หวัดดีคะนายประชาชน  

วันนี้ว่างนิดหน่อยก็ขอเล่านิดหน่อยนะคะ ว่า

ในส่วนของ   ประเด็นที่ 2 สิ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง การจัดบริการโดยภาครัฐ และการให้บริการของบริษัทประกันชีวิต    และประเด็นที่ 3 ......
ตรงนี้ขอเพิ่มเติมรวมๆ กันเลยนะคะ   ว่า  การให้บริการของบริษัทประกันชีวิตนั้น  คือมีหน้าที่ในการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามความคุ้มครองให้กับลูกค้าคะ    ส่วนเรื่องการบริการของทางโรงพยาบาลนั้น  จะเป็นหน้าที่ของแต่ละรพ.เองว่าเขาจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่องบริการ/การจัดการอย่างไรซึ่งก็แล้วแต่เขาคะ  จะเห็นว่า รพ.เอกชน  มีบริการที่ดีกว่านั้นก็เพราะว่า เขาหวังผลกำไร (อย่างที่บอก) และ ทางรพ.เองก็เห็นว่า ลูกค้าที่เข้ามารับการรักษานั้น  สามารถเบิกค่ารักษา + มีเงินจ่ายจริงๆ  เมื่อลูกค้าเจ็บป่วยเข้ามารับการรักษา  ทางรพ.ก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกค้าจะไม่มีเงินจ่าย (คือมั่นใจว่ารักษาไปแล้วสามารถได้เงินค่ารักษากลับมา ไม่ใช่รักษาแล้วเบิกไม่ได้ต้องทำเรื่องโน้นเรื่องนี้/ต้องรอเวลานาน แล้วทางรพ.เขาเองก็ต้องใช้เงินที่หมุนเวียนกันไปเหมือนกับธุรกิจอื่นๆเช่นกัน) ซึ่งลูกค้าพวกนี้จะเป็นพวกที่พอจะมีฐานะทางการเงิน คนมีเงิน เขาก็ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด ตลอดรวมจนถึงเรื่องบริการ อาคารสถานที่ และความสะดวกสะบายต่างๆ ประกอบกันด้วยคะ   (คนมีต้งค์ส่วนมากเขาจะไม่ค่อยชอบง้อใคร เขาจะพึ่งพาตนเองเป็นส่วนใหญ่ มากกว่าที่จะต้องพึ่งพารัฐ/คนอื่น)   ฉะนั้นเวลาไปขายประกันให้คนมีตังค์ จะขายง่ายมากเลยคะ ไม่ค่อยเรื่องมาก  แค่ขอให้แบบที่รับประกันตรงตามความต้องการของเขา เขาก็ซื้อเลยคะ

 **ประเด็น คือ ประชาชนส่วนมากของประเทศจะไม่สามารถเข้ารับบริการที่มีคุณภาพได้เลย โดยอาศัยหลักประกันของภาครัฐ ?
อันนี้ขอเพิ่มเติมนิดนึงนะคะ   นายประชาชนก็ทราบนะคะว่า  รพ.ของรัฐที่ดีๆ  มีหมอที่เก่งๆก็เยอะแยะ มียารักษาโรคที่ดีที่สุดก็มีคะ   แต่มันติดที่ว่า  รพ.ของรัฐนั้น  ในเรื่องของบุคลากร+อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ มีไม่เพียงพอต่อความต้องการรักษา/เจ็บป่วย  มากกว่าคะ  (คือต่อให้คุณมีหมอที่เก่ง แต่ไม่มียา/อุปกรณ์เครื่องมือ หรือบริการที่ดีมันก็เหมือนเดิมคะ)  จะสังเกตุเห็นได้ว่า ตามรพ.ของรัฐนั้นจะมีผู้ป่วยเยอะมาก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยมีเงินกันแต่ก็ต้องการรับการรักษาที่ดีๆ ก็คือรพ.ของรัฐ? ซึ่งเป็นที่พึ่งของคนยากจนเป็นส่วนใหญ่ 

