เรื่อง "ความรักของพ่อ"
หากจะพูดถึงผู้ชายคนที่เราผูกพันมาตั้งแต่จำความได้และรักเรามากที่สุดหรือมากกว่าตัวเค้าเองด้วยซ้ำ ผู้ชายคนที่กล่าวมาก็คือพ่อของเรา ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่มีความรักความผูกพันต่อพ่อมาก ฉันขอใช้บทความที่จะเขียนนี้เป็นการเล่าเรื่องความรักความผูกพันของฉันกับพ่อ พ่อซึ่งคอยเป็นห่วงเป็นใยฉันมาตลอดถึงแม้ว่าฉันจะอายุ 28 ปีแล้ว ฉันเชื่ออย่างหนึ่งว่าถึงฉันจะอายุมากว่านี้อีกสักกี่ปี “พ่ออุไร” ของฉันก็จะไม่หยุดรักหรือห่วงใยฉันแน่นอน ทุกๆครั้งที่เหนื่อย ท้อแท้ กับทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ความรัก แค่เพียงฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพียงแค่ได้ยินเสียงผู้ชายแก่ๆ แล้วก็ถามฉันด้วยภาษาพื้นบ้านเป็นสำเนียงอีสานว่า “เป็นจังได๋ลูกหล่า สำบายดีบ่ มื่อนี่เป็นจังได๋ งานหนักบ่ หรือถูกไผ๋แกล้งบ่ เว่าให้พ่อฟังแน่ “ เพียงแค่นี้ฉันก็จะมีกำลังใจในการทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันในเมืองหลวงต่อไป และรู้สึกสบายใจหลังเราคุยกันทุกครั้ง พ่อสอนให้ฉันคิดหรือมองโลกในแง่บวกเสมอ สอนให้มองอีกด้าน หากสิ่งที่ฉันคิดทำให้ฉันหดหู่ สิ้นหวัง หมดกำลังใจ พ่อก็จะบอกว่าให้มองคนที่ด้อยกว่า เรามาถึงจุดนี้ได้เราเก่งมากแล้วลูก และหากอยากไปให้ได้ไกลกว่านี้ก็ให้มองคนที่เค้าประสบความสำเร็จมากกว่าเราหรือสูงกว่าเราเพื่อให้เรามีแรงผลักดันให้ตัวเองอยากจะไปให้ได้ดีอย่างคนอื่นๆ พ่อสอนเสมอว่า หากการทำสิ่งใดทำให้ลูกพ่อต้องเหนื่อยต้องท้อ ให้หายใจลึกๆ แล้วคิดเสมอว่าหากทำเต็มที่แล้วไม่สำเร็จพ่อยังอยู่ตรงนี้มือพ่อจะคอยฉุดลูกขึ้นมา หากเมื่อไหร่ลูกของพ่อประสบความสำเร็จแล้วลูกมองมาข้างหลังจะเห็นรอยยิ้มของพ่อที่คอยยินดีในความสำเร็จนั้นเสมอ
ถึงแม้ว่าวันนี้พ่อของฉันท่านจะอายุมากขึ้นในทุกๆวัน และป่วยด้วยโรคเส้นเลือดฝอยในสมองแตกเมื่อสี่ปีที่แล้ว แต่ท่านมีกำลังใจดีมากๆจากคนในครอบครัวของเราจนทำให้วันนี้ท่านสามารถใช้ชีวิตได้เกือบเหมือนคนปกติ และสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าทุกวันนี้ที่ท่านพยายามต่อสู้ต่อโรคภัยไข้เจ็บด้วยความชรา หรือแม้แต่โรคประจำตัวของท่านก็คือ ท่านยังเป็นห่วงฉัน เพราะท่านคิดเสมอว่าฉันยังเด็กอยู่ และท่านจะไม่ยอมเป็นอะไรเด็ดขาด จนถึงทุกวันนี้มีเพื่อนบ้านถามพ่อพ่อก็ยังตอบเหมือนเดิม