วิทยุชุมชนในประเทศไทย

โดย เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ สถาบันพัฒนาสื่อภาคประชาชน มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม  มติชนรายวัน  วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9683

ช่วงปี 2542-2544 (1999-2001) กระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ในเรื่องเกี่ยวกับวิทยุชุมชน ที่สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม ร่วมกับองค์กรสนับสนุนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศดำเนินการเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้ตัวแทนชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีในทุกภูมิภาคของประเทศ ได้ทราบถึงสิทธิตามที่ระบุในมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ และนำเสนอแนวคิด การดำเนินการวิทยุชุมชนตามแนวทางของยูเนสโก(UNESCO) คือ เพื่อให้เป็นสื่อที่ประชาชนร่วมกันเป็นเจ้าของ ร่วมใช้ ร่วมรับผิดชอบ เพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อให้เป็นเครื่องมือการสื่อสารของชุมชน โดยศักยภาพและความเป็นตัวตนของชุมชน

ที่สำคัญเพื่อให้เป็นเครื่องมือการสื่อสารของชุมชน อย่างสร้างสมดุลแห่งอำนาจการสื่อสารผ่านคลื่น กับอีก 2 กลุ่มผู้ประกอบการ คือ ภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน

ในกระบวนการเรียนรู้ ได้มีการอธิบายแนวคิด หลักการวิทยุชุมชน การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมด้วยฐานทุนคนและทรัพยากรของชุมชน และการฝึกปฏิบัติในการจัดและการผลิตรายการ โดยใช้เครื่องมือง่ายๆ เน้นการสร้างความเข้าใจในหลักการพูดทางวิทยุ และการพัฒนาทักษะในการนำเสนอรายการในลักษณะต่างๆ

อาจเป็นเพราะเหตุที่มีการจัดสภาพการณ์อย่างเสมือนจริง สามารถสร้างความตื่นตัวและสนใจ จนทำให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้เกิดความต้องการในการทดลองในห้องเรียนชุมชน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ร่วมกันทั้งชุมชน มิใช่เฉพาะผู้เข้าร่วมการสัมมนาปฏิบัติการเท่านั้น

ดังนั้น ในช่วงปลายปี 2544 ต่อเนื่องต้นปี 2545 จึงมีบางชุมชนเริ่มดำเนินกระบวนการเกี่ยวข้อง จนสามารถออกอากาศวิทยุชุมชน ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการในหลายชุมชน ที่ขยายตัวต่อเนื่องอย่างกว้างขวาง

หากกระบวนการประกาศใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และการจัดตั้งองค์กรอิสระด้านสื่อวิทยุโทรทัศน์ หรือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช. เป็นไปตามช่วงเวลาที่ควรจะเป็น กระบวนการเรียนรู้ของประชาชน ซึ่งจัดและดำเนินการด้วยการร่วมมือกันของภาคประชาสังคม และองค์กรสนับสนุนที่ไม่ใช่ภาครัฐ คือ กระบวนการเตรียมการภาคประชาชนเพื่อพร้อมรับและใช้สิทธิอย่างมีวิสัยทัศน์

แต่ด้วยความล่าช้า เพราะความไม่จริงจังของหน่วยงานรับผิดชอบ กับการไม่ยอมปรับกระบวนทัศน์ของกลุ่มผู้ครอบครองประโยชน์จากสื่อวิทยุโทรทัศน์ในปัจจุบัน

ผนวกกับการที่คนทั่วไปคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตน ทั้งที่ตนคือผู้ร่วมครองสิทธินั้น แต่กลับเห็นเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับภาครัฐ ทำให้การปฏิรูปสื่อในประเทศไทยยังไม่เกิดขึ้น

อันเป็นช่องทางให้หน่วยงานภาครัฐอ้างความในบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2543 เข้ามาจัดการกับวิทยุชุมชน ด้วยกระบวนทรรศน์เก่า ที่ยังมีความคิดว่าผู้ใช้สื่อจำกัดเฉพาะผู้มีหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ที่ได้สัมปทานจากรัฐ หรือคือรัฐ หรือทุน ทั้งยังสร้างตนเป็นผู้กำหนด ผู้วัดมาตรฐาน มากกว่ารับผิดชอบในการพัฒนาความเข้าใจในสิทธิอำนาจ บทบาทหน้าที่ และความเป็นตัวตนอันแตกต่างของผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆ ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

