8.ประเทศลาว จุดแข็ง มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะน้ำและแร่ชนิดต่างๆ การเมืองมีเสถียรภาพ ค่าจ้างแรงงานค่อนข้างต่ำ (3 USD/day) จุดอ่อน ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงและภูเขา การคมนาคมไม่สะดวก ไม่มีทางออกสู่ทะเล ประเด็นที่น่าสนใจ การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานน้ำ และเหมืองแร่


9.ประเทศพม่า จุดแข็ง มีทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก มีพรมแดนเชื่อมโยงจีนและอินเดีย ค่าจ้างแรงงานค่อนข้างต่ำ (3 USD/day) จุดอ่อน ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ความไม่แน่นอนทางการเมือง และนโยบาย ประเด็นที่น่าสนใจ การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมในประเทศเชิงรุก ทั้งทางถนน รถไฟความเร็วสูง และท่าเรือ
10.ประเทศไทย จุดแข็ง เป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรหลายรายการรายใหญ่ของโลก ที่ตั้งเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางโครงข่ายเชื่อมโยงคมนาคมด้านต่างๆ สาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วถึง ระบบธนาคารค่อนข้างเข้มแข็ง แรงงานจำนวนมาก จุดอ่อน แรงงานส่วนใหญ่ยังขาดทักษะ เทคโนโลยีการผลิตส่วนใหญ่ยังเป็นขั้นกลาง ประเด็นที่น่าสนใจ ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางอาเซียนในหลายด้าน อาทิ ศูนย์กลางโลจิสติกส์ และศูนย์กลางการท่องเที่ยว ดำเนินงานตามแผนปรับตัวสู่ AEC ปี 53-54 ได้ 64% สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของอาเซียนที่ 53% สะท้อนการเตรียมพร้อมอย่างจริงจัง แต่ความจริงเรายังมีหลายจุดที่ยังไมพร้อมโดยเฉพาะที่สำคัญ เช่น คน พลังงาน วัตถุดิบต้นทาง ฯล

ความต้องการพลังงานของอาเซียนปี 2578 ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่าในปี 2578 ภูมิภาคอาเซียนจะใช้พลังงานเพิ่ม 80% ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่จะเติบโตขึ้นสามเท่า ประชากรเพิ่มขึ้น 25% ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันจะเพิ่มขึ้น ต้องนำเข้าเพิ่ม จะพึ่งพิงการนำเข้าสูงถึง 75% แหล่งผลิตพลังงานลดลง ในภูมิภาคนี้ กลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับสี่ของโลก รองจาก จีน อินเดีย และยุโรป ความต้องการถ่านหินเพิ่มขึ้นสามเท่าตัว สัดส่วนการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 50% ทำให้อาเซียนมีภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานพุ่งขึ้นสูงแตะระดับ 2.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7.4 ล้านล้านบาท โดยอินโดนีเซียละไทยมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูงถึงประเทศละ 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (2.2 ล้านล้านบาท) จะเกิดผลกระทบ กฟผ . อย่างไรและต้องทำการปรับตัวไปทางไหน ในแง่ผลกระทบ จะเกิดเศรษฐกิจไม่ดี การขยายตัวของความต้องการไฟฟ้าต่ำกว่าแผน (PDP 2015) ปริมาณก๊าซในอ่าวไทยและพม่าลดลงไม่เพียงพอกับการใช้ผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าที่ 67% อยู่แล้ว ต้องนำเข้าก๊าซ LNG มาผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้นถึงหน่วยละ 6 - 8 บาท การกระจายแหล่งเชื้อเพลิง (ถ่านหิน/นิวเคลียร์) ถูกต่อต้านหนักจาก NGO โอกาสของ กฟผ. คือต้องดำเนินการพัฒนาระบบส่งและระบบจำหน่าย รองรับการเป็นศูนย์กลางซื้อขายแลกเปลี่ยนด้านพลังงานไฟฟ้าในอาเซียน เชื่อมต่อระบบสายส่งระหว่างประเทศในกลุ่ม Inland กับ Island (ASEAN GRID) เพิ่มบทบาทผู้ผลิตพลังงานสีเขียว ให้มีการสื่อสารข้อมูลกับประชาชนไม่ให้วิกฤตแห่งศรัทธา ดังนั้นการสื่อสารที่จะประสพความสำเร็จต้องเป็นการสื่อสารที่สามารถสร้าง ความเชื่อถือ หรือความไว้วางใจ (Trust) ให้เกิดขึ้นให้ได้ ให้ดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าในต่างประเทศในอาเซียน โดย กฟผ. ไปสร้างโรงไฟฟ้าขายไฟฟ้าในประเทศนั้น จนเขามั่นคง มีพลังงานเพียงพอใช้จนเหลือมาขายให้ กฟผ. (ASEAN GRID) ได้ในอนาคต เนื่องจากสามารถสร้างโรงไฟฟ้าในต่างประเทศได้ง่ายกว่าในประเทศไทย และยังมีทรัพยากรถ่านหิน พลังน้ำ ชีวมวล ฯลฯ ปริมาณมาก การต่อต้านจาก NGO น้อย ต้องสร้างความเชื่อมั่นหรือความไว้วางใจจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเขามีส่วนร่วม (Participation) ตั้งแต่แรกในต่างประเทศให้เขาเห็นว่าเรามาผลิตเพื่อประเทศของเขา เมื่อเขาเห็นในเจตนาดีของเราและมีความไว้วางใจในระดับหนึ่งแล้ว จึงค่อยเริ่มเสนอให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น รวมทั้งเริ่มโครงการนำร่องที่แสดงให้เห็นว่า ชุมชนและโรงไฟฟ้าสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยมีผลประโยชน์ร่วมกัน ส่วนที่เกินทำเพื่อประเทศไทย ส่งไฟฟ้าที่ต้นทุนถูกกว่าในประเทศ เข้าทางระบบสายส่งระหว่างประเทศในกลุ่ม Inland กับ Island (ASEAN GRID) กฟผ. สามารถทำได้ เพราะเรารู้ต้นทุนในโรงไฟฟ้าต่างๆสามารถโยกไฟฟ้าส่วนเกินจากที่อื่นเข้ามาได้ รวมทั้งปัจจุบันคนไทยไปสร้างนิคมอุตสาหกรรมใน ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม เช่น ในพม่าทางบ่อน้ำพุร้อนนิคมอัมตะไปขอสร้างไว้ใกล้ไทยมากสามารถสร้างโรงไฟฟ้าได้ โดยใช้ถ่านหินส่งมาทางท่าเรือทวาย หรือ ขุดในประเทศก็มี เป็นต้น

ตอนที่ 2 จบ