตลกสิ้นดี ลำน้ำเสียวในช่วงที่เราเดินมามีต้นไม้จำนวนมาก
ไม่นานผมได้มาถึงคลองคู่ขนานกันกับลำน้ำเสียว แต่ทว่าก็มีการขุดเจาะให้ลำน้ำทั้ง ๒ สาย ไหลมารวมกัน คลองดังกล่าวมีชื่อว่า “คลองช้างโดน” การเดินทางในช่วงนี้ไม่ค่อยพบชาวบ้าน นานจะพบเถียงนาหรือการพื้นที่สำหรับการเลี้ยงสัตว์
ระหว่างการเดินเที่ยวเตร่ในระยะทางช่วงนี้ของผม ผมได้อ่านบทกวีที่ผมมีเวลาเพียงนิดเดียวในการเขียนมันขึ้นมาให้เนวินฟัง เพื่อที่จะรับพังคำวิจารณ์จากเขา “เนวิน! ผมมีบทกวีที่ผมแต่เมื่อคืน นายอยากลองฟังไหม?” เขาบอกผมว่า “จัดมาครับคุณครู” “บทนี้ผมกำลังนึกถึงช่วงที่เราเดินวันแรก” จากนั้นผมก็เริ่มบรรเลงอย่างไม่เกรงใจนักเขียนบทกวีมือฉมังคนนี้ บทกวีของผมมีอยู่ว่า
พุทธะสายต้นลำ ปู่จูมคำในลำเสียว
ร่องธารท่านแลเหลียว บ่ฉกเฉี่ยวบ่เกี้ยวใผ
ลำเสียวดังสายเสี่ยว สายทางเลี้ยวเกี้ยวกุมใจ
สายเลือดเหือดบ่ได้ ยึดโยงใยไว้ชั่วกาล
“เป็นไงบ้างเนวิน? มันเข้าท่าบ้างไหม?” หลังจากที่ผมอ่านจบผมก็เร่งถามขึ้นมาทันที เขาให้ความเห็นกลับมาว่า “ก็ดีนะครับ”“ถ้าอย่างนั้นลองฟังอีกบทนะ!” ว่าแล้วผมก็เริ่มบรรเลงอีกที ทีนี้ผมเล่นคำเล่นสำนวนเต็มที่
สายเสียวอย่าปล่อยแห้ง อย่าปล่อยแล้งเป็นลำผี
เร่งชีพชุบชีวี คืนวิถีให้กลมเกลียว
ลำเสี่ยวจะเลี้ยวไหล ความสุขใสคืนมาเสียว
ปล่อยธารให้ลดเลี้ยว ความเป็นเสี่ยวจะเลี้ยวลึก
“ผมว่า ๒ บทนี้ยิ่งไพเราะนะครับคุณครู อย่างน้อยๆ มีคำว่า ‘เสียว’ ที่หมายถึงสายน้ำนี้ กับคำว่า ‘เสี่ยว’ ในภาษาอีสานที่หมายถึงเพื่อน ซึ่งผมฟังดูแล้ว ความของมันช่างไหลหากันดี” คำที่ว่ามานี้ทำเอาผมแทบลอยขึ้นเหนือลำเสียวนี้ “ผมยังมีอีกบทนะเนวิน ที่จะใช้กระแซ่เช่นเดียวกันกับสายน้ำที่กำลังกัดเซาะคูดินในหลายๆบ้านที่เราเดินผ่านมา”
คลองเสี่ยวที่เลี้ยวลึก คำนึงนึกคึดฮอดเสี่ยว
ก้านธูปฉุดทางเที่ยว ความเป็นเสี่ยวจึงเปลี่ยวหาย
คลองเสียวน้ำหยุดนิ่ง โคลนตลิ่งกลิ้งทับสาย
คูดินสิ้นทลาย ถมความหมายสายลำเสี่ยว
“คุณครูครับ ให้เต็มสิบคะแนนครับ” เขาก็หัวเราะขึ้น ผมจึงบอกว่า “นายจะตัดวิชานี้เลยไหมละ?” ผมประชดเจ้านักประพันธ์รูปร่างโตคนนี้ ว่าๆไป เมื่อพวกเรารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้ง หลังจากคุยกันยาวเรื่องบทกวีของผม ในเส้นทางข้างหน้า พวกเราเริ่มแลเห็นสะพานข้ามลำน้ำเสียว รวมทั้งปริมาณน้ำที่มีค่อนข้างมาก โชคดีที่เราพบชาวบ้าน (คนแรกนับตั้งแต่เดินมาในวันนี้) จึงมีโอกาสได้ถามเกี่ยวกับเส้นทางไปหมู่บ้าน คนที่เราพุ่งเป้าเข้าไปสนทนา เป็นชายอายุราว ๔๐ ปี ท่าทางแข็งแรงเอาการ เพราะมีรูปร่างสูงใหญ่
“หมู่บ้านต่อไปพวกผมจะไปถึงคือบ้านหยังครับหากเดินตามลำน้ำเสียวไป?”เนวินถามขึ้นชายคนนั้นตอบว่า “บ้านกลางครับ” พวกเราไม่ช้า กล่าวขอบคุณแล้วเร่งฝีเท้าเต็มอัตราเพื่อเข้าสู่บ้านดังกล่าว “บ้านโคกกลาง หมู่ที่ ๕ ตำบลแคน อำเภอวาปีปทุม” หรือบางครั้งชาวบ้านเรียกว่า “บ้านกลาง” ในความเห็นผม เข้าใจว่า บ้านกลางคือบ้านเดียวกันที่ปรากฏใน “บันทึกการเดินทางในลาว ภาคสอง ๒๔๔๐” ของแอมอนิเย ข้อความที่กล่าวเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้มีอยู่ว่า
“วันพุทธ ที่ ๓๐ มกราคม พวกผมพากันเดินทางออกจากบ้านกลางไป โดยปล่อยให้เกวียนเดินทางตามไปอย่างช้าๆ ส่วนเส้นทางนั้นจะเต็มไปด้วยดินทราย ภายใต้ป่าละเมาะผมแลเห็นเตาหลอมเหล็กก่อนจะมาถึงระดับบ้านหนองจัน (Ban Nong Chan) ซึ่งเป็นหมู่บ้านใหญ่มีกระท่อมอยู่ ๒๐๐ หลังทางด้านขวา และมีป่าผลไม้มากมาย ซึ่งพวกเราผ่านหมู่บ้านดังกล่าว และผ่านหมู่ป่าละเมาะอีก เวลา ๐๗.๓๐ น. จึงพากันหยุดพักที่เมืองพยัคฆภูมิพิสัย”
ผมเดินมาถึงบริเวณสะพานบ้านโคกกลาง ผมเริ่มเห็นบ้านเรือนชาวบ้าน ชาวบ้านใช้ประโยชน์จากลำน้ำเสียวในการทำนาและเลี้ยงสัตว์ คือ วัวและควาย แต่ถ้าเป็นบริเวณคูดินลำน้ำเสียวก่อนเข้าเขาสู่เขตบ้านเขวาค้อ หมู่ที่ ๖ ตำบลแคน จะปรากฏว่ามีการเลี้ยงหมูซึ่งเป็นครั้งที่เห็นนับตั้งแต่ออกเดินสำรวจ ระยะทางจากบ้านโคกกลางไปยังบ้านเขวาค้อลำเสียวมีต้นไม้เกิดขึ้นตลอดทาง มีต้นสะแบงที่มีใบสีเขียวสลับกับดอกสีแดงช่างดูแล้วงดงามนัก
ผมเดินทางมาถึงบ้านเขวาค้อในเวลา ๑๗.๐๘ นาที เดินถัดมาอีกประมาณ ๑๐๐ เมตร มีดอนปู่ตาที่ตั้งอยู่ลำน้ำเสียว ลำน้ำในช่วงนี้มีความกว้าง ๓ – ๕ เมตร มีต้นสะแบงจำนวนมาก ซึ่งในฤดูกาลนี้ เริ่มให้ดอกสีแดงเลือดหมูสลับกับใบสีเขียว ทำให้ดูงามตาไปอีกแบบ พวกเราผ่านป่าไม้ทึบมาระยะหนึ่ง คูดินของลำน้ำเสียวแทบจะไม่มีทางให้พวกเราเดิน ดังนั้น ผมจึงต้องเดินขนานกับสายน้ำที่กำลังจะแห้งเต็มทน ในระยะที่ใกล้เพียงไม่กี่อึดใจนี้ ผมสามารถมองเห็นพื้นดินที่น้ำกำลังไหลอย่างช้าๆ ไม่นานผมก็เข้าเขตวัดสืบศรีธรรมรารามซึ่งมีพระพุทธรูปหลายองค์ประดิฐสถานอยู่
ชาวบ้านในละแวกนี้ที่เดินผ่านบอกว่า “อีกบ่โดนก็จะถึงบ้านหนองโง้ง หมู่ที่ ๑๐ ตำบลหวาย” ในระหว่างเดินเรื่อยๆพวกผมเห็นแย่วิ่งไปมาไม่ขาดสาย ยิ่งพวกผมเดินไปมากเท่าไร่พวกผมยิ่งเริ่มมองเห็นวัดสืบศรีธรรมรารามชัดเจนมากขึ้น การเดินของเราบางครั้งต้องเผชิญกับคูดินที่ขาดยาวๆ จาการกัดเซาะของน้ำ มีการขุดสระเพื่อเลี้ยงปลาเป็นระยะๆเช่นกันถัดมาก่อนที่เราจะเข้ามาบ้านหวาย หมู่ที่ ๑๑ ตำบลหวาย อำเภอวาปีปทุม เราได้พบเห็นการเพราะเห็ดฟางการปลูกข้าวโพดและถั่วดิน พืชสองอย่างหลังนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่เราพบตั้งแต่สำรวจมา พวกเราเริ่มเห็นบ้านเรือน ๓ – ๔ ที่อยู่ทางอีกฟากของเรา หมู่บ้านดังกล่าวคือบ้านหนองโง้ง
ดวงอาทิตย์กำลังเริ่มลับฟ้า ความมืดเริ่มเข้ามาแทนที่แสงจากดวงตะวัน พวกเราเดินผ่านบ้านหวาย หมู่ที่ ๑๑ มายังบ้านหวาย หมู่ที่ ๔ เพื่อกินข้าวเย็นและพักแรมที่นี่เป็นเวลา ๑ วันการพักที่บ้านหวาย หมู่ที่ ๔ สะดวกมาก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะ พวกเราได้รับความช่วยเหลือจากคุณตาสมพงษ์ ปะกาสังข์ และคุณยายทองศรี ปะกาสังข์ ท่านทำกับข้าวเย็นให้เราทานหลายอย่าง การช่วยเหลือในครั้งนี้ผมซาบซึ้งนัก
ออกจากบ้านหวายทั้งสองหมู่
วันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑ เราออกเดินทางเร็วกว่าทุกๆวัน เราเห็นบ้านหนองโง้ง หมู่ที่ ๑๐ ซึ่งระหว่างนี้น้ำในลำเสียวมีน้อย เวลาที่พวกเราออกเดินทาง คือ ๐๙.๐๐ น. ถึงแม้ว่าอากาศจะเย็นที่เราก็ได้เห็นการวิ่งไปมาข้างๆคูดินลำน้ำเสียวของแย่ เนวินชี้มือไปยังทุ่งนาสีเขียวเบื้องหน้าของผมแล้วพูดว่า “คุณครูดูการทำนาปังของชาวบ้าน มิน่าละผมเห็นเครื่องสูบน้ำระหว่างทางที่เราเดินผ่านมา”
“นั้นคงเป็นบ้านเรือนของชาวบ้านบ้านหวาย หมู่ที่ ๑๑ ยิ่งเราเดินออกห่างยิ่งเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ส่วนอีกฟากบ้านหนองโง้ง ยิ่งเราเดินเรายิ่งเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ” พอพูดจบเขาก็มองมาที่ผมและยิ้ม คำพูดนี้คงมีความหมายสองซ่อนอยู่เป็นแน่ นั้นคือสิ่งที่ผมคิดขึ้นได้เป็นสิ่งแรก สำหรับคำพูดของนักเดินทางร่างโต ผมกับเจ้าเนเดินต่อไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็ได้รู้จักกับผีปู่ตาอีกที่ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ ๖ ที่เราได้พบและมีตูบตั้งอยู่ติดข้างลำน้ำเสียว เนวินพูดขึ้นว่า “เจออีกแล้วครับคุณครู ตูบผีปู่ตา ถ้ามีลักษณะนี้อยู่ข้างลำน้ำเสียว แสดงว่าบริเวณที่ดินและผืนน้ำต้องอยู่ใต้อาณัติของท่าน”
ผมถึงบ้านมะแซว หมู่ที่ ๙ ตำบลหวาย ในเวลา ๑๐.๐๐ น.ระหว่างนั้นผมเห็นเด็กกำลังวิ่งไล่จับกิ้งก่า โดยการใช้บ่วง อย่างสนุกสนาน ผมขอเก็บภาพเจ้าเหยื่อพวกเขา ที่ถูกจับได้ ซึ่งมีจำนวนประมาณ ๑๐ – ๑๒ ตัว ในถุงตะข่าย ทุกครั้งที่พวกเขาสามารถจับเจ้ากิ้งก่าได้ พวกเขาจะส่งเสียงไชโยโฮร้องฉลองชัยสนั่นฝายที่ไร้ซึ่งเสียงไหลเวียนของน้ำ พวกเราละจากพวกเขาออกไปและเริ่มออกห่างจากบ้านมะแซว บางช่วงมีการตัดไม้จากข้างคูดินของน้ำลำเสียวไปทำฟืน ผมเริ่มเห็นลำน้ำเสียวมีน้ำน้อยหรือในบางครั้งถึงกับแห้ง
ส่วนคูดินของลำน้ำเสียวก็เช่นเดียวกัน กล่าวคือ มีลอยกัดเซาะในช่วงน้ำมาของปีที่แล้ว ถัดมาไม่ไกลกันมากนักมีการปลูกอ้อยติดกับลำน้ำเสียว ในเวลา ๑๑.๐๐ ผมเดินทางมาถึงคลองปลาบู่และเริ่มมองเห็นบ้านปลาบู่ หมู่ที่ ๑๔ ตำบลหนองแสง ลำน้ำเสียวมีต้นไม้ขึ้นรกมาก ข้างๆ มีที่นาและมีการเลี้ยงสัตว์ บ้านปลาบู่นี้มีวัดชื่อว่า “วัดบ้านปลาบู่” มีบ้านประมาณ ๑๐๐ หลังคาเรือน
ถัดมาเป็นบ้านบมทุ่ง หมู่ที่ ๑๓ ตำบลหนองแสง พวกเราเห็นชาวบ้านบางส่วนกำลังเผาตอซางข้าวควันไฟไหม้โขมงกลางทุ่ง ภาพการเผาต่อซางข้าวดังกล่าวยิ่งทำให้ผมดูรู้สึกร้อนมากยิ่งขึ้นกว่าเก่าเสียอีก เดินต่อไปอีกไม่เพียงอึดใจเดียว ผมเห็นสายน้ำจาก “คลองกุดแคน” ที่ไหลลงมากับลำน้ำเสียว ในระยะทางเดินถัดๆกันมา มีการปลูกฟักทองและข้าวโพด มีสะพานไม้ผีมือการสร้างของชาวบ้าน เราพบการเลี้ยงปลาในกระชังแต่ไม่ทราบว่าเป็นปลาอะไร
ผมเดินมาถึงถนนที่เป็นเส้นทางเข้าสู่บ้านบมทุ่งในเวลา ๑๕.๑๐ น. ถัดมาไม่ห่างกันมากนัก คือบริเวณที่ “คลองปลาบู่” ไหลลงมารวมกันกับล้ำน้ำเสียว คลองนี้ไหลมาจากบ้านปลาบู่ ในบริเวณนี้มีชาวบ้านทำนาปังอยู่บ้าง แต่ไม่มาก บ้านบมทุ่งแห่งนี้มีวัดประจำหมู่บ้านชื่อว่า “วัดสมณคุตประดิษฐ์” มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สามารถมองเห็นได้ในระยะทางไกลๆ และนอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปเรียงกันเป็นแนวยาว ดูแล้วคล้ายกำแพงของทางวัดแนวพระพุทธรูปเหล่านี้สร้างความประทับใจให้ผู้ที่ผ่านไปมาได้ไม่น้อย หนึ่งในนั้นรวมผมอีกคนด้วย
“เราเห็นถนนใหญ่แล้ว! เรากำลังจะเดินตัดถนนทางหลวงหมายเลข ๔๐๒๐” เนวินเอ๋ยขึ้นหลังจากเงียบไปนาน ผมนิ่งเงียบไปพักหนึ่งเช่นกัน และต่อจากนั้นผมก็บอกเพื่อนตัวโตของผมกลับคืนไป “ใช่แล้ว เรากำลังจะเข้าเขตบ้านแดง หมู่ที่ ๑๒ ตำบลหนองแสง และบ้านเรือนที่ตั้งถัดไปจากสะพาน นาจะเป็นหมู่บ้านดังกล่าว”
“หมู่บ้านแห่งนี้มีวัดชื่อว่าอินทราราม มีพระธาตุตั้งอยู่กลางวัด ชาวบ้านเรียกดังกล่าวว่า ‘พระธาตุบ้านแดง’ ถัดมาจะมีสิมบกสวยงามไม่แพ้กัน”
“และนอกจากนี้แล้วนะครับ เนวิน หมู่บ้านนี้ลือกันว่ามีต้นตาลสูงใหญ่จำนวน ๕๐ ต้น”ในขณะที่ผมกำลังสาธยายนักสำรวจร่างยักษ์หยุดนิ่ง คงเป็นอาการที่เขาตะลึงกระมั่งที่ผมมีข้อมูลเกี่ยวกับบ้านดังกล่าวนี้เยอะกว่า