เมื่อมีคนไข้เยอะแยะ  แต่มีหมอจำนวนน้อย มีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ  จึงทำให้ผู้ที่เข้าไปรับการรักษาที่อาการไม่หนักมากต้อง  "รอ"  และ "รอ"  ไปก่อน (จนบางทีเคยได้ยินไหมคะว่า "ให้มีอาการหนักก่อนแล้วค่อยแซงคิวรักษาได้")

และในเรื่องของการที่จะพบหมอใหญ่ได้จริงๆ นั้นยากมากๆ เพราะหมอใหญ่ (หมอที่เก่งและมีประสบการณ์) ถ้าไม่มีอาการหนักหนาอะไร / เข้าขั้นที่จะต้องผ่าตัด แล้วจะไม่รับเป็นคนไข้เลย  

ฉะนั้น นายประชาชน ลองไปถามดูซิว่า รพ.ของรัฐที่ใหญ่ๆ ส่วนมากแล้วเขาจะมีการแบ่งหมอไหม?  เช่น หมอใหญ่ (พวกที่อาการหนักๆ ต้องมีการผ่าตัด)  , หมอเล็ก (แพทย์ทั่วไป ดูอาการ วินิจฉัย สั่งยา  ถ้าอาการหนักจะส่งต่อให้หมอใหญ่อีกที) , พยาบาล  (สอบถามประวัติ วัดความดัน ส่วนสูง น้ำหนัก บอกให้นั่งรอหมอว่าห้องไหน? เวลาเท่าไหร่หมอถึงจะมา?) , เจ้าหน้าที่ติดต่อประชาสัมพันธ์ (รับบัตรคิว กรอกประวัติ แยกแยะว่าป่วยแบบนี้น่าจะไปหาหมอเกี่ยวกับอะไร  ห้องไหน?/ตึกอะไร) ฯลฯ   ประมาณเนี๊ยะคะ   นายประชาชนลองคิดดูซิคะว่า  ถ้าเราป่วยขึ้นมาแบบถึงว่าหนักพอประมาณ โดยไม่รู้สาเหตุ (ไม่ใช่อุบัติเหตุนะคะ!!!)  ไปหาหมอทีต้องผ่านกันกี่ด่าน  และแต่ละด่านจะต้องยืนรอต่อแถวอีกกี่คนถึงจะถึงเรา  แล้วพอรอเสร็จแล้วกว่าจะไปถึงมือหมอต้องใช้เวลานานเท่าไร? ดีไม่ดีได้แต่ยามาถุงนึงให้กินเพื่อดูอาการ+ให้กลับบ้าน  ญาติๆที่พาไปต่างก็ต้องนั่งรอ (บางรพ.ที่นั่งรอของญาติก็ไม่มี แถวชนบทอีสานจะเอาเสื่อสาดไปปูกันริมถนน จะเห็นได้จนเป็นเรื่องปกติแล้ว!!!)   จากที่พูดมาคร่าวๆ นะคะ บอกได้เลย ดิฉันไปรพ.บ่อยๆ ไปทีน้าๆ ป้าๆ + ตัวดิฉันเอง แทบป่วยกลับมา คนป่วยที่พาไปก็เบื่อจนไม่อยากจะรักษาแล้ว.........     ก็รบกวนพิจารณาเรื่องนี้ด้วยแล้วกัน

