พี่ไฮศูรย์
1. เพราะว่าแฟนผู้ตาย นั้นเขาทำกิจกรรมอยู่ในสองกลุ่มในหลัก คือ กลุ่มเลี้ยงสัตว์ โดยการเลี้ยงหมูขี้พร้าไว้หลายตัว และ เป็นแบบอย่างของความพอเพียงได้ ในส่วนอีกกลุ่มนั้นคือ ปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งสมาชิกทุกคนต้องมาร่วมกิจกรรมในการทำปุ๋ยแต่ละรอบ ๆ หนึ่ง ก็ประมาณ 7 วัน หรือ 7 ครั้ง ที่สมาชิกมาพบกัน มาพูดคุย พร้อม ๆ กับการผลิตปุ๋ยเพื่อไปใช้กันเอง ... คือ ทำเพื่อใช้ในสวนของแต่ละคน โดยรวมแล้วรวบหนึ่ง ๆ ก็ประมาณ 30- 40 ตัน ... และในส่วนของผู้ตายนั้นก็ออกไปช่วยเพื่อนบ้านเป็นบางครั้ง อาจจะแทนสามี ... นี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เพื่อนบ้านมาช่วยเหลือ
2. ในส่วนของชุมชนกับหน่วยอื่น ๆ คิดว่าคงต้องเพิ่มทักษะในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับ เรื่องทักษะในการจัดโต๊ะเจรา ... ผมไปสัมมนากับสถาบันพระปกเกล้า เห็นตัวอย่างหนึ่งท่น่าจะใช้ได้ คือ รูปแบบ คอซูเมอร์ , การเปิดบ้าน ( กระบวนการและรายละเอียดนั้นต้องคุยกันนอกรอบ).... ซึ่งน่าเป็นกระบวนหนึ่งที่จะแก้ไขความขัดแย้งในชุมชน
3. จริงแล้ว หนี้สินทางสังคม นั้นมีหลายประการ ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะครัวเรือน แล้ว .. ยังมีหนี้สินทางวัฒนธรรม/ค่านิยม เจ้าขุนมูลนาย ซึ่งเป็นประเด็นหลักเลยที่ จะต้องแก้ด้วย การเรียนรู้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในชุมชน ... แต่ดูเสมือนโครงสร้างด้านบนกำลังเพิ่ม ค่านิยมตรงนี้ขึ้น ดูได้จากงานอยู่ดีมีสุข .. ถ้าไม่ได้ตามใจปลัดอำเภอแล้วไม่ผ่าน .. แล้วกระบวนการเรียนรู้ที่ชาวบ้านเขามีฉันทามติร่วมกัน .. เพียงแต่เขาไม่สามารถ จะเรียบเรียงเป็นภาษาที่สวยหรู แต่เขามีธงที่ชัดเจนในการให้บรรลุความอยู่ดีมีสุข
หนี้สินอีกอย่างหนึ่ง ทรัพยากรท่ถูกทำลาย ทำอย่างไรจึงจะชดใช้ได้มา แม้นว่าจะไม่เหมือนดังเดิมก็ให้สามารถกลับมาบ้างก็ยังดี .. ตรงนี้ต้องทำงานในเชิงข้อมูลเปรียบเทียบ / เชิงประจักษ์ ให้พี่น้องในพื้นท่ได้เรียนรู้ ( ของใกล้ตัวนั้นดูไม่เห็น) ควบคู่กันงานสร้างจิตสำนึกให้เกิดความตระหนัก และ ไปจัดการ พร้อมการเคลื่อนในเชิงนโยบายท้องถิ่นให้ไปพร้อม ๆกัน