เดินตามคูดินของลำน้ำเสียวมาอีกระยะหนึ่ง เราพบตูบดอนปู่ตาของชาวบ้าน อยู่ห่างคูดินของลำน้ำเสียวประมาณ ๕๐ เมตร เวลา ๑๖.๓๐ นาที เราเดินถึงฝ่ายบ้านแดง จุดที่คลองเสียวน้อยไหลลงมารวมกับลำน้ำเสียวใหญ่สายที่เรากำลังเดินสำรวจอยู่ คลองเสียวน้อยนี้เป็นคลองที่รับน้ำมาจากคลองจอกขวาง ส่วนต้นสายของคลองจอกขวาง คือ “ห้วยจอกขวาง” ที่อยู่ในตัวเมืองอำเภอวาปีปทุม ห้วยดังกล่าวนี้จะปล่อยน้ำให้ไหลลงมาตามคลองจอกขวาง เพื่อมารวมกับลำน้ำเสียวใหญ่ที่ฝายบ้านแดง ดังนั้นฝายบ้านแดงจึงเป็นจุดรับน้ำที่สำคัญในช่วงฤดูน้ำมา
อำเภอ “วาปีปทุม” เป็นอีกอำหนึ่งของจังหวัดมหาสารคามที่ลำน้ำเสียวไหลผ่าน อำเภอดังกล่าวก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๔ ซึ่งในขณะนั้นพระเจริญราชเดช (ฮึง) เป็นเจ้าเมืองมหาสารคาม มีใบบอกขอตั้งบ้านโพธินาเหลาเป็นเมือง ขอท้าวสุริยวงศ์ (บุญมี) เป็นเจ้าเมือง ขอท้าวมหาพรหม (ย่าง) บุตรพระขัติยวงศา (สีลัง) เป็นอุปฮาด ขอเพียพลคร บุตรของเพียราชโยธาเมืองร้อยเอ็ดเป็นราชวงศ์ ให้ท้าวสุริยวงศ์กับพวกนำใบบอกลงมากราบทูลเฝ้าละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพฯ
มีการพระราชทานสัญญาบัตรให้ท้าวสุริยวงศ์ (บุญมี) เป็นพระพิทักษ์นรากรเจ้าเมือง ให้ยกบ้านโพธิธานาเลาเป็นเมืองวาปีปทุมทำราชการขึ้นกับเมืองมหาสารคาม ส่วนตำแหน่งอื่นก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตังตามที่พระเจริญราชเดช (ฮึง) ขอไป แต่เมื่อขณะเดินทางกลับพร้อมกับสารตรา พระพิทักษ์นรากร (บุญมี) ก็ถึงแก่กรรมลงที่บ้านสำโรงแขวงเมืองพุทไธสง เหลือแต่เพียงอุปฮาดและราชวงศ์ พอกลับไปถึงบ้านได้ ๕ เดือน ราชวงศ์ก็ถึงแก่กรรมไปอีกคน
พระเจริญราชเดช (ฮึง) จึงกราบบังคมขอท้าวโพธิสาร (อุ่น) บุตรอุปฮาดบัวทองเมืองมหาสารคาม เป็นเจ้าเมือง พระราชทานบรรดาศักดิ์ท้าวโพธิสาร (อุ่น) เป็นพระพิทักษ์นรากร เมื่ออายุเพียงแค่ ๒๔ ปี ท่านผู้เคยเป็มหาดเล็กหลวงในราชสำนัก และในเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๘ – ๒๔๑๙ ได้อาสาเป็นนายกองลำเลียงในความควบคุมของพระเจริญราชเดช (กวด) ผู้เป็นลุง ลงไปสมทบกับกองทัพพระยามหาอำมาตย์ฯ (ชื่น) เพื่อไปปราบฮ่อที่เวียงจันทน์ พร้อมด้วยกำลังพลของเมืองอื่นมีชัยชนะ
ครั้นเมื่อ พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) นำสารตราไปตั้งเมืองใหม่ เมื่อไปถึงบ้านโพธิธานาเลา ได้ปรึกษาหารือกับอุปฮาด (มหาพรหม) มีความเห็นตรงกันว่า ท้องที่ของบ้านโพธิธานาเลาไม่เหมาะสม จึงเลือกชัยภูมิแห่งใหม่ ได้ที่ริมฝั่งหนองแสง แล้วตั้งที่ว่าการขึ้น ต่อมาเมืองวาปีปทุมถูกยุปลงเป็นอำเภอในปี พ.ศ.๒๔๔๔
ในระหว่างผมเล่าประวัติของอำเภอวาปีปทุม เนวินฟังอย่างไม่กระพริบตา ผมคิดว่าสิ่งที่ผมกำลังเล่านี้ มันคงเป็นเรื่องใหม่และเรื่องเขาไม่เคยได้รู้มาก่อนเป็นแน่
เรามองดูทัศนียภาพของฝายและบ้านเรือนของผู้คนพวกเขาคงได้รีบผลกระทบในช่วงน้ำมาเอาการ เราเห็นการเลี้ยงเป็ดและไก่ในบริเวณนี้มากมาย ในช่วงที่เราเดินผ่าน เจ้าสัตว์เลี้ยงจำพวกนี้เดินตามพวกเรามาไม่ขาด ไม่กลัวความเป็นคนต่างถิ่นของพวกเราเลย
ผมเอ่ยขึ้นว่า “เนวิน นายเห็นอะไรจากเป็ดและไก่พวกนี้?” เพื่อนนักสำรวจตัวโตตอบกลับมาทันทีว่า “ก็ไม่น่านะครับ มีอะไรผิดปกติหรือครับ?” ผมพูดขึ้นอีกครั้งว่า “เจ้าของของเจ้าสัตว์พวกนี้คงเป็นคนขยันมาก”
ระหว่างนั้นผมเห็นเจ้าตัวโตทำอาการมึนงงเพิ่มมากกว่าเดิมอีก “จากที่เราเดินทางผ่านมาในหลายที่ นายคงสังเกตเห็นบรรดาสัตว์เลี้ยงจำพวกเป็ดไก่ได้ว่า มันมีนิสัยที่ไม่คุ้นเคยกับพวกคนที่เดินผ่านไปมา ไม่ว่าจะแปลกหน้าหรือไม่แปลกหน้าก็ตาม”
“ก่อนหน้านี้ผมเคยเดินติดกับดักของชาวบ้าน นายรู้ใช่ไหมว่ามันคือกับดักสำหรับอะไร?”ผมถามเนวิน แล้วจากนั้นเขาก็ตอบผมว่า “ผมรู้ครับ มันคือกับดักหมา”
“ใช่! หมา! มันคงชอบขโมยไก่และเป็ดของชาวบ้านที่อยู่ในละแวกดังกล่าว ดังนั้นเจ้าไก่และเป็ดเหล่านนี้จงมีนิสัยไม่คุ้นเคยกับผู้ที่เดินผ่านมาเอาเสียเลย ทั้งนี้เป็นเพราะพวกมันจำต้องเอาตัวลอดจากคมเคี้ยวของเจ้าหมานักล่าด้วยตัวของมันเอง การที่พวกมันถูกล่าอยู่บ่อยครั้งนี้เองที่ทำให้พกมันไม่ไว้ใจต่อสิ่งใดๆก็ตาม”
“ส่วนเจ้าพวกที่กำลังตามหลังพวกเรามานี้ มันคงถูกดูแลจากเจ้าของของพวกมันอย่างดี จนกระทั่งเสียสัญชาตญาณบางส่วนไป คนที่จะทำให้พวกมันมีนิสัยเช่นนี้ได้ ต้องเป็นคนที่ขยันและหมั่นดูแลพวกมันอยู่ไม่ขาด เขาต้องมาให้อาหารพวกมันทั้งเช้าและเย็นเป็นแน่ อย่างน้อยๆในตอนนี้การเดินของพวกเราก็คงเป็นหลักฐานยืนยัน ดังนั้น ผมจึงบอกกับนายก่อนหน้านี้ไปว่า เจ้านายของพวกมันคงขยันมาก”
เราเดินต่อไปเรื่อยๆ พูดเรื่องต่างๆ นานามองไปเบื้องหน้าอีกที เราไดเดินมาถึงจุดที่มีคลองน้ำอีกสายไหลลงมารวมกันกับลำน้ำเสียว คลองนั้นมีชื่อว่า “คลองจอกขวาง” เป็นคลองสายที่สองที่ไหลมารวมกับลำน้ำเสียวมีต้นสายมาจากห้วยจอกขวางเช่นเดียวกันกับ “คลองจอกขวาง” ก่อนหน้านี้ที่ไหลลงมารวมกับลำน้ำเสียวที่ฝายบ้านแดง
ผมยืนมองดูคลองดังกล่าวได้ไม่นานนักเพราะดวงอาทิตย์เริ่มลับทุ่งไป ความมืดเริ่มปกคลุมท้องทุ่งแทน พวกผมไม่รอช้า รีบหาที่พักทันที เราได้ที่พักซึ่งเป็นทำเลดีมาก ถัดจากจุดที่คลองจอกขวางไหลรวมกับลำน้ำเสียวนิดหนึ่ง หลังจากหาที่สำหรับตั้งค่ายได้แล้ว ผมและเจ้านักสำรวจตัวโตพากันกินข้าวเย็น จากนั้นก็เข้านอน ทั้งๆที่ยังไม่ดึกด้วยซ้ำ
การมุ่งหน้าสู่บ้านหัวเรือและบ้านฝาง
วันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑ ผมออกเดินทางจากจุดที่พวกเราพัก อากาศในตอนเช้าเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีเรี่ยวแรงที่จะเดินต่อไป ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยล้าเป็นอย่างมากจากเมื่อวาน ผมไม่รู้ระยะทางและวันเวลาที่แน่นอน ที่พวกเราจะพิชิตจะเส้นทางที่อยู่เบื้องหน้า แต่สำหรับผมยิ่งเราไม่รู้ยิ่งมีความตื่นรู้อยู่ในตัว ในวันเวลาที่ผ่านๆมาในการเดินทางของพวกเรา ผมภาวนาทุกวันว่า “ขอให้ผมและเพื่อนนักเดินทางคนนี้ได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ เป็นกำไรให้กับชีวิต
“เราจะไปที่ไหนครับคุณครู วันนี้?” เนวิน ถามผมขึ้นในระหว่างที่ผมเพิ่งออกเดินได้ไม่นานนัก ผมตอบไปว่า “ผมไม่แน่ใจว่าเราจะถึงที่ไหนในวันนี้ แต่ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะไปถึงจุดสิ้นสุดเขตแดนจังหวัดมหาสารคาม”
“ถ้าถึงที่นั้นแล้วคุณครูจะเดินต่อใช่ไหม?” คำถามนี้ทำเอาผมต้องนิ่งไปนาน เพราะสำหรับผมนั้น มันต้องมีเวลา ค่าใช้จ่าย และการวางแผนที่ดีด้วย ดังนั้น ผมจึงตอบแบบตรงไปตรงมากับเข้าว่า “ใจผมบอกว่าต้องไปให้ถึงราศีไศล แต่การเดินทางของผมในครั้งนี้ ผมต้องบอกกับเนวินตรงว่า มันจะหยุดอยู่ที่เขตแดนมหาสารคามเท่านั้น และผมจะเขียนบันทึกชิ้นนี้ว่าเป็นการเดินทางตอนที่ ๑”
พอผมพูดจบเขาก็หันหน้ามามองที่ผมแล้วพูดว่า “ทำไมครับ?ทำไมหยุดเดิน?” “ผมจะลองนำบันทึกที่ผมเขียนขึ้นระหว่างทางเดินทางในไปตีพิมพ์ แล้วประกาศว่าเรากำลังขาดเงินทุนในการสำรวจ” “บทกวีที่สะท้อนความเป็นอยู่ของผู้คนตามลำน้ำเสียวของเนวินก็เช่นกันนะมันสามารถช่วยให้การสำรวจของเรามีต่อไปได้” น้ำเสียงของผมระหว่างพูดคงเป็นถ้อยคำที่จริงจังมากสำหรับเขา เพราะเนวินก้มหน้าแล้วก็ขานรับว่า “ครับ ผมจะช่วย”
จากนั้นผมก็เล่าความจริงอีกข้อหนึ่งให้เขาฟังว่า “ผมต้องบอกเนวินว่างานศึกษาลำน้ำเสียวนี้ผมวางงานไว้เป็นขั้นดีมาก ถ้ามันเป็นไปได้ ในขั้นที่ ๑ ผมจะต้องรู้รายชื่อวัดและหมู่บ้านที่อยู่ข้างลำน้ำเสียวให้ได้เยอะที่สุด ดังนั้น มันจึงออกมาเป็นการสำรวจที่เรากำลังทำอยู่ในตอนนี้”
“แต่ผมขอบอกว่ามันเป็นงานที่สำคัญมาก ผมจึงพยายามที่จะหาแหล่งทุนในการสนับสนุนเราในการเดินทางสำรวจ เพราะถ้าหากเราต้องการที่จะรู้วิถีชีวิตของผู้คนในลำน้ำเสียวอย่างถึงแก่นจริงๆ เราต้องรู้รายชื่อวัดและหมู่บ้านเสียก่อน”
“ถ้าเราไม่รู้จำนวนหมู่บ้านที่อยู่ติดลำน้ำเสียว การศึกษาในขั้นที่ ๒ จะไม่เป็นระบบ เพราะเราจะรู้จักหมู่บ้านที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะลงเก็บข้อมูล”
“เราจะไม่รู้จักหมู่บ้านที่อยู่ติดลำน้ำเสียวว่ามีกี่หมู่บ้าน อะไรบ้าง สังกัดพื้นเขตการปกครองตำบลไหน เมื่อเราไม่รู้ เราก็ไม่สามารถประสานความร่วมมือไปถึงผู้นำชุมชนและผู้ที่จะให้ข้อมูลได้”
“ส่วนขั้นตอนที่ ๓ ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึง หากขาดขั้นตอนที่ ๑ และ ๒ เพราะในการที่จะสรุปเขียนเป็นงานวิชาการออกมาได้ มันต้องมีข้อมูลที่มากพอ”
ผมได้บอกแผนการทั้งหมดที่ผมคิดและติดอยู่ในหัวออกมาทั้งหมดแล้ว เนวิน หยุดนิ่งไปชั่วครู่ จากนั้นพูดขึ้นว่า “ผมเข้าใจแล้วว่าทำไม่คุณครูถึงดูจริงจังกับมันมาก”
การเดินทางในช่วง ๓๐ นาทีแรกนั้น ผมมอบเวลาทั้งให้กับการพูดคุยในสิ่งที่เป็นข้อจำกัดของการเดินทางที่ผ่านๆ มา จากนั้นพวกเราค่อยเริ่มสังเกตสิ่งต่างๆ ข้างๆลำน้ำเสียว เหมือนที่พวกเราเคยๆ ทำมาในการเดินทางก่อนหน้านี้
ในช่วงที่พวกเราเดินทางมาล้ำน้ำเสียวมีน้ำน้อย มีคูดินสูงประมาณ ๒ – ๓ เมตร ทีการเพราะปลูกพืชผักสวนครัวต่างๆ เราหยุดพักที่แรกของวัน คือ บริเวณต้นตาล ๔ ต้น สูงใหญ่ข้างคูดินของน้ำเสียว พวกเราเจอชาวบ้านในละแวกนี้ ซึ่งกำลังทอดแหและจับปลาโดยใช้ตาข่าย มีการขุดสระข้างคูดินของลำน้ำเสียงเพื่อเลี้ยงปลา ๐๙.๕๔ นาที เราเริ่มมองเห็นบ้านซองแมวหมู่ที่ ๑๓ ตำบลหัวเรือ ถัดมาน่าจะเป็นบ้านเหล่าหุ่ง หมูที่ ๑๔ ตำบลหัวเรือ เราไม่ได้แวะหมู่บ้านทั้ง ๒ แต่เราก็พอรู้ว่าชาวบ้านจากทั้งสองหมู่บ้านนี้ คงใช้ลำน้ำเสียวในการทำนา เพราะอย่างน้อยก็มีที่นาที่เป็นแนวยาว จากคูดินของลำน้ำเสียวทอดยาวไปจนถึงหมู่บ้าน
ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับชาวบ้าน ที่นำวัวและควายมาเลี้ยงยังบริเวณลำน้ำเสียว ชาวบ้านบอกว่า “บางช่วงของลำน้ำเสียงมีความลึกมากถึงกับไม่สามารถวัดได้ และบางช่วงกลับตื่นจนเดินข้ามได้โดยไม่ต้องดึงขากางเกงขึ้น” ถัดมาในระยะเพียง ๑๐๐ เมตร ผมเห็นเด็กวัยรุ่นประมาณ ๕ – ๖ คนกำลังขุดแย่ มี ๑ ตัวที่ตกเป็นเหยื่อการล่าของพวกเขา พวกเขาบอกกับผมว่า “พวกเฮาเพิ่งขุดเลยได้โตเดียว แล้วอ้ายมาแต่ไส สิไปไส?” เนตอบกลับไปว่า “มาจากหนองบ่อต้นลำน้ำเสียว จะไปราศีไศล” พวกเขาร้องออกมายาวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ป๊าด!”