สถานการณ์วิทยุชุมชนในประเทศในปัจจุบัน

ในขณะที่ยังมีกลุ่มที่ยืนหยัดและยืนยันในการแสดงตนและร่วมกันพัฒนา การเรียนรู้งานวิทยุชุมชน ซึ่งจัดว่าเป็นกลุ่มที่ชัดในแนวคิดวิทยุชุมชนของประชาชน และเชื่อมั่นในพลังประชาชน

แต่ก็มีกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับรายการและการออกอากาศ มากกว่าการขยายกลุ่มผู้ร่วมงานและร่วมอุดมการณ์

ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ กว่าครึ่งของจำนวนวิทยุชุมชนในปัจจุบัน(อาจจะมีจำนวนถึง 500 แห่ง? ไม่สามารถระบุชัดเจนแน่นอน แต่จำนวนที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่กล่าวข้างต้นมีประมาณ 200 แห่ง) เป็นการจัดตั้งขึ้น อย่างไม่ได้ชัดและเชื่อในหลักการและวิธีการที่มีการเรียนรู้กัน

แต่เพียงต้องการใช้ช่วงสุญญากาศนี้ ในการดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียง ซึ่งในกลุ่มนี้มีทั้งกลุ่มที่ไม่มุ่งหารายได้ แต่ต้องการดำเนินการวิทยุชุมชนเหมือนสถานีวิทยุทั่วไปคือมีกลุ่มหนึ่งจัดตั้งขึ้นมาและรับผิดชอบดำเนินการ คนทั่วไปเป็นเพียงคนฟัง กับกลุ่มที่อาจมีการร่วมกันของชุมชน หรือการจัดการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่มีการหารายได้ ด้วยการโฆษณา ซึ่งกลุ่มนี้คือกลุ่มที่บิดเบือนคุณค่าที่แท้จริงของวิทยุชุมชน แต่กลับกลายเป็นว่าบางแห่งได้รับการรับรองอย่างไม่เป็นทางการจากบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐ ที่ประกาศว่า ตนมีความชอบธรรมในการรับรองการดำเนินการวิทยุชุมชน ตามความในบทเฉพาะกาล พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2543 และตามมาตรการผ่อนผันที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ

ทั้งที่มาตรการนั้น เป็นการริเริ่มและดำเนินการของกลุ่มผู้เรียนรู้เรื่องวิทยุชุมชน ที่ต้องการให้มาตรการผ่อนผัน ช่วยแก้ปัญหาการสกัดกั้นการเรียนรู้วิทยุชุมชนของภาคประชาชน จากภาครัฐ และยังเป็นวิธีการกลั่นกรองกลุ่มที่เป็นกระบวนการชุมชน จากกลุ่มแอบแฝงประโยชน์

แต่หน่วยงานภาครัฐนี้ กลับใช้กระบวนการแยบยล อ้างความชอบธรรม ทำให้ตนมีอำนาจในการควบคุมและรับรองการดำเนินการวิทยุชุมชน โดยใช้เนื้อหาในมาตรการที่ภาคประชาชนทำงานกันมา เป็นเครื่องมือการทำงานอย่างใช้อำนาจ ที่คำนึงถึงลักษณะทางเทคนิคเป็นสำคัญ มากกว่าการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจในสิทธิการดำเนินการวิทยุของชุมชน

นอกจากนั้น ยังใช้อำนาจและวิธีการจัดการในกระบวนทรรศน์เดิมมาสกัดกั้นการดำเนินการวิทยุชุมชน ทั้งที่ในขณะนี้วิทยุชุมชน เป็นเพียงกระบวนการเรียนรู้ของประชาชน

เรียกว่า นอกจากจะไม่สนับสนุนและพัฒนาตามภาระหน้าที่แล้ว หน่วยงานภาครัฐนี้ ยังพยายามดำเนินการเพื่อให้คำอธิบายวิทยุชุมชน เป็นเพียงการดำเนินการภายใต้การกำกับของรัฐ มิใช่การรวมตัวกันเป็นเจ้าของและดำเนินการภายใต้กติกาการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ ที่ไม่มีการแสวงหากำไร

ที่น่าเศร้าคือ หน่วยงานดังกล่าวไม่ดูแล เยี่ยมชม หรือให้การสนับสนุนรับรองแก่วิทยุชุมชน ที่เป็นกระบวนการร่วมเรียนรู้ ร่วมใช้ร่วมรับผิดชอบของชุมชนต่างๆ อย่างยึดมั่นในหลักการการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่กลับสร้างภาพการเยี่ยมชมและเก็บข้อมูลวิทยุชุมชนจากการดำเนินการที่เป็นไปในรูปสถานี มีการว่าจ้างบุคคลให้รับผิดชอบดำเนินการ โดยองค์กรปกครองท้องถิ่นระดับจังหวัด หรือ เมือง

ขณะที่ภารกิจของภาครัฐคือ การดำเนินการให้ได้องค์กรอิสระด้านสื่อวิทยุโทรทัศน์ หรือ กสช. กับการประกาศใช้ พ.ร.บ.การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์

แต่ตลอด 7 ปีที่มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ และร่วม 5 ปีหลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2543 สิ่งที่ภาครัฐทำในด้านวิทยุชุมชนคือ การพยายามสกัดกั้นกระบวนการเรียนรู้และการเตรียมความพร้อมของประชาชน การพยายามสร้างคำอธิบายให้สิทธิของภาคประชาชนเป็นเพียงระดับการได้ร่วมใช้สถานี หรือได้มีเวลาออกอากาศรายการ ไม่ใช่การรวมตัวกันเป็นเจ้าของสถานี ในขณะที่เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญกำหนดให้สื่อวิทยุโทรทัศน์ของภาครัฐทำหน้าที่เพื่อบริการสาธารณะ หรือ public service แต่ก็มิได้มีการเตรียมการให้หน่วยงานภาครัฐปรับการทำงานด้านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ จากการเป็นกระบอกเสียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์หรือหน่วยให้บริการรัฐ หรือ state service กับการเป็นผู้ให้สัมปทานเพื่อภาคธุรกิจ มาเป็นการประกอบการเพื่อบริการสาธารณะ หรือ public service เลย

ทั้งยังปล่อยให้มีการสัมปทานคลื่นให้ภาคธุรกิจ และปล่อยให้ธุรกิจ และการเมืองเข้ามาแอบแฝง สร้างคำอธิบายที่แปรเปลี่ยน อย่างลดคุณค่าที่แท้จริงของวิทยุชุมชน จนน่าเป็นห่วงว่าหน่วยงานภาครัฐแห่งนี้ปล่อยปละละเลยให้มีวิทยุชุมชนที่แอบแฝง เพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่มอาจเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการวิทยุชุมชนทั้งหมด อย่างไม่แยกแยะว่ากลุ่มใดเป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม และกลุ่มใดเป็นเพียงการแอบแฝง เพื่อฉวยประโยชน์ในช่วงสุญญากาศนี้

บทสรุป

วิทยุชุมชนในประเทศไทยยังมีภาระงานการต่อสู้กับกระบวนทรรศน์เก่า การขาดความรับผิดชอบ และความจริงใจจากหน่วยงานรับผิดชอบภาครัฐ

ทั้งยังต้องต่อสู้กับตนเองว่าจะมอง วิทยุชุมชนเป็นเครื่องมือ เพื่อสะท้อน แสดง สิทธิอำนาจในการกำหนดเนื้อหา และวิธีการสื่อสาร เพื่อประโยชน์และความต้องการของชุมชนที่ร่วมกันเป็นเจ้าของ

หรือจะมองวิทยุชุมชนเป็นเพียงกลไกในการทำให้มีกลุ่มคนของชุมชนมาผลิตรายการ และได้ออกอากาศ

หรือทำให้เครือข่ายที่ร่วมเรียนรู้เรื่องวิทยุชุมชน เพื่อเตรียมพร้อมชุมชนในการใช้สิทธิในการสื่อสารผ่านคลื่นเพื่อประโยชน์สาธารณะ กลายเป็นเพียงเครือข่ายที่ดำเนินการด้านการตลาดแสดงตนหรือแสวงหาการสนับสนุนจากหน่วยงานหรือโครงการต่างๆ เพื่อให้วิทยุชุมชนเป็นหน่วยผลิตรายการที่มีเนื้อหาเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แก่หน่วยงานที่สนับสนุน...

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ ชุมชนจะกลายเป็นเครื่องมือของการเกิดสื่อประเภทใหม่เท่านั้น ไม่ใช่สื่อเป็นเครื่องมือของชุมชน

วิทยุชุมชนจะกลายเป็นเพียงอีกประเภทของกลุ่มคน และอีกประเภทของการดำเนินการวิทยุกระจายเสียง

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น การปฏิรูปสื่อวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ของประเทศไทย ไม่มีทางเกิดขึ้นได้อย่างสนองหลักการในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเพื่อสิทธิและเสรีภาพ ในการสื่อสารผ่านคลื่นของภาคประชาชน อย่างมีศักดิ์ศรี ที่เท่าเทียมกับผู้ประกอบการภาครัฐ และภาคเอกชน

คัดลอกมาจาก....

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q3/article2004sep13p3.htm