 **ประเด็นที่ 4  เรื่องรัฐจะส่งเสริมให้ทุกคนมีประกันชีวติ      ตรงนี้เป็นประเด็นที่ทางบริษัทได้รับการแจ้งข่าวมาจากทางกรมการประกันภัยนะคะ  ไม่ใช่ของกระทรวงสาธารณสุข  (เป็นธรรมดาที่นายประชาชนจะไม่ได้ยิน)  ซึ่งเป็นมาตรการที่กรมการประกันภัยจะส่งเสริมให้เกิดขึ้นในอนาคต  ตามแผนการส่งเสริมการประกันชีวิต  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลชุดก่อน (รัฐบาลยุคทักษิณ)  เรื่องซึ่งกำลังจะพิจารณาปรับเปลี่ยนหลายแนวทาง  เช่น การนำไปหักลดหย่อนภาษี  จากหักได้ 50,000  บาท จะปรับเปลี่ยนให้เป็น  300,000  บาทคะ  และรัฐจะมีการผลักดันให้คนไทยทำประกัน  ก็เพราะว่าจะได้ลดภาระของรัฐในเรื่องของ ยกตัวอย่างเช่น   คนไทยทุกอาชีพมีเงินใช้ตอนเกษียณ-แก่ , ส่งเสริมให้รู้จักเก็บออม , ลดภาระทางสังคม ฯลฯ  แต่นั้นก็เป็นแผนพัฒนา+ส่งเสริมในอนาคตของรัฐบาลชุดก่อน  ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็กำลังดูๆ อยู่ว่า จะไปในแนวทางไหน  อย่างไรคะ

 ส่วนเรื่องที่จะส่งเสริมให้คนไทยรู้จักป้องกันและรักษาตนเองก่อนที่จะทำให้เกิดการเจ็บป่วยนั้น ดิฉันขอสนับสนุนคะ  ขออนุญาตเพิ่มเติมนะคะว่า   ถ้าจะส่งเสริมกันจริงๆ ควรเริ่มจากต้นเหตุใช่ไหมคะ ?  เพราะเมื่อมีการป้องกันแล้ว ประชากรก็จะมีการเจ็บป่วยที่ลดลง  งบประมาณต่างๆเรื่องค่ารักษาพยาบาลก็จะไม่สิ้นเปลือง ......

ฉะนั้น  เราควรที่จะเน้นตั้งแต่การดำรงชีวิตของประชากรคะ   เช่น  น้ำใช้สะอาด? (บ้านของดิฉันใช้น้ำของหนองน้ำประจำหมู่บ้านที่เก็บกักมานานคะ  น้ำก็ใส+เหลืองนิดหน่อย จัดว่าไม่ค่อยสะอาดคะ)  , น้ำดื่ม ก็กินน้ำฝน ที่ขังกันมานานปี (รอให้ตกตะกอนก่อน) แต่บ้านดิฉันดีหน่อยมีเครื่องกรองน้ำ 3 เดือนเปลี่ยนที ไส้กรองนี้ดำ+มีแต่โคลนเยอะมากเลย

ส่วนเรื่องอาหารการกินไม่ต้องพูดถึง  ของป่าชอบมาก เห็ด (ตอนนี้น่าจะระวังมากขึ้นเพราะมีข่าวคนกินเห็นแล้วตายที่จ.น่าน) หรือพืชผักตามท้องไร่ท้องนา (ซึ่งสมัยก่อนเคยมีการส่งเสริมไม่ให้กิน เนื่องจากมีพยาธิใบไม้ในตับเยอะ  แต่ปัจจุบันหายไปแล้ว ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่มาส่งเสริมเลย)

สุขภาพ เรื่องการตรวจสุขภาพประจำปี  คนที่มีอายุ/เด็กๆ  เห็นรัฐมีการส่งเสริมให้มีการตรวจตามบ้าน?  แต่ชุมชนของดิฉันไม่เห็นจะมีเลย (หรือว่าอาจจะเป็นเพราะเราอยู่ติดกับอนามัยหมู่บ้าน) 

คะก็รวมๆ ถึงเรื่องอื่นๆ ด้วยดิฉันก็มีความคิดเห็นเพิ่มเติมประมาณเนียะคะ  หวังว่าคงจะช่วยนายประชาชนได้บ้าง  ยังไงก็ค่อยว่ากันอีกทีคราวหน้า  อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะคะ  บ๊ายบายคะ