พวกเราเดินต่อไป เวลา ๑๐. ๔๕ นาที พวกเราเดิมมาถึงบริเวณสะพานบ้านโคก หมู่ที่ ๑๐ ตำบลหัวเรือ หมู่บ้านดังกล่าวมีวัดชื่อว่า “วัดศิลา” ถัดกันสะพาน มีชาวบ้านกำลังหว่านแห มีการขุดสระเพื่อเลี้ยงปลา รวมทั้งมีการเพราะปลูกมะนาว พริก มะละกอ มะเขือ ข่าและอื่นๆ
ในระหว่างที่กำลังชมและเดินผ่านส่วนอันเต็มไปด้วยผักนานาชนิด ผมบอกกับเนวินว่า “วิ่ง! ผมบอกให้วิ่ง!” พบจบประโยคที่สองเจ้าเนอ้วนวินหน้าตั้ง พร้อมกลับร้องตะโกนตามมาว่า “คุณครูเจออะไรครับ?” คำเดียวสั่นหวนๆที่ผมบอกเขา “งู” พอตัวเองอยู่ในระยะที่ห่างจากอันตรายจากเจ้าสัตว์ตัวนี้ เจ้าเนแสดงอาการหอบเป็นละลอกๆ ราวกับว่าเป็นนักกีฬากรีฑาที่เพิ่งวิ่งเข้าเส้นชัยไปหมาดๆ “งูอะไรครับ?” ผมตอบเพื่อนตัวโตของผมว่า “งูลูกเซือก บ่มีพิษอีหยังเลย!”เขาถอนหายใจยาว “ที่วิ่งมาคือวิ่งหนีงูไม่มีพิษ!”ผมหัวเราะแล้วบอกกับไปช้าเบาๆ ว่า “แมนแล้ว”
ถัดมาเป็นไร่อ้อยและไร่มันสำปะหลัง ไม่นานเราก็เจอเถียงนาหลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเหล่าก้างปลา หมู่ที่ ๑ และ ๒ ตำบลโพธิ์ชัย ประมาณ ๔๐๐ เมตร เราพักกินข้าวเที่ยงที่นั้น น่าจะประมาณราวๆ ๒ ชั่วโมง และหลังข้าวมื้อเที่ยงที่เถียงนาดังกล่าว ผมได้เผลอนอนหลับไปพักหนึ่ง จนกระทั่งเนวินเข้ามาปลุก ผมรีบถามเวลาทันที เนวิน รายงานทันทีว่า “บ่าย ๒ โมงครึ่งแล้วครับ”เพื่อที่จะถึงจุดหมายไม่ค่ำจนเกินไป ผมจึงรีบคว้ากระเป๋าสะพายอย่างรีบร้อน และออกเดินทางต่อ
เราออกเดินทางต่อในช่วงบ่ายเวลา ๑๔.๔๑ และในช่วงบ่ายนี้เราพบเห็นการเลี้ยงสัตว์ตลอดทาง แต่ที่พบเห็นเป็นจำนวนมากๆเป็น คือ การเลี้ยงไก่ชน ในวันนี้ สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นถึง ๒ ครั้ง คือ การใช้ตาข่ายเพื่อดักจับนก นับเป็นสิ่งใหม่ที่พวกเราได้เห็นนับตั้งแต่เดินทางมา มีการทำนาปังถึงจะมีไม่มาก แต่ก็มีไม่ขาดทาง การจับปลาโดยการใช้ “จั่น” ยังคงมีให้เห็นในลำน้ำเสียวเสมอๆ ไม่ขาดบางครั้งพวกเราพบเห็นนักล่าจากต่างถิ่นที่มาตกปลาช่อนโดยการใช้เหยื่อปลอม
เรามาถึงบริเวณที่มีคลองน้ำ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “คลองนา” ซึ่งจุดตรงนี้ผมสามารถมองเห็นบ้านกอก หมู่ที่ ๖ และบ้านดอนกอก หมู่ที่ ๒๑ ตำบลหัวเรือได้อย่างชัดเจน ถัดมาประมาณอีก ๒ กิโลเมตร สังเกตแล้วเพิ่งมีการขุดคูดินของลำน้ำเสียวใหม่เวลา ๑๕.๔๓ เรามาถึงหนองน้ำขนาดใหญ่ที่กำลังขุดลอกอยู่ ชาวบ้านเรียกหนองดังกล่าวว่า “คลองเสียว” เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ บริเวณคูดินของคลองเสียวพวกเราสามารถมองเห็นบ้านหัวเรือ หมู่ที่ ๔ และบ้านฝาง หมู่ที่ ๕ ได้อย่างชัดเจน รวมทั้งวัดรังสี โดยเฉพาะตัวพระธาตุมีสีขาว แสงแดดในช่วงดวงตะวันใกล้จะลับฟ้าไป ทำให้ตัวพระธาตุระยิบระยับ สามารถมองเห็นได้ในระยะทางไกลๆ
แต่ก็ไม่พอสำหรับคนที่หลงใหลในการศึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างผมและเนวิน ผมสอบถามอัจฉริยาภรณ์ ปะกาสังข์ ลูกศิษย์และหนึ่งทีมสำรวจของผม เขาเป็นคนศึกษาและสำรวจเกี่ยวกับเส้นทางระหว่างหมู่บ้านที่อยู่ข้างลำน้ำเสียว เขาเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับพระธาตุดังกล่าว่า “ชาวบ้านเรียกพระธาตุดังกล่าวว่า ‘หลวงพ่อธาตุดำ’ ท่านเป็นพระสงฆ์ ที่พาชาวญาติโยมและลูกหลานมาตั้งบ้านใหม่ นั่นคือ ‘บ้านหัวเรือ’ รวมทั้งสร้าง ‘วัดรังษี’ แห่งนี้ด้วย ปีที่ท่านมรณภาพไม่ปรากฏ ต่อมาลูกศิษย์และผู้ที่ศรัทธา ได้พากันสร้างพระธาตุไว้เป็นอนุสรณ์”
ไม่นานหลังจากที่ได้ยินเรื่องอันดีนี้แล้ว ดวงตะวันก็ลับฟ้า ทิ้งความมืดไว้ให้ทุกสรรพสิ่ง พวกเราตั้งค่ายพักแรมห่างจากคลองเสียวออกมาทางทิศใต้ประมาณ ๔๐๐ เมตร พวกเรารีบกินข้าวแล้วเข้านอน เพราะการเดินมาตลอดวันนี้สร้างความเหมื่อยล้าสุดๆ ให้แก่พวกเรา ดังนั้น การให้เวลากับการพักผ่อนมากๆ จึงนับว่าที่จำเป็นสำหรับพวกเราในเวลานี้
การสิ้นสุดของลำน้ำเสียวในมหาสารคาม
วันอาทิตย์ที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑ เวลา ๐๘.๔๕ เราออกเดินทางจากจุดที่ราตั้งค่ายพักแรม อากาศในช่วงเช้าเย็นสบายดีมาก ผมได้แต่ภาวนาว่า จงให้อากาศอยู่ในลักษณะแบบตลอดไป เพราะถ้าอากาศเป็นแบบนี้ตลอดไป มันคงทำให้ผมมีความฮึกเหิม และขวัญกำลังที่ใจที่จะเดินต่อไปได้เรื่อยๆ ในตลอดทั้งวัน
เส้นทางของวันนี้ เป็นป่ารกเสียส่วนใหญ่ จึงไม่สะดวกนักที่จะเดิน ในระยะ ๑๐๐ เมตร ต่อมามีการตัดต้นยูคาลิปซึ่งปรากฏแต่เพียงใบแห้งให้พวกเราได้เดินเหยีบยและผ่านไป ยิ่งเดินไปยิ่งเป็นเส้นทางที่ผ่านได้ยากเพราะป่ารกบนคูดินของลำน้ำเสียวเริ่มมีต้นไม้ที่มีหนาม ๑๐.๐๘ พวกผมพักที่เถียงนา ณ จุดนี้เรามองเห็นหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าคือบ้านอะไร
ผมคาดคะเนว่าน่าจะเป็นบ้านป่าแถมและบ้านดอนเม็ก หมู่ที่ ๑๕ ตำบลหัวเรือ ตามข้อมูลที่ผมมีในขณะนี้ หมู่บ้านทั้งสองถูกรวมเป็นหมู่ ๑๕ ด้วยกัน ถ้าหากเป็นเช่นนั้น นับว่าเป็นกรณีที่แปลกที่สุดเท่าที่พวกเราเดินผ่าน สำหรับหมู่บ้านที่อยู่ข้างลำน้ำสียว ถัดมาเป็นตูบดอนปู่ตาตูบใหญ่น่าจะเป็นหลังใหม่ เดินต่อมาเพียงไม่กี่ก้าว คือ ตูบดอนปู่ตาขนาดเล็กเข้าใจว่าเป็นตูบเก่า
เวลา ๑๐.๓๗ นาที ผมเริ่มมองเห็นวัดบ้านหนองแกในระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร ระหว่างทางมีการปลูกอ้อย สายน้ำในช่วงนี้ลึกบ้างตื้นบ้างสลับกันไป ไม่นานเรามาถึงบ้านหนองแก หมู่ที่ ๑๑ ตำบลหัวเรือ ข้างฝั่งที่เราเดินอยู่ผมนับจำนวนเรือได้ ๒ ลำ ถัดมาอีกประมาณ ๑๐๐ เมตรก็มีเรืออีก ๑ ลำ แต่อยู่อีกฟากหนึ่งของเรา บริเวณนี้มีต้นยูคาลิปตัสจำนวนมาก ลำเสียวในช่วงที่จะไปบ้านยาง หมู่ ๙ ตำบลหัวเรือนั้น มีการนำขยะมาทิ้งข้างคูดินของลำน้ำเสียว บางช่วงส่งกลิ่นเหม็น ดูแลวทำลายความสายงามของลำน้ำสายนี้ไม่น้อย สำหรับบ้านยางนี้ มีวัดชื่อว่า “วัดบ้ายางไก่เฒ่า” พวกเราไม่แวะหมู่บ้านดังกล่าว ทั้งนี้เป็นเพราะพวกเราต้องรีบเข้าสู้เขตของบ้านแก่นเท้าโดยเร็ว
ระหว่างเดินไปบ้านยางมีที่นาอยู่ติดคูดินเสมอ มีการทำนาปังไม่มาก ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะมีลำน้ำเสียวน้อย มีการขุดสระเพื่อเลี้ยงปลา
เวลา ๑๒.๐๐ น. พวกเราพักกินข้าวเที่ยงที่สะพานทางเข้าสู่บ้านแก่นท้าว หมู่ที่ ๖ ตำบลโพธิ์ชัยจากนั้นออกเดินทางต่อ เวลา ๑๒.๔๕ นาที เราถึงคลองอีแป่ม ซึ่งเป็นคลองที่มีน้ำไหลลงมารวมลำน้ำเสียว และที่สำคัญคลองดังลกล่าวมันถูกใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างจังหวัดมหาสารคามและร้อยเอ็ด ฉะนั้นอีกฝั่งตรงข้ามที่พวกเรากำลังยืนอยู่ จึงเป็นพื้นที่ในสังกัดเขตแดนจังหวัดร้อยเอ็ด
ผมยืนมองดูคลองอีแป่มและกระแสน้ำที่กำลังไหลผ่านมาเพื่อลงสู่ท่อระบายน้ำซึ่งถูกถมด้วยดินแดงเพื่อทำเป็นถนนขนาดความกว้าง ๒ – ๓ เมตร ดูแล้วก็ขัดขวางการไหลของน้ำไม่น้อย แต่ทว่าการถมและทำเป็นถนนดังกล่างนี้ ก็ช่วยทำให้การเดินของพวกเรา ไม่จำเป็นต้องเดินลุยน้ำในคลองเพื่อไปขึ้นอีกฝั่งประมาณ ๒ – ๓ นาที่ที่ผมยืนนิ่ง เพ่งมองไปยังคลองอีแป่ม เจ้านักสำรวจตัวโตเอ่ยว่า “ผมขอไปร้อยเอ็ดก่อนนะครับ!มหาสารคามและร้อยเอ็ดอยู่ใกล้กันนิดเดียว!”ผมแสดงสีหน้าเบื่อๆแล้วบอกกลับไปว่า “ใช่ ถูกของนายเจ้าตัวร่างยักษ์”
“ถัดจุดที่คลองอีแป่มไหลลงมารวมกับลำน้ำเสียวไปนี้ เขตแดนระหว่างจังหวัดมหาสารคามและร้อยเอ็ด คงมีเพียงลำน้ำเสียวสายนี้เท่านั้น ที่กั้นมันไว้”
“อาจารย์พูดเหมือนว่า แม่น้ำสายนี้คือสิ่งที่กีดขวางผู้คนในละแวกนี้อย่างนั้นแหล่ะ” เนวินทำท่าสงสัยในสิ่งที่ผมพูด ผมรีบตอบทันที ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เขาเข้าใจผิดในสิ่งที่ผมต้องการสื่อ “ปล่าวครับเจ้าเน ผมเพียงอยากบอกว่า มันถูกใช้เป็นสิ่งแบ่งแยกระหว่างคนในละแวกนี้ ผลที่ออกมา คือ คำว่า ‘คนร้อยเอ็ด’ และ ‘คนมหาสารคาม’ ซึ่งผู้คนในละแวกนี้ คำสองคำที่ผมว่าไปมันแทบไม่ได้มีอิทธิพลอะไรเลยในการใช้ชีวิตของพวกเขา”
“ผมเชื่อนะครับว่า มีหลายคนๆ ที่อยู่ในหมู่บ้านของเขตจังหวัดมหาสารคาม ได้ไปแต่งงานกับคนในหมู่บ้านที่ขึ้นสังเขตจังหวัดเอ็ด”
เมื่อได้ฟังสิ่งที่ผมต้องการสื่อ เนวินยิ้มและหัวเราะ จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “จริงด้วยครับ! ผมก็ว่าอย่างนั้น! แต่อาจารย์กำลังจะบอกผมว่า มันเป็นเพราะการบริหารราชการของเมืองหรือจังหวัดทั้งสองใช่ไหม?” ผมไม่ตอบอะไรทั้งสิ้นต่อคำถามดังกล่าวของเขา ผมเพียงหันหลังกลับไปมองเขา แล้วก็ยิ้มเพียงเท่านนั้นผมมองดูไปรอบๆทุ่ง ไม่เห็นพบเห็นชาวบ้านในบริเวณนี้มากนัก ผมหวังที่จะได้พูดคุยกับชาวบ้านจากบ้านแก่นท้าว หมู่บ้านที่อยู่ข้างลำน้ำเสียวหมู่บ้านสุดท้ายของจังหวัดมหาสารคาม แต่ก็ต้องผิดหวังในที่สุด คงจะเป็นเพราะมันเป็นป่าไม้รกและชายขอบกระมั่งจึงไม่พบผู้คนสัญจร
จากนั้นไม่นานก็ได้เวลาที่แสนโปรดปรานของเจ้าเน กิจกรรมดังกล่าว คือ “การเล่นสนุกในลำน้ำเสียว” พวกเราได้พากันลงเล่นน้ำ ว่ายไปๆ มาๆ อย่างสนุกสนาน ระหว่างสองฟากฝั่งของลำน้ำเสียวที่ซึ่งเป็นมหาสารคามและร้อยเอ็ดความร้อนที่สั่งสมมานานนับครึ่งวัน เป็นอันหมดสิ้นเมื่อเท้าของผมแตะน้ำ “มันเย็นเจียบ!”ความลึกของระดับน้ำ น่าจะประมาณ ๒ เมตร