ฉันคิดเสมอว่าฉันช่างโชคดีจริงๆเกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นคนในครอบครัวเอื้ออาทรกันและกันขนาดนี้ถึงแม้ว่าครอบครัวฉันไม่ได้ร่ำรวยเหมือนครอบครัวอื่นๆแต่สิ่งหนึ่งที่ครอบครัวเราร่ำรวยมากคือความสุข สุขที่เกิดจากผู้ชายชื่อ “พ่ออุไร จตุเทน” ผู้นี้ที่ไม่เคยทำให้คนในบ้านต้องเดือนเนื้อร้อนใจ เป็นพระในบ้านที่ทำให้บ้านอบอุ่นและร่มเย็นเสมอ
ฉันเชื่อว่าเวลาไหว้พระทุกคนคงเคยขอพรพระหลังไหว้พระเสร็จ ฉันก็เป็นหนึ่งคนในนั้นแต่สิ่งแรกที่ฉันขอคือการที่ขอให้พ่อและแม่ฉันอยู่กับฉันตลอดไปอยู่อย่างสุขกายสุขใจโรคภัยไข้เจ็บอย่าได้เบียดเบียนหากมีเหตุให้ท่านได้รับอันตรายขออันตรายสิ่งไม่ดีจงเกิดขึ้นกับตัวฉันเพียงผู้เดียว ฉันคงทำใจไม่ได้หากจะเกิดสิ่งไม่ดีขึ้นกับท่านทั้งสอง หรือมองอีกมุมฉันก็เป็นคนเห็นแก่ตัวที่ต้องการให้พ่อและแม่อยู่กับฉันตลอดไปตราบที่ฉันยังหายใจอยู่
ฉันมีอีกหนึ่งความอบอุ่นที่จะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับตักหนุ่มๆกับมือแข็งกระด้างของพ่อฉัน ด้วยการที่ครอบครัวเราเป็นครอบครัวชาวนา จึงทำให้มือพ่อฉันไม่ได้นุ่มนวลเหมือนมือของใครๆ แต่มือที่หยาบกร้านนั้นเป็นมือที่มีพลังพิเศษมากเพราะครั้งหนึ่งฉันวิ่งเล่นแล้วหกล้มโดนลวดหนามซึ่งมีแผลใหญ่มาก พ่อเห็นพ่อตกใจ พ่อหน้าแดง แล้วก็น้ำตาคลอเพราะสงสารฉัน ได้แต่ปลอบว่า “บ่เป็นยั๋งเด้ออีหล่าของพ่อ เดี๋ยวก็หาย” แล้วพ่อก็กอดฉันและอุ้มฉันจากนั้นท่านก็ใช้มือทั้งสองข้างของท่านทำแผลให้แล้วบอกฉันว่ามือพ่อมีพลังพิเศษจะทำให้แผลหายไวขึ้นแล้วก็จะกลับมาวิ่งได้เหมือนเดิม จากนั้นก็ทำการร่ายมนต์ 3 จบแล้วก็เป่ามาที่แผลแล้วบอกว่า “โอมเพี้ยงจงหาย” อย่างนี้อีก 3 ครั้ง จากที่ฉันร้องไห้ก็เปลี่ยนเป็นการหัวเราะแทน แล้วพ่อก็บอกให้ฉันลองเดินดูซึ่งท่านก็คอยพยุงฉันไม่ห่าง จนถึงทุกวันนี้ฉันยังจำได้ถึงมันจะผ่านมานานมากแต่ความทรงจำนั้นก็ไม่เคยจางหายจากฉันไป
ฉันคงไม่สามารถเล่าความรักความผูกพันที่มีต่อผู้ชายคนนี้ได้หมดในวันเดียวหรือความรู้สึกบางอย่างก็ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาด้วยตัวอักษร แต่นี่เป็นสิ่งที่ฉันร้อยเรียงออกมาบอกเล่าความผูกพันต่อพ่อของฉัน พ่อซึ่งเปรียบเสมือนอวัยวะที่สำคัญที่สุดของฉันคือหัวใจ ซึ่งหากฉันขาดหัวใจไปร่างกายของฉันก็ไม่สามารถอยู่ต่อไปได้