สิ่งแรกที่ได้เรียนรู้คือเราได้เห็นถึงบรรยากาศของห้องเรียนที่มีลักษณะจำเพาะ คือ ห้องเรียนของกลุ่มผู้บริหาร ซึ่งแตกต่างไปจากห้องเรียนทางวิชาการอื่นๆทั่วไป รวมถึงการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทัศนคติมุมมองจากผู้ใหญ่ในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากเพราะทำให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้น หรือมีประเด็นที่ไม่สามารถฉุกคิดได้หากนั่งทำงานคนเดียวใน office ไปวันๆ สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากจากเรื่องอื่นๆที่มีความสำคัญคือ “การเปลี่ยนแปลง” ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหนองค์กรหรือมหาวิทยาลัยจะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องและไม่สิ้นสุด ซึ่งเราได้เตรียมพร้อมหรือไม่ในการรับมือการเปลี่ยนแปลงนั้น? การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะทำให้สิ่งต่างๆมันดีขึ้นมั้ย? แล้วเราจะจัดการกับความยากลำบากหรือแรงต้านในการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างไร? หนึ่งในกุญแจที่สำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงประสบความสำเร็จได้คือ “ผู้นำ” ที่จะต้องคอยชี้นำให้องค์กรหรือหน่วยงานเดินไปในแนวทางที่ควรจะเป็น ซึ่งทฤษฎีการบริหารจัดการหรือภาวะผู้นำที่ควรมีก็เป็นดังรายละเอียดที่ได้ถูกพูดคุยและสอนในวันแรก อีกทั้งในเรื่องของการปรับ mindset และ การนำเสนอพูดคุยสู่สาธารณะ ที่เป็นปัจจัยสำคัญของการนำกลุ่มผู้คนในหน่วยงานของเรา
ในวันที่สองเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสร้าง passion, motivation หรือ driving force ในการทำงาน และการปรับเปลี่ยนองค์กรให้มีนวัตกรรมที่มากขึ้นเพื่อความอยู่รอดในอนาคต ซึ่งผู้นำก็เป็นปัจจัยที่สำคัญในการผลักดันให้เกิดสิ่งต่างๆขึ้นเพราะถ้าหากผู้นำไม่ลงมาลุยด้วยหรือเป็นแบบอย่างในการเปลี่ยนแปลงก็เป็นการยากที่ผู้ร่วมงานจะยอมทำตาม รวมถึงการเรียนรู้จากการทำ workshop ในช่วงเช้าที่ทุกคนช่วยกันนำโครงเหล็กเต๊นท์ลงพื้นได้อย่างปลอดภัย ซึ่งในมุมมองผมคิดว่าอย่างแรกคือเราต้องมองอะไรให้กว้างกว่า objective ที่อยู่ตรงหน้าเรา รวมถึงการฟังเสียงจากคนรอบข้างและการมีปฎิสัมพันธ์กับคนรอบข้างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และที่สำคัญไม่จำเป็นต้องมีผู้นำเพียงคนเดียวเพราะในบ้างครั้งคนๆเดียวอาจจะพลาดหรือมองได้ไม่รอบในบางจุด การมีผู้นำอีกคนขึ้นมาคอยช่วยเสริมแรงหรือคอยอุดจุดรั่วและผลักดันให้หน่วยงานเดินไปถึงจุดหมายได้จึงเป็นอะไรที่สำคัญมาก
ในวันที่สามเราได่เรียนรู้ถึงความสำคัญ ความจำเป็นในการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อความอยู่รอดขององค์กรและทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ รวมถึงที่มาที่ไปของการประเมินผลการทำงานของคนในองค์กรซึ่งได้เปิดโลกเกี่ยวกับฝ่าย HR เป็นอย่างมาก และในช่วงครึ่งบ่ายตอนแรกผมแปลกใจมากในหัวข้อนี้แต่ไปๆมาๆผมคิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญมากในการที่เราจะต้อง balance สิ่งต่างๆให้ดีในการทำงานทั้งเรื่องการงาน ครอบครัว สุขภาพ เพราะเท่าที่มองตอนนี้เราทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำมาก ละเลยปัจจัยอื่นๆที่มีความสำคัญต่อชีวิตของเรา จึงเหมือนเป็นสวิตช์ที่คอยเตือนตัวเราเองและคนในหน่วยงานได้อย่างดีถึงความสำคัญในการ balance ชีวิตของเรา เพราะถ้าหาก balance ไม่ดีคนๆนั้นก็อาจจะหมดไฟในการทำงานหรือเกิดภาวะเจ็บป่วยต่างๆเนื่องจากการทำงานได้จนทำให้องค์กรต้องหยุดลง รวมถึงขาดการพัฒนาอย่างยั่งยืน