ความสนุกสนานในล้ำน้ำเสียวครั้งสุดท้ายนี้ สำหรับพวกเรามันคือการสิ้นสุดของการเดินทางเพื่อสำรวจในช่วงแรกเริ่ม ช่วงที่ยังอยู่ในเขตแดนของจังหวัดมหาสารคาม การเดินสำรวจของพวกเราจะมีขึ้น ในช่วงวันเวลาใดอีก ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ที่การวางแผนและการเตรียมการหลังจากนี้
การเข้าสู่เขตจังหวัดร้อยเอ็ด
วันอังคารที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑ พวกเราออกเดินทางเพื่อสำรวจลำน้ำเสียวอีกครั้ง หลังจากที่หยุดการสำรวจและศึกษาไว้ในวันอาทิตย์ที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑ บริเวณที่ลำน้ำเสียวถูกใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างจังหวัดมหาสารคามและร้อยเอ็ด ดังนั้น ในวันนี้ จุดเริ่มต้นในการออกตัวของพวกเราจึงเป็นบริเวณดังกล่าว พวกเราออกเดินในเวลา ๐๘.๔๒ นาที สองข้างทางของพวกเราเต็มไปด้วยต้นยูคาลิปตัส มีฝูงวัวและความของชาวบ้านในระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร นับจากคูดินที่เรายืนอยู่
อากาศในเช้าของวันนี้นับว่าเย็นสบาย เหมาะที่จะออกเดินทางเพื่อศึกษาและสำรวจ หรือเรียนรู้สิ่งต่างๆในละแวกนี้ ในช่วงแรกเริ่มของการเดิน มีต้นแคป่าเป็นสิ่งที่ฉุดความสนในของพวกเรา ดอกของมันล่วงลงสู่พื้นดินมากมาย แต่ทว่าคงไม่มีชาวบ้านพบเห็น ถัดไปไม่ไกลกันมากนัก สีสันของต้นกุงก้ไม่แพ้กัน พืชสองชนิดบวกกับอากาศในช่วงเช้าที่เย็นสบาย ยิ่งทำให้พวกเราร่าเริงและมีกำลังใจเพื่อที่เดินทางสำรวจมากกว่าที่เคยเป็นมา ถัดมาประมาณ ๕๐๐ เมตร พวกเราเริ่มมองเห็นบ้านเรือนของชาวบ้าน เข้าใจว่าเป็นบ้านแก่นท้าว
จากการสังเกตของผมเอง ยิ่งพวกเราอยู่ใกล้บริเวณที่เป็นรอยต่อระหว่างสองจังหวัด พวกเรายิ่งไม่พบผู้คนสัญจรไปมาเหมือนที่ผ่านๆมา ลำน้ำเสียวในช่วงมีความกว้างประมาณ ๑๒ เมตร ข้างๆคูดินมีการทำไร่อ้อย แต่ไม่มาก พวกผมเดินต่อมาได้ระยะทางประมาณ ๑ – ๒ กิโลเมตร พวกเราเห็นโพนดินที่เป็นเกาะเล็กๆอยู่กลางลำน้ำเสียว มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่บนเกาะเล็กๆแห่งนั้นประมาณ ๓ ต้น บริเวณดังกล่าวโดยรอบ มีการกัดเซาะของน้ำให้เห็นอยู่หลายที่ บ่งบอกถึงการไหลของน้ำในหน้าฝนของลำน้ำเสียว
เวลา ๑๐.๒๐ นาที เราเดินมาถึงสะพานที่สร้างโดยกรมโยทาธิการในปี ๒๕๓๘ บริเวณทำให้ผมและเนวินรู้ว่า “ลำน้ำเสี่ยวถูกใช้เป็นเส้นแบ่งระหว่างอำเภอปทุมรันต์และอำเภอเกษตรวิสัย” เพราะในระหว่างที่ผมกำลังทำความเข้าใจเรื่องนี้ นายอัจฉริยาภรณ์ ปะกาสังข์ ผู้ช่วยงานในการศึกษาลำน้ำเสียวของผมอีกคน ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ฝั่งที่คุณครูกำลังเดินอยู่นี้ขึ้นกับทางอำเภอปทุมรัตน์ ส่วนทางตรงข้ามเป็นเกษตรวิสัย”
ความยาวของลำน้ำเสียวในช่วงนี้ น่าจะประมาณ ๑๕ – ๑๗ เมตร ผมเริ่มเห็นการเตรียมดินโดยการไถกลบนับตั้งแต่เดินข้ามสะพานมา และในบางช่วงมีร่องลอยของการกัดเซาะของน้ำอยู่เสมอๆ ไม่ขาดสาย ไม่นานเราก็พบชาวบ้านที่นำวัวและควายมาเลี้ยงในบริเวณข้างลำน้ำเสียว ผมจึงมีโอกาสได้สอบถามในสิ่งที่ผมอยากจะรู้ “พ่อใหญ่ครับ หมู่บ้านต่อไปที่พวกผมจะผ่านคือบ้านอีหยังครับ?” ท่านตอบพวกเราสั้นๆว่า “บ้านท่ามวง” ผมและเนวินไม่รอช้า พวกเรารีบเร่งผีท้าวไปยังหมู่บ้านดังกล่าวทันที พร้อมๆกับความหิว เพราะดูๆแล้วน่าจะได้เวลาข้าวเที่ยงของพวกเราแล้ว
เรามมาถึงบ้านท่ามวงหมู่ที่ ๑๒ ตำบลโพนสูง อำเภอปทุมรัตน์ เวลา ๑๒.๐๖ นาที ก่อนเข้าไปยังตัวชุมชนมีไร่ถั่วดินเล็กๆ ถัดมาอีกประมาณ ๑๐๐ เมตรของหมู่บ้านดังกล่าว เป็นดอนปู่ตามีตูบ ๓ หลัง ชาวบ้านเรียกบริเวณดังกล่าวว่า “ศาลจ้าวพ่อตื้อแสนคำ” ศาลเจ้าพ่อแห่งนี้นับว่าเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านเคารพนับถือเป็นอันมาก ผมและเนวินจัดการถ่ายรูปศาลเจ้าพ่อตื้อแสนคำอย่างละเอียด บริเวณโดยรอบของที่แห่งนี้นับว่ามีความสะอาดสะอ้านและน่าพักผ่อน การสัญจรของยานพาหนะต่างๆของชาวบ้านต้องใช้สัญญาณแตรบอกกล่าวทักทายท่าน ภายใต้อาณัติการปกครองท่าน วิถีชีวิตของชาวบ้านน่าจะมีแต่ความผาสุก
จากการสังเกตของผมพบว่า ในลำน้ำเสียวจะพบเห็นเรือของชาวบ้านเป็นระยะๆไม่ขาด การมีพาหนะเช่นนี้นับว่าเป็นหลักฐานยืนยันที่ดีสำหรับการพึ่งพาลำน้ำเสียวของชาวบ้านในการสัญจร พวกเราค่อยๆเดินผ่านด้านหลังของวัดบ้านท่าม่วง พอผ่านด้านหลังของวัดไปผมเห็นไร่ถั่วดิน สวนกล้วย (ไม่มาก) พบเห็นชาวบ้านกำลังถางหญ้าในไร่นาเพื่อปลูกอ้อย
๑๓.๒๐ นาที พวกเราถึงบ้านตาแสง หมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านฝาง อำเภอเกษตรวิสัย หมูบ้านแห่งนี้มีวัดชื่อว่า “วัดบ้านตาแสง” การเดินทางในวันนี้สร้างความเหมื่อยล้าให้กับผมและเนวินเป็นอย่างมาก เวลา ๑๓.๓๓ นาที พวกเราพากันหยุดพักผ่อน จากนั้นเวลา ๑๕.๒๐ นาที จึงออกเดินทางต่อ คูดินฝังที่เราเดินนั้นค่อนข้างรกและลำบากต่อการเดิน แต่ทว่าก็มีที่นาของชาวบ้านที่กำลังทำนาปังอยู่ จึงพอทำให้ให้คูดินยังพอเดินได้ แต่ไม่สะดวกเท่าที่ควร บางช่วงมีการขุดสระเพื่อเลี้ยงปลา
บางช่วงของการเดิน ลำน้ำสียวถูกปิดคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่หรือนานาชนิด ไม่สามารถเห็นได้ ส่วนความลึกของลำน้ำเสียว ชาวบ้านบอกว่า “บางช่วงก็ลึกบางช่วงก็ตื้น” ถัดมาก่อนที่พวกเราจะเข้าสู่บ้านนาแค พวกเราพบชาวบ้าน ๒ คน ตาและยายกำลังเก็บพริกในสวนพริก พอผ่านสวนพริกมาประมาณ ๔๐ – ๕๐ เมตร ผมเริ่มมองเห็นบ้านเรือนของชาวบ้าน ซึ่งทางฝังที่เรากำลังเดินอยู่ ผมเข้าใจว่าเป็นเขตพื้นที่ของอำเภอเกษตรวิสัย ชุมชนที่อยู่ข้างลำน้ำเสียวในละแวกนี้มีบ้าน โพนศรีทอง หมู่ที่ ๑๓ บ้านหัวดอนชาด หมู่ที่ ๔ บ้านดอนประปา หมู่ที่ ๑๖ ทั้งหมดนี้ขึ้นตำบลบ้านฝาง อำเภอเกษตรวิสัย
ผมถึงบ้านนาแค หมู่ที่ ๗ ตำบลขี้เหล็ก อำเภอปทุมรัตน์ เวลาประมาณ ๑๖.๔๕ นาที หมู่บ้านแห่งนี้สำหรับพวกเรา มันคือเส้นชัยและจุดสิ้นสุดในการเดินของวันนี้ ผมรู้สึกว่าเหนื่อล้าสุดๆ มากกว่าทุกๆวันที่เคยเดินมา อีกทั้งเพื่อนร่วมเส้นทางของผมก็เช่นกัน ก้าวเดินที่กำลังใกล้จะหมดแรงของเขา กำลังบอกผมว่าไปต่อไม่ได้แล้ว ดังนั้นผมจึงตัดสินใจหยุดเดินในวันนี้เพียงแค่ที่บ้านนาแค การนอนพักเพื่อเอาแรงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเรา
การเดินทางสู่เมืองบัว
วันพุทธที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑ ผมเดินทางออกจากบ้านนาแค หมู่ที่ ๗ ตำบลขี้เหล็ก อำเภอปทุมรัตน์ เวลาที่ผมเออกเดินคือ ๐๘.๕๐ โดยเลือกทางเดินที่เป็นคูดินฝั่งตรงข้ามกับวัดสว่างคงคา ฝั่งที่ผมกำลังเดินนี้ ว่าไปแล้วคืออาณาเขตของอำเภอเกษตรวิสัย อากาศในตอนเช้าค่อนข้างเย็นสบาย มีสายลมเบาๆกระโชกมาไม่ขาดสาย แนวของต้นไม้ข้างคูดินเอนเอียงไปมาให้อารมณ์ที่ผ่อนคลายยิ่งนัก
อีกฟากหนึ่งของทางคูดินลำน้ำเสียว ผมแลเห็นเตาเผ่าถ่าน มีต้นยูคาลิปตัส สะแกและขี้เหล็กสลับกันเป็นแนวยาว สายลมเบาๆในยามเช้าทำให้ผมเดินผ่านหมู่ไม้เหล่านี้ได้เรื่อยๆโดยไม่มีอาการเหนื่อยล้าจากเมื่อวาน ความกว้างของลำน้ำเสียวประมาณ ๑๘ – ๒๐ เมตร มีชาวบ้านนำสัตว์เลี้ยงจำพวกวัวและควายมาเลี้ยงข้างคูลำน้ำเสียว
ถัดมาคูดินฝั่งที่ผมกำลังเดินอยู่เต็มไปด้วยต้นไผ่ รกมากจนกระทั่งยากที่จะเดินผมไปได้ แต่ผมก็สามารถเดินผ่านมาได้ เดินต่อมาอีกประมาณ ๕๐ เมตร ผมเจอคลองน้ำสายหนึ่งความกว้างโดยประมาณ ๕ – ๖ เมตร ไหลลงมารวมกับลำน้ำเสียว คลองสายนี้ชื่อว่า “คลองแล้ง” คลองสายดังกล่าวถูกใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างจังหวัดมหาสารคามและร้อยเอ็ดอยู่ช่วงหนึ่ง ผมไม่สามารถเดินต่อไปได้บนคูดินของลำนำเสียวเพราะถูกขัดขวางด้วยกระแสน้ำที่ไหลนิ่งๆ ช้าๆ จากคลองแล้ง ผมตัดสินใจเดินตามคูดินของคลองแล้ง ยิ่งเดินยิ่งห่างจากลำน้ำเสียวออกไป
ในระหว่างนั้นผมชำเลืองไปมารอบๆ เห็นเรือของชาวบ้าน ๕ ลำ ที่แรกก็ตั้งใจว่าจะใช้เป็นพาหนะข้ามไปยังอีกฝั่งแทนการเดินหาสะพาน แต่ก็โชคร้าย เพราะเรือทุกลำมีการคล้องโซ่ตรวนไว้ ทั้งนี้ผมคิดว่าน่าเป็นการจะป้องกันไม่ให้คนอื่นนำเรือไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาติ รวมทั้งเพื่อป้องกันกระแสน้ำพัดพาไปยังที่อื่นไกลจนยากที่จะตามหา
ผมเดินตามคลองสายนี้ไปเพื่อหาสะพาน ระยะทางที่เดินไปน่าจะประมาณ ๓ กิโลเมตร เมื่อเจอสะพานตามที่ผมคาดหวังในใจแล้ว ผมรีบเดินด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ ทั้งนี้ผมสูญเสียเวลากับการหาทางข้ามคลองดังกล่าวไปประมาณ ๓๐ นาที ผมวิ่งแทบไม่ทันสังเกตอะไรๆรอบข้าง เห็นเพียงแต่แนวของต้นยูคาลิปตัสเท่านั้นที่ขึ้นปกคลุมหนาทึบ มีเสียงการ้องเป็นระยะๆ ให้ความรู้สึกชวนขนลุกน่ากลัวและวังเวงไม่น้อย
จากนั้น ไม่นานผมก็ได้พบศาลดอนปู่ตา บริเวณแห่งนั้นมีตูบ ๒ หลัง ศาลาต่ำ ๑ หลัง และศาลาสำหรับนั่งเล่น ๑ หลัง ดอนปู่ตาแห่งมีพื้นที่กว้างขวางและร่มรื่นมาก ที่สำคัญอยู่ข้างลำน้ำเสียว ผมทำการถ่ายภาพและจดบันทึกรายละเอียดต่างๆ แล้วออกเดินไปต่อเพื่อที่จะให้ทันเวลาที่ได้นัดหมายกับนายอัจฉริยาภรณ์ ปะกาสังข์ ผู้ที่กำลังตระเวนไปยังชุมชนต่างๆ เพื่อศึกษาเส้นทางรอบข้างลำน้ำเสียว
คูดินของลำน้ำเสียวเริ่มรกและหนาทึบไปด้วยต้นไม้ มีทางสำหรับเดินประมาณ ๑ – ๒ เมตร ผมพบกับชาวบ้านคนหนึ่ง ที่เป็นหญิงชราที่กำลังหาหาฟืน ด้วยความสงสัยผมจึงถามท่านว่า “ยายดอนปู่ตาที่อยู่ข้างลำน้ำเสียวบ่ไกล เพิ่นมีซื่อวาอีหยังครับ?” ทันใดนั้น ท่านมองมาที่ผม ยืนนิ่งเพื่อนึกอยู่นาน จากนั้นตอบว่า “เพิ่นซื่อว่าพ่อใหญ่ตื้อแสนคำ” เมื่อได้ยินผมประหลาดมากเพราะผมได้ยินชื่อนี้ไปแล้วเมื่อวานที่บ้านท่าม่วง หมู่ที่ ๑๒ ตำบลโพนสูง อำเภอปทุมรัตน์ ผมเห็นท่านยิ้มและหัวเราะ คงเห็นอาการตกใจที่ผมแสดงออกไปกระมั่ง ต่อจากนั้นท่านถามว่า “เป็นหยังละหล่า?” ผมตอบท่านว่า “ผมกำลังเดินสำรวจลำน้ำเสียว บังเอิญเห็นศาลของเพิ่นเลยอยากรู้ครับ” ท่านหัวเราะและยิ้มอีกครั้ง และให้ข้อมูลกับผมเพิ่มมาอีกว่า “หม่องนั้นเพิ่นเอิ้นว่าวังใหญ่ ทางหน้าของศาลคือวัดวังใหญ่”
เมื่อได้คำตอบในสิ่งที่ไม่รู้ ผมรู้สึกดีใจ ผมรีบยกมือไหว้ท่านเพื่อแสดงการขอบคุณ พร้อมๆกับคำพูดเพียงสั้นๆว่า “อ๊อ! ครับผม ขอบคุณครับยาย” ไม่นานก็ ผมเดินทิ้งห่างท่านออกมา ถัดมาไม่กี่ก้าวของการเดิน มีชายชราอายุน่าจะไร่เรี่ยกันกับคุณยายคนเมื่อกี้ น่าจะประมาณ ๕๐ ขึ้น กำลังว่านแหจับปลาที่ข้างๆลำน้ำเสียว
ผมมองไปที่ท่าน และท่านก็มองที่ผม ผมยิ้มแล้วก็รีบทักทายท่าน “พอใหญ่สวัสดีครับ น้ำลึกบ่?” ท่านน่าจะเป็นคนใจดี เพราะท่านก็ยิ้มกลับและทักทายผมเช่นเดียวกันกับที่ผมทำ “ครับผม สวัสดีครับ! น้ำประมาณ ๓ เมตร” ผมเดินถัดมาไม่ไกลนักผมเห็นสวนมะม่วงและยางพารายาวเกือบ ๑๐๐ เมตร ในส่วนของยางพารา พวกเราคงได้ยินข่าวที่ไม่ค่อยสู้ดีนักในเรื่องราคา ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าชาวบ้านจะหาทางออกได้ในการลงทุนกับไร่ยางแห่งนี้
ยิ่งผมรีบเดินมากเท่าไร ผมยิ่งเห็นความผูกพันของชาวบ้าน (บ้านเขวาใหญ่ หมู่ที่ ๓ ตำบลโนนสว่าง อำเภอเกษตรวิสัย) กับลำน้ำสายนี้มากขึ้นเท่านั้น เพราะอย่างน้อยก็มีการตั้งบ้านเรือนประมาณ ๓ – ๔ หลังข้างลำน้ำสายนี้ มีการขุดสระเพื่อเลี้ยงปลา บางคนกำลังจับปลาด้วยแห บางคนกำลังจับปลาด้วยตาข่าย บางคนนำวัวและควายมาผูกบริเวณข้างๆคูดิน บางคนเลี้ยงไก่และเป็ดและมีคอกอยู่ข้างๆทางที่ผมเดิน สิ่งเหล่านี้สำหรับผม มันคือหลักฐานที่แสดงถึงการพึ่งพาแม่น้ำสายแห่งชีวิตนี้ฃ
ถัดมาอีกประมาณ ๑๐๐ เมตร ฝั่งตรงข้ามที่ผมเดินคือหมู่บ้าน เข้าใจว่าบ้านหนองแวงน้อย หมู่ที่ ๕ และบ้านยางจ้อง หมู่ที่ ๑ ตำบลน้ำอ้อม ตามลำดับ ทั้งสองหมู่นี้สังกัดเขตการปกครองของตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย ผมเห็นเด็กผู้หญิง ๓ คน อายุน่าจะประมาณ ๘ – ๑๐ ปี กำลังถือสวิงไปๆ มาๆ ข้างๆ ลำน้ำเสียว ไม่ทราบว่าหาอะไร แต่ก็เป็นภาพที่บ่งบอกว่าพวกเขาไม่เกรงกลัวความลึกและกระแสน้ำที่เต็มไปด้วยความลี้ลับ
ลำน้ำเสียวในช่วงนี้ ชาวบ้านทำการเลี้ยงปลาในกระชังค่อนข้างเยอะ ที่นาทางด้านฝั่งที่ผมกำลังเดิน ผมได้เห็นการตระเตรียมดินของชาวบ้านโดยการไถกลบ
ยิ่งดวงตะวันขึ้นสูงเท่าไรผมยิ่งรู้สึกร้อนมากเท่านั้น ในขณะเดียวกันผมก็นึกขึ้นได้ว่า นี้คงเป็นช่วงที่ทุ่งกุลาร้องไห้แสดงพลังอำนาจหรือกระมั่ง? ถึงแม้ว่าจะมีลมพัดไม่ขาดช่วง แต่ทว่าผมก็ไม่รู้สึกคลายร้อนอยู่ดี มิหนำซ้ำผมยังรู้สึกร้อมมากกว่าเดิม ผมเดินต่อไปจนกระทั่งถึงสะพานแห่งหนึ่ง ในเวลา ๑๑.๐๒ นาที ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสะพานที่กำลังจะเดินผ่านไปนี้ จะเป็นเส้นทางไปสู่ที่ใด
เวลา ๑๒.๐๐ น. พวกเราหยุดการเดินไว้เพียงเท่านี้ เพราะทั้งนี้ พวกเรากำลังจะกินข้าวเที่ยง ภายหลังข้าวเที่ยง สิ่งที่ตามมา คือ “อาการง่วงนอน!” ดังนั้น พวกเรานอนกลางวันเกือบ ๑ ชั่วโมงครึ่ง รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกที เวลาก็เลยไปเกือบๆ ๑๔.๑๐ นาที เสียแล้ว
ผมออกเดินต่อในช่วงบ่าย เวลาประมาณ ๑๔.๓๐ นาที เริ่มเห็นชาวบ้านนำผู้ควายมาลงเล่นน้ำในลำเสียวไม่ขาดสาย คูดินท่ามกลางทุ่งกุลาร้องไห้ในช่วงนี้ เต็มไปด้วยฝูงกาดำที่กำลังส่งเสียงร้องอย่างน่าลำคาญนัก ต่อมาเป็นแนวของต้นยูคาลิปตัสยาว มีชาวบ้าน ๔ – ๕ คน กำลังทอดแหกลางลำน้ำเสียวที่มีสีสันไม่ชวนลงเล่น
ผมเดินต่อไปอีกได้ระยะทางประมาณ ๑ – ๒ กิโลเมตร ความกว้างของลำน้ำเสียวเหลือเพียง ๒ – ๓ เมตร และมีน้ำอยู่คลองน้อยมาก ผมแลเห็นหมู่ต้นตาลจำนวนมากที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งมีร่องลอยการกัดเซาะของน้ำ อาจจะไม่ถึงกับคูดินขาดหรือพังทลาย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเรารับรู้ถึงความแรงของกระแสน้ำ ในไม่นานผมและเนวินก็เดินมาถึงถนนอรุณประเสริฐ มีรถยนต์สัญจรผ่านไปผ่านมาไม่ว่างเว้น ถัอไปตามทางเดินที่เป็นคูดินของลำน้ำเสียวลงไปประมาณ ๕ กิโลเมตร มีการทำนาปัง ต้นข้าวได้สะกดสายตาของพวกเรา การสุกงอมของมันส่งมอบสีเหลืองอร่ามให้ความผ่อนคลายแก่พวกเราได้ไม่น้อย
เราหยุดกิจกรรมการเดินของพวกเราไว้ที่เวลา ๑๘.๑๖ นาที เพื่ดจัดการเรื่องที่พักแรม บริเวณที่เราหยุดพัก คือ คูดินลำน้ำเสียวก่อนเข้าตำบลเมืองบัว พวกเรากินข้าวเพื่อที่จะรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ ไม่นานมากนักหลังการกินข้าวเย็น ผมก็มีโอกาสพบกับกับชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรผู้หนึ่ง เขามีที่นาอยู่ติดกับคูดินของลำน้ำเสียว ๔๐ ไร่ เนื้อที่ทั้งหมดไม่ปล่อยให้ว่างแม้แต่ตารางเดียว มีการขุดสระเลี้ยงปลา ปลูกมะม่วง ปลูกพืชผักสวนครัวนานาชนิด การทำการเกษตรของเขามีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งตัวเขาเองก็มองว่า “มันเป็นสิ่งท้าทายสำหรับเขา” พืชชนิดนั้นก็คือ “แตงโม”
เขาบอกกับผมว่า “การปลูกแตงโมในหน้าร้อนถือว่าเป็นการฝืนธรรมชาติอย่างมาก ต้องให้น้ำมากกว่าที่เป็นอยู่ ฤดูที่ปลูกแตงโมได้ดีที่สุดคือปลายฝนต้นหนาว เพราะฉะนั้นผมจึงเป็นรายแรกๆ ที่กล้าทกลองปลูก” คำถามหนึ่งที่ผมอดใจไว้ไม่ได้ที่จะไม่ถาม คือ “ทำไมถึงกล้าปลูกหน้านี้ครับ?” เมื่อฟังผมคำถามผมจบเขายิ้มแล้วก็กระซิบด้วยน้ำเสียงเบาๆว่า “มันได้ราคาดี เพราะหน้าร้อนไม่มีใครกล้าปลูก กล้าที่จะเสี่ยงเหมือนผม และถ้าผมสามารถทำได้ ผมจะได้ราคาดีในการขาย” “ผมก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ ชอบทำการทดลอง ชอบปลูกพืชใหม่ๆ พืชที่ชาวบ้านคนอื่นๆไม่กล้าปลูกเพราะกลัวขาดทุน แต่สำหรับผมนั้น ถูกผิดมันคือความรู้”
สำหรับผม เขาไม่ใช่แค่ชาวนาชาวไร่ แต่เป็นนักต่อสู้โดยแท้ โดยลึกๆแล้วเขาเป็นคนที่มีความอดทน กล้าได้กล้าเสีย เขาต้องต่อสู้กับความไม่แน่นอนของธรรมชาติ อีกทั้งกลไกลการตลาดที่เขาไม่ส่วนในการกำหนดมันมากนัก ดังนั้นการฟื้นฟูลำน้ำสายนี้ให้มีน้ำมากขึ้นเพื่อทำการเกษตร ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากเป็นไปได้เหมือนอย่างว่า ไม่แน่ชาวบ้านในละแวกนี้อาจจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าทางการเกษตรได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้
การมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองทุ่งของเจ้าแก้ว
วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑ พวกเราตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง เร่งรีบจัดเก็บสำภาระต่างๆ เพื่ออกเดินทาง เวลา ๐๖.๐๐ นาที พวกเราก็ออกเดินทางโดยมีตำบลเมืองบัวเป็นเป้าหมาย ลำน้ำเสียวในยามเช้าตรู่ มีผู้คนสัญจรไปมามากมาย มีชาวบ้านหลายคนกำลังจับปลาด้วยวิธีการต่างๆนานา ก่อนเขาตัวหมู่บ้านผมเห็นฟาร์มสำหรับเลี้ยงเป็ดขนาดใหญ่ มีเป็ดมากมาย ขณะที่เรากำลังเดินผ่าน มีมหาน้อย ๒ ตัว กำลังขู่เหมือนจะกัดพวกเรา
เวลา ๐๖.๓๐ นาทีผมพักที่บ้านเมืองบัว เข้าใจว่าเป็นนหมู่ที่ ๑๑ ตำบลเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย สถานที่ที่พวกเราหยุดพัก สามารถมองเห็น “วัดปทุมคงคา” ได้ชัดเจน ทั้งสองฝั่งของลำน้ำเสียวที่ตำบลเมืองบัวมีการตั้งบ้านเรือนของชาวบ้านค่อนข้างเนืองแน่ ไม่นานผมเดินออกจากตำบลเมืองบัว ในระยะทางได้ประมาณ ๒ – ๓ กิโลเมตร ผมเริ่มมองเห็นบ้านเรือนและวัดแต่ไม่ทราบว่าเป็นของหมู่บ้านใด
ผมไม่รอช้าผมรีบเร่งฝีท้าวเต็มที่เพื่อที่จะไปยังชุมชนต่อไป แต่ในขณะที่กำลังเร่งรีบ ผมก็ได้พบกับคุณตาประจวบ สิมลา ผู้ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ข้างคูดินของลำน้ำเสียว อายุ ๗๔ ปี ท่านบอกกับผมว่าท่านเป็นชาวบ้านจากบ้านเมืองบัว หมู่ที่ ๑๑ ตำบลเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย บ้านเลขที่ ๑๕๗ ท่านบอกกับผมว่า “ปีที่ผ่านมาลำน้ำเสียวขึ้นสูงกว่าทุกครั้งที่ท่านเห็นมาในชีวิต แต่ทว่าหลังที่มันขึ้นสูงแล้ว เวลาผ่านไปไม่นานลำน้ำเสียวกลับไม่มีน้ำอยู่เลย” พอพูดจบท่านก็ชี้นิ้วไปที่ลำน้ำเสียวที่กำลังจะแห้งในไม่ช้า
ในระหว่างที่ผมและเนวินกำลังพูดคุยท่านในเรื่องปัญหาที่ชาวบ้านกำลังเผชิญกับลำน้ำสายนี้ ท่านคงเห็นอาการเหนื่อยหอบของผมเป็นแน่ ท่านรีบนำน้ำดื่มเย็นๆ มาต้อนรับพวกเรา พวกเราได้แต่กล่าว “ขอบคุณ” เพียงเท่านั้น ไม่สิ่งใดตอบแทนแลกเปลี่ยนในความมีไมตรีจิตที่ดีต่อคนต่างถิ่น และก่อนที่ผมจะออกเดินทางต่อไป ท่านได้ให้ข้อคิดเตือน “ผญา” ที่เป็นคำปริศนาแก่พวกเรา ความว่า “ยางโย่งๆ หัวติดดินแก่น มอบๆ เข้าหัวซิเท่าป่ายาง จอกจ้อนผ้าตกฮอดโป้ตีน ซุยซังซะขาดแต่ดินจำก้น” เมื่อได้ยินแล้วผมไม่กล้าแม้แต่จะตีความ
