หว้าจ๊ะ ....คิดถึงจัง...

  • เรื่องที่หว้าเล่ากระทบใจพี่แอมป์น่าดู  เพราะเคยสงสัยอยู่นานแล้วว่าในความเป็นครู หน้าที่ดูแลเด็ก ของเรามี"ขอบเขต"แค่ไหน  ที่เราทำอยู่นี้  เกินขอบเขตไปแล้วหรือยัง  (พี่แอมป์ไม่พูดถึง "ความพอดี"นะจ๊ะ  ไม่งั้นเดี๋ยวคืนนี้หว้าไม่ได้นอน)  : ) 
  • พี่แอมป์คิดว่า (สักวันหนึ่ง)  นอกจากการวัดความรู้เพื่อสอบเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยแล้ว  ควรมีแบบทดสอบสุขภาพจิต เพื่อคัดกรองคนในเบื้องต้นต้วย    ทำเพื่อช่วยคนนะจ๊ะ  ไม่ใช่ทำเพื่อคัดทิ้ง 
  • จากนั้น  (สักวันหนึ่ง)ในสถานศึกษา จำเป็นต้องมี (หรือมีเครือข่ายสัมพันธ์กับ) นักจิตวิทยา ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ  สามารถดูแลหรือบำบัดเบื้องต้นได้  เข้ามาดูแลในสถานศึกษาได้  (บางที่คงมี  แต่หลายที่ไม่มี รวมถึงอาจไม่คิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นด้วย) 
  • ครูทำหน้าที่สอนและให้ความรักความเข้าใจความเมตตา ครูแนะแนวเป็นผู้คัดกรอง และดูแลเบื้องต้น  ตราบเท่าที่ครูแนะแนวยังมิใช่นักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญเฉพาะ 
  • จากนั้น ส่งต่อให้นักจิตวิทยาทำหน้าที่บำบัดโดยเฉพาะ  หรือทำตามหลักวิชาที่เขาเชี่ยวชาญเฉพาะ    โดยมิใช่รอจนอาการปรากฎรุนแรงแล้วจึงบำบัด    แปลว่าต้องเช็คกันเป็นระยะๆ 
  • พี่แอมป์ก็ขอฝันไปก่อนนะคะ  ฝันไปจนกว่าจะเป็นจริง  เพราะเด็กๆเท่าที่เห็นทุกวันนี้  มาจากครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม น้อยลงเรื่อยๆ  และมีความเสี่ยงสูงที่จะมีความบอบช้ำทางจิตใจในลักษณะต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ 
  • ครูจะช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น    แต่เด็กที่มีสภาพจิตชุดพิเศษนั้นเขาต้องการการดูแลและบำบัดเป็นการเฉพาะ  ถ้าไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญจริง  บางทีจะดูเด็กไม่ออกเลย  และพฤติกรรมพิเศษนั้นจะส่งผลกระทบแบบที่นึกไม่ถึงอีกมากมาย  กว่าครูจะรู้ก็ไปไกลแล้ว  ที่พูดอย่างนี้เพราะเคยเจอมากับตัวเองแล้วหลายเคส
  • ที่อันตรายที่สุดคือการดูแลผิดวิธี  จะเป็นอันตรายแก่ผู้ดูแลเอง  ทำให้เขาติดนั้นง่าย  แต่แกะออกนั้นยากและอันตรายต่อความรู้สึกมาก
  • พี่แอมป์ขออภัยที่เล่ายาวไปหน่อยนะคะ   แต่ดีจริงๆที่หว้าเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง  เพราะที่โรงเรียนพี่แอมป์กำลังคุยกันเรื่องบทบาทอาจารย์ที่ปรึกษา ในฐานะนักจิตวิทยาจำเป็น  ได้ผลอย่างไรแล้วจะมาเล่าสู่กันฟังนะคะ 
  • ขอให้หว้ามีความสุขในวันพระ  บุญรักษานะคะ  : )