อืม...น่าคิดครับคุณปริม...เป็นการตั้งข้อสังเกตและชวนคุยที่มีคุณภาพคับแก้ว (กาแฟ) มากครับ....(อิ...อิ...ไม่รู้เป็นไงคุยกับคุณปริมแล้ววกหากาแฟอยู่เรื่อยเลย)
จริง ๆ แล้วการลงทุนเมื่อมองในภาพรวมของทางพุทธศาสนา (ตามความคิดเห็นของผมนะครับ) ก็จัดได้ว่าอยู่ในประเด็นของการ รักษาดีหรืออารักขสัมปทา (ขยันหา รักษาดี ผูกไมตรีกับกัลยาณมิตร ดำรงชีวิตแบบพอเพียง)...
การรักษาดี (อารักขสัมปทา) มีนัยของการเก็บรักษาทรัพย์สินซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากเงินทองที่เราขยันหามาจากสัมมาอาชีพที่สุจริตนั้น กินลึกลงไปในการบริหารจัดการทรัพย์สินที่ได้มาดังกล่าวให้งอกเงยออกดอกออกผลตามมาด้วย เป็นไปในลักษณะของการเก็บรักษาและใช้ไปในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การใช้ไปในทรัพย์สิน เป็นการบริหารจัดการต่อยอดในส่วนของเงินเก็บเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งการบริหารจัดการดังกล่าวก็จักต้องรอบคอบและมีสติ อย่าพึงบริหารจัดการด้วย “กิเลสหรือความโลภ” เป็นตัวตั้ง
ทีนี้ประเด็นของการใช้ไปในการลงทุนนั้น...มันก็มีแง่คิดอยู่ว่าในทางพระพุทธศาสนา การค้าขายที่อุบาสกไม่ควรประกอบ ๕ ประการ อันได้แก่
๑. สัตถวณิชชา : ค้าขายอาวุธภัณฑ์ (เครื่องประหาร)
๒. สัตตวณิชชา : ค้าขายมนุษย์
๓. มังสวณิชชา : ค้าขายเนื้อสัตว์ (อรรถกถาว่าไว้ได้รวมถึงเลี้ยงสัตว์ไว้จำหน่าย)
๔. มัชชวณิชชา : ค้าขายน้ำเมา (รวมทั้งสิ่งเสพติดทั้งหลาย)
๕. วิสวณิชชา : ค้าขายยาพิษ
วณิชชาทั้ง ๕ อรรถกถาท่านเรียกว่า “มิจฉาวณิชชา” คือ การค้าขายที่ผิด
ดังนั้น...หากว่าเราไม่ลงทุน (ซื้อหุ้น) ในธุรกิจเหล่านี้ก็คงไม่เป็นไร...เหมือนท่านอาจารย์ ว. วชิรเมธี ที่กล่าวไว้...
ปล. ในทัศนะของผมหากเป็น การเก็งกำไรค่าเงิน นั้นผมไม่เห็นด้วยเพราะเป็นการใช้เงินไปในการสร้างหน้าที่ (เทียม) ที่ผิดวัตถุประสงค์...นำมาซึ่งความวุ่นวายและหายนะ (วิกฤติเศรษฐกิจ)...ดังที่เคยเกิดในอดีตที่ได้สร้างความเจ็บปวดและบาดแผลให้กับประชาชนในประเทศที่ถูกโจมตีค่าเงินดังบทเรียนที่ประธานาธิบดี มิตเตอรองค์ ของฝรั่งเศสได้รับในทศวรรษ ๑๙๘๐ ตามมาด้วยนายกรัฐมนตรีจอห์น เมเจอร์ ของอังกฤษ และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียในปี ๑๙๙๒ รัฐบาลประเทศเม็กซิโกในปี ๑๙๙๔ วิกฤตการณ์ค่าเงินหรือต้มยำกุ้งที่เริ่มจากประเทศไทยและขยายตัวไปในภูมิภาคทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมทั้งเกาหลีใต้ ในปี ๑๙๙๗ ต่อด้วยวิกฤติค่าเงินของรัสเซียในปี ๑๙๙๘ นับเป็นประสบการณ์ราคาแพงที่ประเทศเหล่านี้ต้องจ่ายให้กับกลุ่มนักเก็งกำไรค่าเงินอย่างมหาศาล...
...หากเป็นการลงทุนในหุ้นหรืออาจจะมีพวกที่เข้ามาเก็งกำไรในหุ้นบ้าง...ก็เออน่า...อย่างน้อยก็ทำให้เกิดการหมุนเวียนและจ้างงานทางเศรษฐกิจได้บ้างทั้งทางตรงและทางอ้อม...ก็พอไหว...พอไหว...ได้อยู่น่า...นะ...:)