พวกเรายังสามารถเห็นการตั้งบ้านเรือนตามลำน้ำเสียว รวมทั้งการที่มีน้ำค่อนข้างตื้นเขินของลำน้ำเสียว เดินถัดมาไม่ไกลกันมากนัก เราพบชาวบ้านจำนวนมากที่สัญจรไปมาตามคูดินของลำน้ำเสียว บางครั้งพวกเราพบชาวบ้านที่นำวัวควายมาเลี้ยงในบที่นาที่ติดกับคูดิน สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นไม่ขาดในการเดินคือการจับปลาของชาวบ้านด้วยจั่น แหและตาข่าย คูดินก็เช่นกันมีร่องรอยของการกัดเซาะไม่ว่างเว้น ไม่นานผมก็เดินมาถึงจุดที่ “ลำน้ำเตา” ไหลลงมารวมกับลำน้ำเสียว ซึ่งน่าจะอยู่ในพื้นที่เขตการปกครองของตำบลกู่กาสิงห์ ขนาดความกว้างของลำนำเตาที่ผมเห็นนี้ประมาณ ๖ - -๗ เมตร ตื้นและมีน้ำน้อย
เวลา ๑๐.๓๐ นาที พวกเราพักกินข้าวเที่ยง จากนั้นออกเดินทางต่อในเวลา ๑๑.๐๘ นาที พวกเราเดินต่อไปเรื่อยๆ น่าจะราวๆ ๑ ชั่วโมงได้ พวกเราก็มาถึงบ้านกู่กาสิงห์ หมู่ที่ ๑ ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย เราพบชาวบ้านที่กำลังหอดแห และมีหนึ่งในนั้นถามพวกเราว่า “มาแต่สัย แล้วจะไปสัยต่อ?” เจ้าเนเของเราตอบสวนไปทันว่า “หนองบ่อ บรบือ ต้นกำเนิดของลำน้ำเสียว แล้วกะกำลังจะไปราศีไศลครับ” พอเนวินพูดจบ พวกเขาหัวเราะและทำท่าทีขำมาก เนวินบอกไปอีกว่า “อีหลีครับ!” “หน้ำหนักลงจักกิโลแล้ว?” พวกถามเจ้าเนกลับ “บ่หลาย ๒ กิโลแล้วครับ” เนวินตอบ การพูดคุยกันระหว่างเนวินกับชาวบ้านทำให้เกิดเสียงหัวเราะ สนุกสนานอย่างมาก ไม่นานเนวินก็กระซิบเบาๆ ข้างๆ ผมว่า “ผมดูตลกหรือปล่าวครับ? ทำไมพวกเขาดูขำๆกัน” “คงตกกะใจระยะทางที่นายเดินมา ผมว่า” ผมตอบ
ไม่นานพวกเราก็เดินละจากพวกชาวบ้านมา ผมเห็นว่าลำน้ำเสียวในช่วงนี้กว้างมาก ประมาณ ๑๘ – ๒๐ เมตรเห็นจะได้ ส่วนความลำกไม่อาจทราบได้ คูดินถูดนำกัดเซาะบ้างเป็นบางช่วง บางช่วงมีการพังทลายลงเพราะไม่อาจต้านทานกระแสน้ำได้ สีของน้ำค่อยข้างแดงขุ่นไม่น่าลงเล่น ตลอดระยะทางของการเดินมีต้นยูคาเป็นแนวยาว เวลา ๑๔.๑๔ ผมเริ่มมองเห็นหมู่บ้านแต่ไม่ทราบชื่อว่าอะไร บรรยากาศของทุ่งกุลาร้องไห้ผมเริ่มรับรู้แล้วว่าทำไมชาวกุลาในอดีตที่หลงทางในระหว่างมาค้าขายจึงต้องร้องไห้ ที่นาที่ติดกับคูดินโดยรอบๆเริ่มมีการไถกลบ แสดงถึงการวางแผนปลูกข้าวในหน้าผนที่กำลังจะมา ถัดมาผมเริ่มมองเห็นบ้านหินกอง หมู่ที่ ๑ และ ๑๔ ตำบลหินกอง อำเภอสุวรรณภูมิ หมู่บ้านแห่งทำให้ผมรู้ว่าอีกไม่นานเมืองของเจ้าแก้วมงคลก็จะถูกผมพิชิต
ความร้อนของทุ่งกุลาร้องไห้เริ่มทำให้ฝ่าเท้าของผมมีอาการบวมและเป็นหนอง ปวดมากในเวลาเดิน ผมพยายามมองทัศนียภาพและความงดงามโดยรอบๆ เพื่อหันเหความสนใจ มีต้น “สะแก” “ตาล” และ “ยูคาลิปตัส” ที่สลับกันไปมาเป็นระยะๆ ระหว่างผมเดิน นานผมก็เข้าสู่เขตบ้านสองชั้น หมู่ ๓ และ ๑๓ ตำบลหินกอง อำเภอสุวรรณภูมิ หมู่บ้านแห่งมีวัดชื่อว่า “วัดสองชั้น” การใช้ประโยชน์จากลำน้ำเสียวของชาวบ้าน มีการปลูกผักสวนครัวนานาชนิด ที่เห็นมากที่สุด คือ “พริก” มีการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ เป็ดและห่าน
ผมเริ่มเดินออกจากบ้านดังกล่าวนี้เมื่อเวลา ๑๗.๑๐ นาที ความกว้างของลำน้ำเสียวที่ผมพอจะประมาณการได้ คงน่าจะ ๒๐ – ๒๒ เมตร มีน้ำเยอะ มีต้นยูคาลิปตัสขึ้นเป็นแนวยาวไม่ขาดสาย ที่นาข้างๆ ถูกไถกลบเรียบร้อย ในระหว่างเดินห่างออกจากบ้านสองชั้น ผมเห็นนกนานาชนิดบินว่อนไปมาไม่หยุด บางตัวทำทีมองมองซ้าย มองขวา คงกลัวอัตรายจากผมกระมั่ง? คูดินถูกน้ำกัดเซาะเป็นช่วงๆ ตะวันเริมที่จะคล้อยลงต่ำทุกๆก้าวที่ผมเดิน ความมืดก็เช่นกัน ทำหน้าที่ได้อย่างไม่บกพร่อง ๑๘.๐๐ นาที ผมถึงบ้านโพนฝ้าย ซึ่งเป็นคุ้มหนึ่งของบ้านหินกอง หมู่ที่ ๑๔ คุ้มดังกล่าวมีวัดชื่อว่า “วัดคุ้มโพนฝ้าย” มีศาลาการเปรียญที่กำลังถูกสร้าง มองเห็นพระพุทธรูป ๑ องค์ ไม่ทราบนาม
ผมได้ตกลงกับเพื่อนๆ ร่วมสำรวจอีก ๓ คนว่า “คุ้มบ้านโพนฝ้าย” คือ “จุดสิ้นสุด” ของการเดินทางศึกษาและสำรวจของผมในวันนี้ เพราะพวกเราต้องรีบเดินทางกลับบ้าน เนื่องจากอาหารของพวกเราหมด เงินที่จะใช้ซื้ออาหารก็หมดเช่นกัน การฝืนเดินต่อไปคงเป็นสิ่งยากลำบาก และความลำบากนี้คงยากที่พวกเราทุกคนจะเผชิญและผ่านมันไปได้โดยง่าย ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ควรยุติไว้เพียงเท่านี้ ครั้งหน้าวางแผนใหม่แล้วค่อยกลับมา” การขาดซึ่งหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง ผมจำต้องยอมรับฟัง ถึงแม้ว่าผมจะอยากที่จะไปต่อเรื่อยๆ ดังนั้น ผมจึงบอกกับพวกเขาว่า “ทำตามที่พวกนายบอกผมทุกอย่าง” พวกเขารู้ดีในคำพูดนี้ของผม มันคือการไม่ยอมรับในเงื่อนไขที่ผมกำลังเผชิญ
การเริ่มต้นใหม่อีกครั้งที่บ้านโพนฝ้าย
วันจันทร์ที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๑ ผมกลับมาที่บ้านโพนฝ้ายอีกครั้ง เพื่อที่จะเดินสำรวจและศึกษาสิ่งต่างๆ รอบๆ ลำน้ำเสียว ผมออกเดินทางจากบ้านโพนฝ้าย ๐๙.๔๘ นาที อากาศในวันที่ผมเริ่มอีกครั้ง ค่อนข้างร้อน ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะอิทธิพลของทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแน่ ความร้อนระอุที่กำลังประทุในท้องทุ่งนาที่ผมเห็นช่างน่าสยดสยอง การหักเหของแสงจากดวงอาทิตย์กำลังลวงหลอกสายตาของผมว่า “มันคือแหล่งน้ำเป็นแน่”
คูดินทางฝั่งที่ผมกำลังเดินมีต้นยูคาขึ้นเป็นแนวยาว ถัดมาเป็นคลองส่งน้ำ แต่ว่าไม่ทราบชื่อที่ชาวบ้านเรียกกัน รวมทั้งความลึก ความกว้างน่าจะราวๆ ๔ – ๕ เมตร อีก ๕๐ เมตรถัดมา มีคลองส่งน้ำอีกสาย ชื่อว่า “คลองวังอีซิว” ซึ่งไหลมาจากทางบ้านเปลือย หมู่ที่ ๘ ตำบลดอกไม้ อำเภอสุวรรณภูมิ คลองน้ำดังกล่าวมี “หนองวังอีซิว” เป็นต้นสาย ความสำคัญของหนองอีซิว คือ การได้รับน้ำจากลำน้ำเสียวเล็ก
คูดินของลำน้ำเสียวในช่วงนี้มีต้นไม้ขึ้นหนาทึบมาก ผมเห็นกลุ่มผู้หญิงคนแก่ ประมาณ ๔ คน กำลังใช้สวิงจับปลาซิวและหอยในลำน้ำเสียว พวกเขาไม่กลัวความลึกและแดดที่ร้อนสุดจะทนเลย จากบ้านโพนฝ้ายเป็นต้นมามีการขุดลอกลำน้ำเสียว แต่ทว่าการขุดลอกในครั้งนี้ไม่สามารถกำจัดต้นไม้ชนิเหนึ่งได้ ผมไม่ทราบชื่อของมัน แต่ลักษณะของมันคล้ายๆ กับชะอม หนามของมันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการเดินบนคูดิน
ถัดมามีคลองน้ำเล็กๆ ไม่ทราบชื่อ ขนาดความกว้างประมาณ ๒ – ๓ เมตร เชื่อมต่อกับลำน้ำเสียวเล็ก คลองเส้นดังกล่าวไม่เป็นอุปสรรคมากนัก ในการที่จะเดินข้ามไป บริเวณรอบๆ คลองสายดังกล่าว ส่วนมากปกคลุมด้วยต้นไม้หนา (ป่าทาม) ในวันนี้มี “เจ้าพังพอนน้อย” วิ่งด้วยความตกใจในการของผม ความกว้างของลำน้ำเสียวน่าจะอยู่ที่ ๑๘ – ๑๙ เมตร ฝั่งตรงข้ามมีต้นยูคาขึ้นสูง ๑๓.๑๖ นาที ผมเริ่มเข้าเขตชุมชน มีบ้านหนึ่งหลังอยู่ข้างๆ ลำน้ำเสียว แต่อยู่อีกฝั่ง ถัดมามีฝูงกระบือกำลังเล่นน้ำท่าทางเย็นสบายดี ทางด้านขวามือของผม มีคลองน้ำสายหนึ่งชื่อว่า “คลองขัดเค้า” เดินผ่านคลองดังกล่าวมาไม่ไกลมากนัก ผมก็เริ่มเห็นสะพาน ดังนั้นผมจึ่งเร่งฝีท้าวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีบ้านเรือนอยู่ทั้งสองฝั่ง ๑๓.๔๗ นาทีผมถึงสะพาน มีรถยนต์สัญจรไปมาไม่ขาดสาย
พอข้ามสะพานมาก็เจอดงยูคาและป่าหนาทึบ มีเตาสำหรับเผาถ่าน ๒ เตา เส้นที่เดินเริ่มเดินฝ่าเข้าไปได้ยากทุกที ถัดมาในระยะไม่ห่างกัน ผมเห็นคลองน้ำไม่ทราบชื่อ แต่ว่าอยู่ฝั่งตรงข้าม
ความลำบากในการเดินคือมีป่าทึบ แต่นี้ไม่น่ากลัวเท่ากับมีคลองน้ำขวางอยู่ ไม่นานผมก็ต้องเผชิญกับ “คลองดอนแดง” คลองดังกล่าวไหลผ่านป่าหนาทึบที่สุดเท่าที่เคยเห็นในการสำรวจครั้งนี้ ผมไม่เดินข้ามคลองดอนแดง แต่เลือกเดินฝ่าป่าหนาทึบนั้นแทน แน่นอนผมหลงทางไปเกือบ ๑ ชั่วโมง ในช่วงที่หลงอยู่ในป่าแห่งนี้ ผมภาวนาเพียงแค่ขอให้ได้เจอกับชาวบ้านซักคน และช่วยนำผมออกจากป่าทึบนี้ไป ผมเดินไปเรื่อยๆ จากนั้น ผมก็เริ่มมองเห็นหมู่บ้าน หมู่บ้านดังกล่าวคือบ้านดอนสังข์ หมู่ที่ ๑๘ ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ การเดินมาถึงหมู่บ้านนี้ทำให้ได้รู้ว่าผมออกนอกเส้นทางไปไกลมาก
ผมผ่านบ้านดอนสังข์โดยการเดินบนที่มีความกว้างประมาณ ๕ – ๖ เมตร จากนั้นก็ลัดตามคูของคลองน้ำที่ผมไม่ทราบชื่อ เพื่อที่จะหาทางกลับไปยังคูดินของลำน้ำเสียวอีกครั้ง เวลา ๑๖.๐๔ นาที ผมกลับมาเดินที่คูดินของลำน้ำเสียวได้สำเร็จ ความกว้างของลำน้ำเสียวน่าจะประมาณ ๑๘ – ๒๐ เมตรเห็นจะได้ ฝั่งขวามือของทางที่ผมกำลังเดิน มี “คลองกู่” ไหลลงมาเชื่อมต่อ แต่ก็ไม่ลำบากเพราะบริเวณดังกล่าวไม่มีน้ำ มีเพียงคูดินเล็กๆที่พอเดินทางข้ามไปได้
ถัดมามีแนวยาวของต้นตาล น่าจะประมาณ ๑๐๐ เมตรได้ ชาวบ้านหลายๆ คนที่ผมเดินผ่านในช่วงนี้ พวกเขาจะบอกเสมอว่า “น้ำลึกมาก”
ความลึกของน้ำไม่ใช่อุปสรรคสำหรับพวกเขา เพราะผมยังสามารถพบเห็นชาวบ้านใช้ตาข่ายและแหในการจับปลา ๑๖.๓๓ นาที ผมถึงสะพาน จุดนี้เป็นจุดที่ผมได้พบกับอัจฉริยาภรณ์และคนอื่นๆ พวกเขารายงานผมว่า “ชุมชนที่อยู่ข้างๆลำน้ำเสียวดังนี้ครับคุณครู มีบ้านกู่ หมู่ที่ ๑๒, ๒๑ และบ้านหนองหว้า หมู่ที่ ๑๔ ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ” ผมพักไปเกือบ ๔๐ นาที และในระหว่างนั้น ผมเล่าเรื่องการหลงทางของผมให้พวกเขาฟัง สิ่งนี้สร้างเสียงหัวเราะในหมู่พวกเราได้เป็นอย่างดี
๑๖.๓๓ นาที ผมออกเดินต่อไป แต่พวกเราแบ่งหน้าที่กันดังนี้ เนวินและณรงฤทธิ์ให้กลับไปที่วัดเจริญราษฎร์ แล้วขออนุญาตท่านเจ้าอาวาส เพราะพวกเราจะพักค้างคืนที่นั้น ไม่นานพวกเขาก็ละจากผมออไป เพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว ส่วนผมกับอัจฉริยาภรณ์จะไปที่ “วัดจำปานคร” เพื่อเดินสำรวจและศึกษาสิ่งต่างๆต่อไป
