เรียน ท่านอาจารย์แหวว... ที่เคารพรักยิ่ง

ตามเรื่องราวและรายละเอียดที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้น กระผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายว่าด้วย "ลักษณะทรัพย์สิน" รวมทั้งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2478 มาตรา 86 วรรคสอง ซึ่งได้บัญญัติหลักเกณฑ์แห่งกฎหมายไว้อย่างแจ้งชัดว่า บุคคลจะได้กรรมสิทธิ์อันเป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่งในเรื่องอสังหาริมทรัพย์นั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่บุคคลนั้นได้มาซึ่งทรัพยสิทธิดังกล่าวโดยครบถ้วน ถูกต้อง และตรงตามวิธีการขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเอาไว้แล้วหรือไม่ กล่าวคือประธานแห่งสิทธิทั้งหลายนั้น ย่อมหมายถึง "บุคคล" ทั้งหลายนั่นเอง ซึ่งโดยหลักทั่วไปแล้วกฎหมายมิได้มีการกำหนดกีดกันหรือแบ่งแยกสิทธิของบุคคลระหว่างผู้มีสัญชาติต่างกันไว้โดยปราศจากเหตุผล ว่ากรณีต้องเฉพาะแต่บุคคลผู้ถือสัญชาติไทยเท่านั้นที่จะได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย เพียงแต่ตามแนวคำพิพากษาฎีกานี้ เป็นกรณีตัวอย่างที่ดี อันเป็นการสะท้อนถึงหลักการสำคัญที่แฝงอยู่ในระบบกฎหมายไทยของเราอีกด้วย กล่าวคือ มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในเรื่อง "แบบ" และ "ขั้นตอนวิธีการ" ตามที่กฎหมายกำหนด และเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้บุคคลที่เป็นประธานแห่งสิทธิ สามารถได้มาหรือได้รับทรัพยสิทธินั้นโดยบริบูรณ์

เมื่อตอนสมัยที่กระผมเรียนนิติศาสตร์ในหัวข้อเกี่ยวกับกฎหมายลักษณะทรัพย์สินนั้น ท่าน ศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ท่านมักจะกล่าวถึงและให้ความสำคัญสำหรับเรื่อง "หลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งทะเบียนกรรมสิทธิ์" อยู่เสมอ ดังจะสะท้อนให้เห็นอยู่อย่างชัดเจนโดยปรากฏเป็นหลักทั่วไปอยู่ใน ป.พ.พ. บรรพที่ 4 ลักษณะที่ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป ตาม

มาตรา 1299 ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอัน เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและ ได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่

ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและ โดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว

ดังนั้น ตามบทบัญญัติแห่ง ม.1299 ที่กล่าวถึงนั้น สามารถพิจารณาเห็นได้ว่า การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้น แบ่งออกเป็นสองทางใหญ่ๆ คือ วรรคแรก โดยทางนิติกรรม และวรรคสองโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ทั้งนี้ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่า โจทก์ทั้งห้าได้ฟ้องต่อศาลขอให้ศาลบังคับขับไล่จำเลยโดยให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาทพร้อมกับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งคดีนี้ทางฝ่ายจำเลยเองก็ได้ฟ้องแย้งกลับมาเช่นกันว่าจำเลยกับนายตงงัก(ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าว) ได้ร่วมกันยึดถือทรัพย์สิน(Corpus)ดังกล่าวไว้ โดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน(Animus) กรณีจึงเป็นการได้มาซึ่งสิทธิครอบครองครอบครองแห่งอสังหาริมทรัพย์ในบ้านและที่ดินดังกล่าว ตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. ม.1367 แล้ว ทั้งนี้ เป็นการครอบครองโดยความสงบ และโดยเปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าได้ครอบครองต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งเป็นระยะเวลายาวนานเกินกว่า 10ปีแล้ว จำเลยย่อมได้ทรัพยสิทธิคือกรรมสิทธิ์แห่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แล้ว แต่อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์แห่งอสังหาริมทรัพย์แล้วก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ม.1299 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติไว้มีใจความตอนหนึ่งว่า "ถ้ามิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้" ตรงจุดนี้เองที่ท่าน อ.วิริยะฯ ท่านกล่าวว่าการครอบครองอสังหาริมทรัพย์จนได้กรรมสิทธิ์นั้น ย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงทะเบียนได้โดยตัวของมันเอง เพราะมันเป็นไปตาม "หลักความศักดิ์สิทธิแห่งทะเบียนกรรมสิทธิ์" นั่นเอง

