ไม่ค่อยได้เข้าเลยครับ แต่ถ้ามีโอกาส นี่คือบล็อกหนึ่งที่จะแวะมาครับ มีหลายๆ เรื่องที่อ่านแล้วอยากแสดงความเห็น แต่ไม่มีเวลาเขียนยาวๆ เลยครับ

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งบันทึกที่ให้ข้อคิดเห็นที่ดีมากครับ  ผมชอบบันทึกบันทึก Teach & Learn มากๆ ด้วยขอบคุณจริงๆ ครับ เป็นประโยชน์มากครับ 

เลยรู้สึกว่าต้องเขียนครับ เป็นการบันทึกความคิดที่เกิดขึ้น เพื่อต่อยอด ไม่อย่างนั้นจะรู้สึกผิดครับ

ผมเห็นด้วยกับอาจารย์  กมลวัลย์ ว่า การศึกษาของคน เป็นคำตอบ  และต้องเป็นการศึกษาที่มีวัสัยทัศน์ด้วย พออ่านที่ท่าน เขียน BM.chaiwut  ก็เห็นด้วยอีก  ก็คงต้องบอกว่าอาจต้องแบ่งคนรุ่นใหม่เป็นหลายกลุ่ม ตามรูปสามเหลี่ยม กลุ่มยอดสามเหลี่ยมของเราอาจอยู่ช่วงกลางสามเหลี่ยมของประเทศพัฒนา ตอนนี้ผมชักจะคิดว่ายังไง สำหรับบ้านเรา ความจริงคือคนจะเป็นอย่างที่ท่าน BM.chaiwut ตั้งข้อสังเกตคือ เป็นสังคมที่ไม่ซีเรียส ต่างจากพวกจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียตนาม  ผมมองว่าเราจะออกไปทางอินโด ฟิลลิปปินส์ เราคงเจริญได้ในแบบของเรา ผมมองว่าในภาพรวมแล้ว เราอาจต้องมุ่งไปทางการให้บริการ การผ่อนคลาย    ซึ่งในอนาคตที่สังคมจะเครียดมากขึ้นๆ   sector ทางบริการจะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น

ถ้าเราคิดว่าจะมุ่งไปทางนี้ หัวหอกของเราแทนที่จะมุ่งสั่งสมความรู้ทางเทคโนโลยีชั้นสูงแบบตะวันตก อาจต้องมาสั่งสมความรู้ในแง่การทำบริการให้สู่ระดับที่มีวิทยาการเข้าร่วม กล่าวคือเป็น contribution ที่คนที่มีความรู้ระดับสูงจะมีให้คนที่เป็นผู้ปฏิบัติการจริงที่เป็นพลังหลักของบ้านเรา

ผมคิดว่า ในระดับปัจเจก เราจะไปทางไหนก็ได้ แต่หากมองในระดับชาติแล้วเราต้องรู้จักตัวเอง รู้จักคนส่วนใหญ่ของเรา ยอมรับ เข้าใจคนส่วนใหญ่ของเรา แล้วจึงจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางของชาติที่สอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ของเรามากที่สุด

นี่อาจจะเป็นแนวคิดหรือการมองเหมารวมแบบ essentialism ที่ผมไม่ค่อยชอบใจนัก  แต่ถ้าจะมองในระดับ global มันก็ช่วยไม่ได้เหมือนกันที่เราจะต้องนึกอะไรที่ให้ออกมาในแบบรูปธรรม เห็นง่ายๆ