เส้นทางที่ผมเดินในช่วงที่ตะวันกำลังจะลับ มีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นสลับกันเป็นจำนวนมาก คูดินของลำน้ำเสียวมีทางเดินขนาดความกว้างเพียง ๑ – ๒ เมตร มีแนวยาวของต้นยูคาลิปตัสสลับบ้างในบางช่วง ถัดมา ข้างๆคูดินของลำน้ำเสียว มีสระน้ำและดอกบัวสีขาวที่สวยงาม สีขาวของมันช่างตัดกับทุ่งนาสีเขียวของชาวบ้าน ที่กำลังทำนาปังอยู่ได้อย่างลงตัว ไม่นานผมก็เริ่มมองเห็นวัดจำปานคร รวมทั้งบ้านเรือนของชาวบ้าน
ผมถึงวัดดังกล่าวในเวลา ๑๘.๒๕ นาที ซึ่งแน่นอนว่าอัจฉริยาภรณ์คงจะรอผมอยู่นานแล้วเป็นแน่ เขารายงานผมว่า “มีชุมชนที่อยู่ข้างลำน้ำเสียวดังนี้ มีบ้านดงใหม่ หมู่ที่ ๗ บ้านไผ่เงิน หมู่ทื่ ๑๑ และบ้านหนองเม็ก หมู่ที่ ๑ และ ๑๒ ทั้งหมดนี้ขึ้นตำบลทุ่งศรีเมือง อำเภอสุวรรณภูมิครับ” พอบอกชื่อหมู่บ้านเหล่านี้ให้ผมฟังครบถ้วนแล้ว เขาก็ชี้มือไปที่แท่นสีขาว ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบริเวณที่ผมนั่งพักดื่มน้ำมากนัก เขาเล่าให้ผมฟังว่า “ที่ตรงนี้จะถูกใช้เป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์เจ้าแก้วมงคล และที่สำคัญวัดจำปานครแห่งนี้ มีธาตุของเจ้าแก้วมงคลอยู่ด้วยครับ”
ในขณะที่เรากำลังคุยกันในเรื่องของเจ้าแก้วมงคล ปรากฎว่ามีพระรูปหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาพวกเรา ท่านคงได้ยินสิ่งที่พวกเรากำลังคุยกันเป็นแน่ เพราะเมื่อหลังจากที่เรากราบนมัสการท่าน ท่านก็บอกกับผมว่า “มีธาตุของเจ้าแก้วอยู่ในวัดนี้จริง บริเวณแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ บางครั้งพระครูเห็นแสงไฟลอยไปมาเหนือบริเวณวัด และธาตุของเจ้าแก้วมงคล” เรื่องเล่าของท่านสร้างความเงียบสงัดให้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมได้เป็นอย่างดี
ในระหว่างนั้น ผมมอบไปรอบๆ เห็นตูบดอนปู่ตา “ตูบดอนปู่ตาแมนบ่ครับ?” พระครูตอบผมว่า “ตูบพ่อใหญ่นาค ชาวบ้านจะทำพิธีเลี้ยงทุกๆวันพุธ” ผมมีเรื่องที่อยากจะถามท่านมากมายเกี่ยวกับลำน้ำเสียว รวมทั้งประวัติความเป็นมาต่าง ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยความมืดที่กำลังเข้าปกคลุมทุกสิ่งอย่าง ดังนั้น ผมจึงจำต้องกราบนมัสการลา ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เข้าไปกราบธาตุของเจ้าแก้วมงคลเลย ก่อนที่ผมจะละท่านออกไป ท่านยังบอกกับพวกเราอีกว่า “มื้ออื่นค่อยมาใหม่ บ่มากราบเหมือนมาบ่ฮอดนะโยม”
ผมเดินทางกลับมาถึงวัดเจริญราษฎร์เวลา ๒๐.๐๖ นาที ผมรีบเข้าไปพบท่านเพื่อกราบนมัสการ ท่านไถ่ถามสาระทุกข์สุขดิบของคณะเรา และอนุญาตให้พวกเราพักค้างคืนที่นี้ได้ตามที่ต้องการ ความเมตตาของท่านที่มีให้กับทางคณะเรานับว่าประเสริฐและน่าเลื่อมใสนัก ความเมตตาของท่านคือสิ่งที่ทางพวกเราประทับใจ แต่ความรอบรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของท่านคือสิ่งที่น่าอัศจรรย์ไม่แพ้กัน ท่านสามารถอ่านอักษรไทยน้อยและลาวได้อย่างชำนาญ นอกจากนี้ท่านยังเล่าประวัติความเป็นมาของเมืองสุวรรภูมิให้พวกเราฟัง ทำให้นึกถึงช่วงวัยเด็กอย่างมาก ที่ต้องมีนิทานกล่อมก่อนเข้านอน
เส้นทางสู่บ่อพันขัน!
วันอังคารที่ ๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๑ ผมเดินทางกลับมาถึงวัดจำปานครในเวลา ๐๘.๐๑ นาที ผมรีบเข้าไปกราบขอพรจากธาตุของเจ้าแก้วมงคล อธิษฐานขอให้การศึกษาและสำรวจในครั้งนี้ได้รับความสำเร็จตามความต้องการ จากนั้นก็วางแผนเพื่อที่จะเดินทางต่อไป เวลา ๐๘.๔๕ นาที ออกเดินทางต่อ ทางที่พบในช่วงแรกค่อนข้างเดินลำบาก ถัดมาคือถนนลูกรังขนาดความกว้างประมาณ ๖ – ๘ เมตร ฝั่งตรงข้ามมีการเลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งแสดงถึงระบบการไหลเวียนของน้ำที่ดีและค่อนข้างลึก
มีต้นยูคาลิปตัสขึ้นตลอดทาง ๐๙.๑๐ นาทีผมถึงสะพานแห่งหนึ่ง ต่อมาผมต้องเดินเข้าสู่ดงของป่ายูคาหนาทึบ แต่ผมก็สามารถฝ่ามันและผ่านออกไปได้ เดินต่อไปอีกไม่นานผมกลับเข้าสู่ถนนลูกรังอีกครั้ง อากาสในช่วงเช้าค่อนข้างเย็นสบาย แต่พอสายๆเข้าขั้นร้อนตับแตก เวลา ๐๙.๔๕ ผมแลเห็นวัดแห่งหนึ่ง เข้าใจว่าเป็น “วัดไผ่เงินสามัคคีธรรม” นับตั้งแต่ผมเดินเข้าสู่เขตอำเภอสุวรรณภูมิ คูดินของลำน้ำเสียวค่อนข้างเดินทางไปมาได้ยาก
การเผาถ่านข้างๆ คูดินของลำน้ำเสียวยังมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ เวลา ๑๐.๐๔ นาที ผมกลับมายังถนนรลูกรังอีกครั้ง ทางด้านซ้ายมือของผมมีคลองน้ำ (ไม่ทราบชื่อ) ไหลลงมาเชื่อมต่อกับลำน้ำเสียว ความกว้างของลำน้ำเสียวในช่วงนี้น่าจะกว้างราวๆ ๒๐ เมตร บางช่วงของคูดินลำน้ำเสียว มีลอยน้ำท่วมในปีที่แล้ว ต่อมามีฝูงกระบือประมาณ ๒๐ ตัวได้ กำลังกินหญ้าอยู่กลางเนินดินที่มีลักษณะคล้ายๆกับเกาะซึ่งอยู่กลางลำน้ำเสียว
ถัดมามีคลองนน้ำ (ไม่ทราบชื่อ) ไหลงลงมารวมกันกับลำน้ำเสียว ความกว้างราวๆ ๑๕ – ๑๖ เมตร คลองดังกล่าวทำให้ผมต้องเดินหาสะพานหรือจุดตัด ที่จะสามารถข้ามไปยังอีกตรงข้ามฝังได้ ผมเดินตามคูดินของคลองที่ไม่ทราบชื่อไปได้ประมาณ ๒ – ๓ กิโลเมตร ผมก็สามารถข้ามไปยังอีกฟากได้ ในเวลาที่แดดกำลังร้อนระอุ ผมพบชาวบ้านหลายๆกลุ่มกำลังทอดแหในคลองดังกล่าว ประมาณ ๑๐๐ ต่อมา มีไร่นาปังที่กำลังเขียวขจี ทางด้านซ้ายมือของคูดินผมกำลังเดินอยู่ มีคลองน้ำอีกสาย ไม่ทราบชื่อ ขนาดความกว้างประมาณ ๑๐ – ๑๒ เมตร
เวลา ๑๑.๐๒ ผมเดินมาถึงจุดที่คลองน้ำสายดังกล่าวไหลลงมารวมกับลำน้ำเสียว คูดินของลำน้ำเสียวมีป่าหนาทึบมาก และที่ผมจะฝ่าเข้าไปได้ ๑๒.๐๐ ผมถึงบ้านผือโป้ด หมู่ที่ ๒ ตำบลทุ่งศรีเมือง อำเภอสุวรรณภูมิ พักกินข้าวที่เถียงนาแห่งหนึ่ง ซึ่งสามารถมองเห็นบ้านโนนพะยอม หมู่ที่ ๘ ตำบลศรีสว่าง อำเภอโพนทรายได้อย่างชัดเจน ชาวบ้านหลายคนบอกกับผมว่า “ลำน้ำเสียวถูกใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างอำเภอสุวรรณภูมิและโพนทราย”
ผมออกเดินสำรวจต่ออีกครังในเวลา ๑๓.๕๐ นาที ปัญหาเดินที่พบบ่อยนับตั้งแต่เดินเข้าเขตอำเภอสุวรรณภูมิ คือ คูดินของลำน้ำเสียวมีต้นไม้ขึ้นหนาทึบ ยากที่จะเดินฝ่าไปได้ มีเพียงวิธีการเดียวที่ทำได้คือการเดินหลบป่าออกมา ผมพบเห็นการทำนาปังมากมายนับตั้งแต่เข้าเขตอำเภอโพนทราย สาเหตุหนึ่งน่าจะมาจากการที่ล้ำน้ำเสียวไหลเอ่อท่วมในฤดูฝนของปีที่แล้ว การเอ่อท่วมทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านเสียหายอย่างมากโดยเฉพาะข้าว ชาวบ้านมักที่จะบอกกับผมเป็นเสียวเดียวกันว่า “บ่อได้เกี่ยวข้าวหลายปีต่อกันแล้ว ดังนั้นกะเลยต้องทำนาปังแทนนาปี บ่ทำนาปังบ่มีข้าวกิน” นี้คือสภาพการณ์ของปัญหาที่พวกเขาได้สะท้อนออกมาให้ผมได้รับทราบ
ถัดมา ลำน้ำเสียวก็ยังมีสภาพเป็นป่าหนาทึบไปด้วยต้นไม้นานาชนิด แต่ทว่าก็สวยงาม ผมเริ่มมองเห็นหมู่บ้าน แต่ทว่าไม่ทราบชื่อ ในระหว่างผมกำลังที่เดินเข้าไปยังหมู่บ้านดังกล่าว คูดินของลำน้ำเสียวที่ผมกำลังเดินและใช้เป็นเส้นทางนั้น มีกองขยะที่อยู่ข้างๆ มันช่างทำลายทัศนียภาพของสิ่งแวดล้อมยิ่งนัก เวลา ๑๕.๒๐ นาที ผมถึงบ้านสว่าง หมู่ที่ ๔ ตำบลศรีสว่าง อำเภอโพนทราย
อัจฉริยาภรณ์ บอกกับผมว่า ถัดไปไม่ไกลกันมากนัก จะเป็นบ้านศรีสว่าง หมู่ที่ ๑๐ และบ้านแสงสว่าง หมู่ที่ ๑๕ ตำบลศรีสว่างเช่นเดียวกัน วัดที่ที่อยู่ต่อหน้าพวกเรา คือ “วัดสว่างอรุณ” ส่วนหนองน้ำหนาดใหญ่นี้มีชื่อว่า “กุดจงอาง” ผมออกเดินทางต่อไปในเวลา ๑๕.๓๐ นาที ข้ามสะพานไปยังอีกฟากของคูดินลำน้ำเสียว ซึ่งเป็นเขตแดนของทางอำเภอสุวรรณภูมิ ผมก็พบหนองน้ำขนาดใหญ่ (ไม่ทราบชื่อ) มีการทำนาปังเขียวขจี
ถัดมาเป็นแนวยาวของต้นยูคาลิปตัส ผมเดินต่อไปเรื่อยๆ ก็เห็นหนองน้ำแห่งหนึ่งชื่อว่า “หนองมะดุม” ทำให้ผมจำต้องเดินอ้อมหนองนน้ำนี้ การเดินอ้อมทำให้ผมได้เจอกลับ “ศาลปู่ตาผ้าขาว” ผู้ปกปักผืนดินและน้ำในบริเวณแถบนี้ ท่านคงเป็นผีที่ชาวบ้านให้ความเคารพเกรงกลัวเป็นอย่างมาก เพราะมีผู้คนนำสิ่งของต่างๆ มากราบไหว้มากมาย ผมทำการถ่ายภาพศาลและบริเวณโดยรอบ แล้วมุ่งตรงสู่บ่อพันขัน ไม่ไกลจากหนองมะดุมมากนัก ผมเห็นบ้านเรือนของชาวบ้าน เข้าใจว่าเป็นบ้านหนองมะดุม หมู่ที่ ๙ ตำบลจำปาขัน อำเภอสุวรรณภูมิ ทางเดินก็ยังคงมีต้นยูคาลิปตัสเป็นแนวยาวไม่ขาดสาย ถัดมาเป็นฝาย ข้างมีที่นาซึ่งมีการเตรียมดินเพื่อรอฝนในเร็วๆ วันอันใกล้
เวลา ๑๖.๑๒ นาที ผมถึงสะพานทางที่จะเข้าไปสู่บ่อพันขัน สะพานนี้ คือ “จุดที่บ่อพันขันเชื่อมต่อกับลำน้ำเสียว” ชาวบ้านกับผมว่า “มันคือรอยต่อ ๓ อำเภอ ได้แก่ สุวรรณภูมิ โพนทรายและหนองฮีแหล่งน้ำขนาดใหญ่นี้นับว่ามีความสำคัญต่อชาวบ้านในและแวกนี้เป็นอย่างมาก มีชาวบ้านจากที่ต่างๆ พายเรือและทอดแหหาปลาไม่ขาดสาย บางครั้งได้ยินเสียงเบาๆ ดังจากหมู่พวกเขาเป็นระยะๆ แต่ทว่าไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกัน! บางคนยิ้ม บางคนหัวเราะในระหว่างพายเรือหาปลา สิ่งนี้ยิ่งชวนให้ผมอยากรู้ในสิ่งที่พวกเขาคุยกัน พอดวงตะวันยิ่งลอยต่ำ ยิ่งสัญญาณให้ผมต้องรีบกลับไปยังวัดเจริญราษฎร์ ผมถึงที่ดังกล่าวเวลาเกือบ หนึ่งทุ่ม การเดินทางและศึกษาสิ่งต่างๆ ของผมในวันนี้ ได้สร้างความเหนื่อยล้าให้กับผมไม่น้อย พอกลับมาถึงวัดเจริญราษฎร์ มีเพียงสิ่งเดียวที่ผมนึกอยากจะทำ คือ “เข้านอน!”
