จะเห็นว่า ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้ามิได้ได้ทรงมีท่าทีในเชิงปฏิเสธว่า อย่าพบปะหรือพูดคุยกับสตรี  สิ่งเหล่านี้พระภิกษุสามารถที่จะทำได้  แต่การแสดงออกในลักษณะเหล่านี้ควรที่จะยืนอยู่บนฐานของสติ หรือมีความรู้เท่าทันเมื่อตาเห็นรูป หูฟังเสียง เป็นต้น  เมื่อเป็นเช่นนี้ศีลหรือวินัยของพระภิกษุก็จะไม่เศร้าหมอง

   ในขณะเดียวกัน คำว่า “มีสติ” นั้น  พระอรรถกถาจารย์ได้ชี้ให้เห็นว่า ภิกษุต้องตั้งสติทุกขณะจิตตลอดเวลาที่ปฏิสัมพันธ์กับสตรี  ห้ามพลั้งเผลอ  ต้องควบคุมจิตให้คิดในทางที่ดีงามต่อสตรีหรือควบคุมจิตให้คิดต่อสตรีในทางที่ดีงาม  เช่น  รู้สึกว่าเป็นแม่ในสตรีที่อยู่ในวัยแม่  รู้สึกว่าเป็นพี่สาว น้องสาว ในสตรีที่อยู่ในวันที่เป็นพี่สาวเป็นน้องสาว  รู้สึกว่าเป็นลูกสาวในสตรีที่อยู่ในวัยสาวๆ  นัยสำคัญอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับท่าทีที่พระภิกษุพึงจะมีต่อสตรีนั้น  มีปรากฏอยู่ในภารทวาชสูตร  ซึ่งพระเจ้าอุเทนได้ตรัสถามท่านปิณโฑลภารทวาชะว่า “เหตุใด  พระภิกษุหนุ่มๆ มีผมดำสนิท  จึงยังไม่หมดกามราคะ  จึงบวชอยู่ได้นาน หรือบวชได้ตลอดชีวิต” ท่านชี้ให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่  “ภิกษุทั้งหลาย เธอเห็นสตรีมีอายุคราวแม่ จงตั้งจิตเอาไว้ว่า “หญิงนี้เป็นแม่ของตน  เธอเห็นสตรีมีอายุคราวพี่สาว หรือน้องสาว  จงตั้งจิตว่า หญิงเป็นพี่สาว หรือน้องสาวของเรา  เธอเห็นสตรีมีอายุคราวลูก  จงตั้งจิตว่าหญิงนี้เป็นลูกของเรา ด้วยความคิดอย่างนี้แล เป็นเหตุให้ภิกษุหนุ่ม ๆ เหล่านั้นรักษาพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่ได้นาน หรืออยู่ได้ตลอดชีวิต” 

   ในขณะเดียวกัน  นอกจากพระองค์จะมุ่งเน้นให้พระภิกษุมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อเพศตรงข้ามแล้ว  พระองค์ยังได้มุ่งเน้นให้พระภิกษุพิจารณาร่างกายให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นต่อไปอีกว่า “เธอจงพิจารณาร่างกายนี้แหละ เบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป  เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงมา ซึ่งมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ  ภายในเต็มไปด้วยของไม่สะอาด คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก อุจจาระ ปัสสาวะ ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งสกปรก  น่ารังเกียจ  น่าขยะแขยง  ดังนี้ 