สำหรับในประเด็นที่ฝ่ายจำเลยอ้างสิทธิของตนว่าได้รับมาโดยการครอบครองปรปักษ์ และทำให้ตนเองได้รับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่พิพาทนี้ โจทก์ทั้งห้ายังได้โต้แย้งโดยได้ยกข้อกฎหมายขึ้นอ้างเป็นข้อต่อสู้ในชั้นพิจารณาของศาลฎีกา โดยพยายามหักล้างว่านายตงงักเป็นบุคคลต่างด้าว มีเชื้อชาติและสัญชาติจีนซึ่งการได้มาซึ่งที่ดินจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 วรรคสอง นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายตงงักถึงแก่ความตายเมื่อปี 2534 โดยมิได้ดำเนินการให้ถูกต้อง กรณีดังกล่าวทำให้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยครอบครองที่ดินต่อมาจากนายตงงักนั้น ทำให้ในส่วนของนายตงงักย่อมต้องสิ้นสุดลง จะถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อตนก็จะต้องเริ่มนับระยะเวลาครอบครองใหม่ ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาว่าเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของนายตงงัก จึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ทั้งห้าจึงยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ซึ่งจากประเด็นข้อเท็จจริงในการนำสืบของศาลชั้นต้นปรากฏว่าจำเลยได้ร่วมกับนายตงงักซึ่งตลอดเวลานั้น ยังคงยึดถือทรัพย์สินนั้นไว้เพื่อตนเอง อันเป็นการแสดงเจตนาครอบครองร่วมกันมาโดยตลอด และเนื่องจากการทีจำเลยยังคงครอบครองต่อไปอย่างต่อเนื่อง ย่อมไม่กระทบหรือทำให้การครอบครองส่วนของจำเลยเองสิ้นสุดลงไปแต่อย่างใด เพราะยังคงเป็นการครอบครองต่อไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นทายาท ผู้จัดการมรดกของนายตงงักผู้ตาย ย่อมสามารถเข้ารับช่วงต่อในสิทธิครอบครองต่อจากนายตงงักได้ต่อไป แม้นายตงงักจะได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว แต่สิทธิครอบครองย่อมสามารถรับโอนการครอบครองแก่กันต่อไปยังผู้ร้องสอดในฐานะผู้รับโอน โดยจะนับเวลาซึ่งนายตงงักผู้โอนครอบครองอยู่ก่อนนั้นรวมเข้ากับเวลาครอบครองของตนก็ได้ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ม.1385 แล้ว

ประเด็นที่พิจารณาต่อมา ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 หมวด 8 การกำหนดสิทธิในที่ดินของคนต่างด้าว ได้บัญญัติไว้ใน มาตรา 86 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีของรูปแบบและวิธีการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดให้ความบริบูรณ์แห่งทรัพยสิทธินั้น จะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน ถูกต้องเสียก่อนจึงจะได้มาซึ่งทรัพยสิทธิ ก็คือกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นโดยบริบูรณ์ กล่าวคือ ม.86 วรรคสอง ได้บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับ มาตรา 84 คนต่างด้าวดั่งกล่าวจะได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยประกอบกิจการในทางพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การสุสาน การกุศลสาธารณะ หรือการศาสนาต้องเป็น ไปตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวง และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี" ดังนั้น จุดนี้จะเห็นได้ว่าหลักการของกฎหมายดังกล่าว เป็นไปตามบทเบ็ดเสร็จทั่วไป แห่ง ป.พ.พ.บรรพ 4 "ทรัพย์สิน" มาตรา 1299 ซึ่งกำหนดไว้ถึงความสำคัญของ "หลักความศักดิ์สิทธิแห่งทะเบียนกรรมสิทธิ์" ตามที่ท่าน อาจารย์วิริยะฯ ได้เคยกล่าวไว้นั่นเอง

กระผมพิจารณาแล้วเห็นพ้องด้วยกับแนวคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากพิเคราะห์แล้วเห็นว่าศาลได้พิจารณาโดยตีความกฎหมายไปตามกรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้นๆ แล้ว โดยได้คุ้มครองสิทธิของบุคคลซึ่งเป็นประธานแห่งสิทธิทั้งหลาย โดยไม่ได้พิจารณากีดกันหรือเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในฐานคนต่างด้าวหรือคนผู้มีสัญชาติใดแต่ประการใด แต่พิเคราะห์ไปตามบทกฎหมายและเจตนารมณ์แห่งกฎหมายไปพร้อมๆ กัน การที่จำเลยและผู้ร้องสอดได้ฟ้องแย้ง โดยยกหลักการได้กรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ มาโดยช่องทาง "ครอบครองปรปักษ์" นั้น ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่พิพาทนั้นแล้ว เพียงแต่การได้กรรมสิทธิ์นั้นยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ หากไม่ได้มีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ให้เรียบร้อยเสียก่อน ประกอบกับต้องดำเนินการให้ถูกต้องตาม "แบบ" และ "วิธีการขั้นตอน" ดั่งที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน ม.86 อีกส่วนหนึ่ง การที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ และสั่งให้จำเลยกับผู้ร้องสอดได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นไปตามหลักแห่งการครอบครองปรปักษ์นั้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนประเด็นที่ผู้ร้องสอดได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่ง โดยถือให้เป็นการแสดงเจตนาแทนทะเบียนกรรมสิทธิ์นั้น ศาลย่อมมิอาจก้าวล่วงและไม่ควรบังคับการใดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การที่ศาลสั่งยกคำร้องของผู้ร้องสอดโดยวินิจฉัยว่า ผู้ร้องสอดไม่มีอำนาจขอให้ศาลสั่งให้แสดงทะเบียนกรรมสิทธิ์เช่นนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว