มีหนังสือเล่มหนึ่ง (ดิฉันลืมชื่อ และหาไม่เจอแล้ว) กล่าวอย่างน่าสนใจ สรุปความว่า

"...นับตั้งแต่นักวิชาการด้านอาหารส่งต่อความรู้ให้เรามองอาหารในมุม "สารอาหาร" เพื่อให้ "พลังงาน" สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราต้อง ชั่ง ตวง วัด ปริมาณอาหารที่เรากิน และ เรากินอาหารที่หน้าตาไม่เหมือนอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ ..."

อาหารที่หน้าตาไม่เหมือนอาหาร เป็นอาหารที่เราไม่รู้จักหน้าตาดั้งเดิมของมัน และมักมีสารปรุงแต่ง สารกันบูด สารยืดอายุ สารเลียนแบบรสธรรมชาติ สุดท้ายเราก็จะลืมไปแล้วว่าอาหารธรรมชาติแท้ๆ เป็นอย่างไร

อาหารหมักดองธรรมชาติที่มีคุณค่าสูง ก็มีสารเคมีมาหมักดองแทน (ดิฉันยังไม่ลืมวิถีชีวิตที่เดินออกไปเก็บผักเสี้ยนมาดองน้ำซาวข้าว หอมชื่นใจ กินอร่อยทั้งเนื้อทั้งน้ำได้อยู่ค่ะ)

ฉลากอาหารต้องระบุคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งยังเติม "สารอาหาร" โน่น นี่ นั่น ที่อ่านแล้วคนกินก็ยังไม่รู้จัก

นมสำหรับเลี้ยงเด็ก ก็เติมสารอาหาร เติมวิตามิน เพื่อเพิ่มมูลค่า

คนไข้มาหาหมอ จะกังวลมาก ถ้าพวกเขาไม่ได้วิตามิน ไม่ว่า เราจะบอกเขาอย่างไรว่า ถ้าคุณกินอาหารได้ครบ ๕ หมู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องกินวิตามิน อาหารเสริม (ที่เป็นสารเคมีล้วนๆ)

เด็กๆ ของเรากินขนมที่ทำจากแป้ง เติมน้ำตาล ใส่ไขมันทราน กันทุกวันๆ ละมากๆ กินน้ำหวานน้ำอัดลมกันทุกคน เด็กๆ มาหาหมอด้วยอาการปวดท้อง ถามแล้วทุกรายกินน้ำอัดลม ขนมถุง กันเป็นปกติ

สมัยสามสิบกว่าปีก่อนดิฉันทำโครงการเรื่องเด็กน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ทุกวันนี้คนที่มารับงานต่อจากดิฉันต้องทำเรื่องเด็กอ้วน เด็กฟันผุ เมื่อพวกเขาโตขึ้นก็จะเป็นพลเมืองเบาหวาน

ดิฉันคิดว่า เราคงไม่ได้กลับไปกินอาหารธรรมชาติแบบเดิมอีกแล้วค่ะ เพียงแต่เราน่าจะต้องรู้เท่าทัน และกินให้ปลอดภัย