คลองกาว๊ากอยู่ที่ไหน?
วันพุธที่ ๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๑ ผมไปกลับมาที่บ่อพันขัน ในเวลา ๐๗.๔๑ นาที เพื่อที่จะเดินต่อไปให้ถึงจุดที่เป็นเขตแดนระหว่างจังหวัดร้อยเอ็ดและศรีสะเกษ (คลองกาว๊าก) อากาศตอนเช้าเย็นสบายดี เห็นได้จากต้นไผ่ขึ้นเป็นจำนวนมากกำลังเอนกายตามทิศทางลมไม่หยุดหย่อน ถัดมาเป็นแนวยาวของต้นยูคาลิปตัส คูดินฝั่งที่ผมเดินยังคงมีต้นไม้หนาทึบ (เขตแดนของทางอำเภอหนองฮี)
๐๘.๐๑ นาที ผมหยุดพักที่เนินทรายสีขาว สวยงาม ผมถอยรองเท้าเดินเกือบ ๑๐๐ เมตร เพราะเนินทรายข้างลำน้ำเสียวทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย สบายเท้า ถัดมาไม่ห่างกันมากนัก มีการทำนาปังเป็นจำนวนมาก มากกว่าทุกๆ แห่งที่เดินทางผ่านมา ส่วนทางเดินยังคงมีแต่ความรกทึบและต้นไม้นานาชนิด ที่สำคัญมันยังคงสร้างความลำบากในการเดินให้กับผมได้อย่างไม่หยุดหย่อน กล่าวคือ ผมไม่สามารถฝ่าเข้าไปเดินอยู่ยังคูดินของลำน้ำเสียวได้เช่นเคย
ผมเดินต่อไปเรื่อยๆ พอถึงเวลา ๐๙.๒๗ นาที ผมก็เริ่มมองเห็นบ้านหนองคูณ หมู่ที่ ๗, ๘ และ ๑๐ ตำบลเด่นราษฎร์ อำเภอหนองฮี ชุมชนเหล่านี้มีวัดชื่อว่า “วัดไทรทอง”
ชาวบ้านบางคนบอกกับผมว่าจะมีการแข่งเรือทุกๆออกพรรษาในลำน้ำเสียว ถัดมาผมก็เดินเข้าสู่บริเวณที่เป็นป่าหนาทึบอีกครั้ง เดินไปอีกไม่นานก็พบเตาเผาถ่านและชาวบ้านซึ่งกำลังจับปลา ผมเห็นแยว้ต้นไผ่ยาวสลับกับต้นยูคาลิปตัส ความกว้างของลำน้ำเสียวในช่วงนี้น่าจะประมาณ ๑๙ เมตรเห็นจะได้ คูดินเต็มไปด้วยมานานาพันธุ์และฝ่าเข้าไปได้อยากมาก
๑๒.๐๐ นาที ผมเดินมาถึงจุดที่ “คลองหนองแซง” ไหลลงมารวมกับลำน้ำเสียว โชคดีที่บริเวณดังกล่าวมีน้ำน้อย สามารถเดินข้ามผ่านไปได้อย่างง่ายดาย ในอีก ๑๐๐ เมตรถัดมา คือ “สะพาน” ที่ซึ่งผมใช้เป็นที่พักคลายความร้อนและความเหนื่อยล้าทั้งปวง ถัดจากสะพานมาไม่ไกลกันมากนัก ผมพักกินข้าวเที่ยง และในเวลา ๑๓.๔๒ ผมออกเดินทางต่อไป ในช่วงนี้ผมจำต้องเดินห่างจากลำน้ำเสียวประมาณ ๑๐๐ เมตร เพราะต้นไม้นานาชนิดปิดกั้นทางเดินของผม ถัดมามีหนองน้ำและแนวยาวของต้นยูคา มีตูบดอนปู่ตาๆเล็กไม่ห่างกันมากนัก
การที่ผมเดินห่างจากลำน้ำเสียว ทำให้ผมไม่สามารถมองเห็นลำน้ำเสียวได้ชัดเจนมากนัก ไม่แม้กระทั่งที่เห็นความกว้างหรือคาดเดาความลึก ผมมักที่จะสอบถามเกี่ยวกับช่วงระยะเวลาที่น้ำมาในฤดูฝนกับชาวบ้าน พวกเขาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “น้ำท่วมที่นาของพวกเขาเกือบทุกๆปี” ผมพยายามที่จะใช้เส้นทางที่อยู่ข้างๆ ลำน้ำเสียว ถัดมามีดอนปู่ตาขนาดใหญ่ ไม่ทราบชื่อที่ชาวบ้านใช้เรียกดอนปู่ตาดังกล่าว
เวลา ๑๔.๕๓ นาที ผมถึงฝายแห่งหนึ่ง มองเห็นบ้าน ๒ หลัง เดินต่อไปได้ระยะทาง ๑ – ๒ กิโลเมตร มีศาลเล็กๆของ “เจ้าปู่หลวงราช” บริเวณโดยรอบๆ ที่ผมเดินผ่านเต็มไปด้วยสีเขียวขจีจากต้นข้าวนาปัง พบเห็นบ้านเรือนของชาวบ้านบ้างบางครั้ง มีการเลี้ยงสัตว์จำพวกไก่ เป็ด ห่านและหมู บ้านบางหลังข้างๆลำน้ำเสียวมีการเผาถ่าน
ไม่ไกลกันมากนักผมก็จำต้องเดินเข้าสู่ดงของต้นยูคาอีกครั้ง มีต้นกระถินสลับบ้างในบางครั้งแต่ไม่มาก เวลา ๑๘.๐๐ นาที ผมถึงบริเวณที่ “คลองกาว๊าก” ไหลลงมารวมกับลำน้ำเสียว คลองดังกล่าวมีความกว้าง ๑๗ – ๑๘ เมตร ด้วยความเพียงเท่านี้มันถูกใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดศรีสะเกษ ผมนั่งพักทีเถียงนาแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆกับลำน้ำเสียวเกือบ ๓๐ นาที ระหว่างที่นั่ง ผมเห็นหมู่นกนานาชนิดบินไปมาไม่ขาดสาย มีเสียงที่แสบแก้วหู ไม่ชวนน่าฟังของฝูงกาที่ดังลั่นกว่าชนิดอื่นๆ ผมคิดเล่นๆ ว่า “การส่งเสียงของมันคงทำให้ชาวบ้านในระแวกนี้เรียกคลองดังกล่าวนี้ว่าคลองกาว๊ากเป็นแน่”
สิ้นสุดการเดินสำรวจที่ราษีไศล
วันพฤหัสบดีที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๑ ผมเริ่มเดินสำรวจในเวลา ๐๘.๔๕ นาที ทางด้านฝังตรงข้ามกับเมื่อวาน ซึ่งเป็นเขตแดนของทางจังหวัดศรีสะเกษ จุดที่พวกเราเริ่มเดินคือบริเวณที่ชาวบ้านใช้จุดบังไ มีคลองกาว๊ากอยู่ใกล้ๆ ไม่ห่างจากจุดเริ่มต้น ผมก็เดินมาพบกับ “หนองเบน” ซึ่งเป็นหนองน้ำที่ชาวบ้านในละแวกพึ่งพาในการเลี้ยงวัวและควาย
ผมต้องเดินห่างจากลำน้ำเสียวประมาณ ๑๐๐ เมตร เพราะพื้นส่วนใหญ่เป็นป่าทาม สุดวิสัยที่ผ่านไปได้ ถัดมาผมก็เข้าสู่เขตบ้านเกิ้ง หมู่ที่ ๖ ตำบลกุง อำเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษ มีบ้านเรือนของชาวบ้านจำนวนมากมากมาย ไม่นานผมก็พบกับดงของต้นยูคาอีกครั้ง เวลา ๑๐.๓๘ นาที ผมเดินมาถึงบริเวณที่เป็น “ศาลเจ้าพ่อดงหินกอง”
ผมหยุดพักที่บริเวณศาลดังกล่าว ประมาณ ๑๐ นาที บริเวณที่ผมนั่งพัก ผมสามารถมองเห็นลานที่ชาวบ้านใช้จุดบั้งไฟ ข้างๆ มีการทำนาปังเป็นจำนวนมาก ผมเข้าใจว่านาปีคงถูกน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาเป็นแน่ ผมเดินต่อไปได้ระยะทางไม่ห่างกันมากนัก ก็จำต้องหาที่พักอีกครั้ง เพราะแดดแรงมาก เส้นทางที่เดินเริ่มเป็นถนนรุกรังสีแดง ขนาดความกว้างน่าจะอยู่ที่ ๔ – ๕ เมตร ไม่นานก็เริ่มมองเห็นบ้านเรือนของชาวบ้าน แต่ไม่ทราบว่าเป็นหมู่บ้านอะไร ได้แต่เดินไปและมองหาชาวบ้านซักคนเพื่อที่จะสอบถาม แต่ก็ไม่พบ
ในระยะเวลา ๒ – ๓ ชั่วโมงที่ผมเดินมานี้ ข้างๆ ลำน้ำเสียวมีลักษณะเป็นป่าทามเป็นส่วนมาก เวลา ๑๒.๓๐ นาที ในที่สุดผมก็เดินมาถึงบริเวณที่ลำน้ำเสียวไหลลงมากับแม่น้ำมูล
ผมไม่รู้ว่าบริเวณที่สายนำมาบรรจบกันเป็นเขตพื้นที่ของหมู่บ้านอะไรฦ? ตำบลไหน? รู้แต่เพียวว่าเป็นเขตพื้นที่ของอำเภอ “ราศีไศล” แม่น้ำมูลสายนี้ ถูกใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดสุรินทร์
“ผมเห็นกระแสน้ำของแม่น้ำมูลไหลนิ่งๆ มีป่าทามที่สวยงาม แต่สิ่งไปกับธรรมชาติเหล่านี้ไม่ได้น่าจะเป็นการขุดทรายขึ้นมาใช้สำหรับธุรกิจก่อสร้าง”
“ครูครับ! ที่ตรงนั้น ที่พวกเรากำลังมอง มีศาลเจ้าพ่อดงภูดินตั้งอยู่ครับ” อัจฉริยาภณ์พูดขึ้น “ดี! ผมจะให้ท่านเป็นผีใหญ่ที่อยู่สุดสายของลำน้ำเสียว” ผมพูดทั้งๆ ที่สายตาของผมยังจ้องมองไปที่ดงภูดิน ที่ซึ่งมีศาลของเจ้าพ่อดงภูดินตั้งอยู่ “ที่ต้นสายของลำน้ำเสียวมีศาลเจ้าปู่จูมคำ ที่ปลายสานมีศาลเจ้าพ่อดงภูดิน ผมว่าดีนะ” ทุกคนในคณะของผมขานรับเป็นเสียวเดียวกันว่า “ครับ! ชีวิตพวกเราหลายๆ วันผ่านมานี้มีแต่เรื่องผีๆ ครับ!” พออัจฉริยาภรณ์พูดจบ คนอื่นๆ ก็หัวเราะไม่หยุด แต่ผมได้แต่ขำเขาอยู่ในใจ
พอทุกคนหยุดหัวเราะ เนวินตะโกนดังก้องสนั่นว่า “เสียวสุดแล้วโว๊ย!” การตะโกนของเขายิ่งสร้างเสียงหัวเราะได้มากกว่าเดิม
อัจฉริยาภรณ์เห็นเนวินสร้างเสียงหัวเราะได้ เขาคงไม่ยอมน้อยหน้าเป็นแน่ เขาจึงถามติดๆ ตลกกับณรงค์ฤทธิ์ว่า “เสียวสุดยัง?” ณรงค์ฤทธิ์ตอบกลับไปว่า “เสียวสุดกะหม่องนี้ละ!”
[1]การเดินทางศึกษาและสำรวจในครั้งนี้ เป็นแค่เพียงความสนใจส่วนตัวของผมและเพื่อนๆ ผู้ที่มีจิตใจห่วงใยในวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ติดลำน้ำเสียวสายนี้ “บันทึกการสำรวจวิถีชีวิตลุ่มน้ำเสียวใหญ่” ชิ้นนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดบุคคลเหล่านี้ ๑.นายเนวิน อันทะหวา ๒.นายอัจฉริยาภรณ์ ประกาสังข์ และ ๓.นายณรงค์ฤทธิ์ หัดที ที่คอยช่วยเหลือเหลือ อีกทั้งชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่ข้างๆ ลำน้ำเสียวซึ่งผมได้มีโอกาสพูดคุยและสอบถาม
[2]ธวัชชัย พิณะพงษ์ (นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น) กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนนาข่าวิทยาคม จบการศึกษารัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ปัจจุบันกำลังศึกษาในหลักสูตรสาขารัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม