สวัสดีครับท่าน อ.แสวง
สบายดีนะครับ แต่ละข้อที่ยกตัวอย่างมาโดนทั้งนั้นครับ ผมจะบอกว่าแผนข้อที่สามนี้ น่าสนใจมากครับ เพราะเมื่อแต่งงานแล้วช่วงแรกจะไปอยู่ต่างประเทศ จากนั้นเมื่ออายุมากขึ้นจะกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยครับเป็นการพักผ่อนในบั้นปลายของชีวิตครับ
สิ่งหนึ่งน่าคิดมากครับ การนิยมแต่งงานกับต่างประเทศจริงๆ ก็สิทธิส่วนตัวนะครับ แต่หากทำกันทั้งระบบใหญ่จนกลายเป็นธรรมเนียมของชุมชนแล้ว แค่รู้สึกหวาดเสียวให้คิดต่อเพิ่มครับ แต่งแล้วมาทำงานต่างประเทศ ส่วนทำงานอะไรก็แล้วแต่ละคนแต่ละปัญหา ไม่ว่าจะมาทำงานหรืออย่างไรก็ตาม พอกลับไปด้วยนิสัยบางอย่าง ต้องแต่งตัวให้โก้หรูไว้ก่อนเพื่อนทำให้ชาวบ้านที่ไม่ได้มา หรือชาวบ้านแถวในชุมชนรับรู้ว่า ไม่ธรรมดา และอาจจะส่งผลเข้าสู่การคิดเองเออเอง แบบว่า โน่นดูซิบ้านโน้นเค้าไปทำงานในเมืองหลวง ในต่างประเทศกลับมาแต่ละครั้งดูซิ แต่งตัวอย่างไร ดูซิแขวนห้อยสร้อยคอทองคำ อะไรก็ว่าไป เกิดการฝันกลางอากาศกระทันหัน ส่วนกลับมาทำงานถัดจากนั้นจะทำอาชีพอะไรก็ใครไม่ได้เห็นใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์แสวงคิดอย่างไร หากไปเจอพื้นที่หนึ่ง สร้างเป็นกำแพงล้อมบริเวณบ้าน แล้วเขียนป้ายไว้ว่า ห้ามหมาและคนไทยเข้ามาในบริเวณนี้ หากเป็นแล้วอ่านจะรู้สึกอย่างไรบ้างครับ หากที่ตรงนั้นคือที่หนึ่งในเมืองไทย
หากคนหนึ่งชาวต่างเทศบินมาเมืองไทย แล้วตามหลักต้องกรอกรายละเอียดขาเข้าเพื่อบอกว่าเข้ามาทำอะไร...แล้วต่างเทศคนนั้นบอกกับพนักงานว่า ไอจะต้องทำทำไม ทำไมไอต้องเขียนด้วย ก็ไอเข้ามาที่บ้านของไอ... ก็บ้านเค้าจริงๆ นี่ครับ... เค้าซื้อไปแล้วในพื้นที่ เค้าก็มีบ้านเป็นของเค้าในเมืองไทย....
เอาเรื่องมาให้ปวดหัวเล่นกันต่อไปครับ..... วันก่อนดูในทีวี คนไทยมาทำงานที่ฝรั่งเศส มาแล้วกลับไม่ได้เพราะเป็นหนี้ มาแล้วเจอปัญหา... ยังไม่ใครอยากจะมาอีกไหมครับ... มาแล้วไปทำงานกันชั้นใต้ถุนของอาคาร ต้องหนีตำรวจ เจอปัญหา สถานทูตก็แก้ไขกันต่อไป..... จะกลับบ้านก็กลับไม่ได้ ก็มาบ้านเมืองเค้าก็กฏหมายคนละเล่มกัน อยู่เมืองไทยอย่างน้อยก็ไม่อดตายครับ ไปซื้อเมล็ดผักบุ้งมาหวานทิ้งไว้ก็งอก ไม่นานก็ได้กิน..เพราะผักบุ้งมันเหมาะกับเมืองไทย...
ขอบคุณมากครับ