   ท่าทีเหล่านี้  เป็นท่าทีที่พระองค์ต้องการให้พระภิกษุอบรมศีล  สมาธิ  และปัญญา  โดยให้พระภิกษุสำรวมอินทรีย์ ๖  เมื่อเวลาเห็นรูปด้วยตาแล้ว อย่าถือเอาโดยนิมิต คือ ความงามเป็นส่วนรวม อย่าถือเอาโดยอนุพยัญชนะ  คือ แยกความสวยงามออกเป็นส่วน ๆ  ถ้าจะเกิดความรักในฐานะที่เป็นปุถุชนคนหนุ่มที่มีร่างกายสดใส  ย่อมจะเกิดความกำหนัดรักใคร่เพศตรงข้ามหรือถ้าจะมีความรักตน หรือรักผู้อื่น  พระพุทธเจ้าก็ทรงเน้นสอนให้พระภิกษุพิจารณาสติปัฏฐาน ๔  กล่าวคือ  พิจารณาให้เห็นกายในกาย  เวทนาในเวทนา  จิตในจิต  ธรรมในธรรม  โดยใช้ความเพียร  สติสัมปชัญญะ  เมื่อเป็นเช่นนี้  พระภิกษุที่พิจารณาอย่างต่อเนื่องจะทำให้กำจัดอภิชฌา และโทมนัสเสียได้   การมีท่าทีต่อเพศตรงข้ามและการพิจารณาขันธ์ ๕  โดยแยกย่อยลงไปเรื่อย ๆ นั้นก็จะกลายเป็นแรงหนุนสำคัญในการทำให้พระภิกษุทราบความเป็นจริงเกี่ยวกับขันธ์ ๕  อย่างแจ่มชัด  และจะทำให้คลายจากความกำหนัดมากยิ่งขึ้น  อันจะทำให้การบำเพ็ญสมณธรรม หรือการประพฤติพรหมจรรย์ของพระภิกษุเหล่านั้นมีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และทำให้เข้าถึงความจริงสูงสุดในพระพุทธศาสนาได้ในที่สุด

๑๑. ท่าทีที่พึงประสงค์ต่อการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระภิกษุกับสตรี

   จากการศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับมุมมองของพระพุทธศาสนาที่มีต่อสตรีในประเด็นที่ว่า “สตรีเป็นมลทินของพรหมจรรย์” หรืออาจจะมีนักวิชาการทางพระพุทธศาสนานำประเด็นนี้มาขยายนัยในยุคต่อมาว่า “สตรีเป็นศัตรูของพรหมจรรย์” นั้น  คำว่า “พรหมจรรย์” หรือ “การประพฤติพรหมจรรย์” นั้น เป็นสิ่งที่นักบวชในทางพระพุทธศาสนาที่ถือเพศเป็นบรรพชิตนั้นจะต้องกระทำก็คือ “การงดเว้นจากเมถุนธรรมทุกชนิด”  สาเหตุที่จะต้องงดเว้นก็เพราะว่า เมถุนธรรมนี้เป็นที่มาของกิเลส กล่าวคือ ราคะ โทสะ และโมหะ  ซึ่งเป็นตัวขัดขวางให้พระภิกษุนั้นไม่สามารถที่จะเข้าถึงความจริงขั้นสูงสุดในทางพระพุทธศาสนาได้

   การที่ชี้ให้เห็นว่า เป็นมลทิน หรือเป็นศัตรูนั้น  เป็นเพียงการที่พระพุทธเจ้าต้องการที่จะสื่อให้พระภิกษุได้เห็นว่า เมื่อพระภิกษุเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างขาดสติ และไม่รู้เท่านั้น  ก็จะทำให้การปฏิบัติไม่เจริญก้าวหน้า และก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมโดยรวมด้วย  การเปิดประเด็นนี้ขึ้นมา พระพุทธเจ้าไม่ต้องการที่จะดูหมิ่นสตรีแต่ประการใด  ดังจะเห็นว่า ในบริข้ออื่น ๆ นั้น พระพุทธเจ้าก็ทรงให้เกียรติและยกย่องสตรี ดังจะเห็นได้จากนางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นต้น

   สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงมุ่งเน้นในเรื่องนี้อย่างมากก็คือว่า  การปฏิสัมพันธ์กับสตรีนั้น  พระองค์ก็มิได้ทรงห้ามแต่ประการใด หากการปฏิสัมพันธ์นั้นอยู่ในกรอบของพระธรรมวินัย  และไม่ก่อผลเสีย  ดังจะเห็นได้จากการที่พระอานนท์พยายามที่จะถามในประเด็นนี้ต่อพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงย้ำว่า การพูดคุย การพบปะนั้น เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ หากแต่ควรทำบนฐานของสติ  มีความรู้เท่าทันต่ออารมณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น

   นอกจากนั้นแล้ว  สิ่งที่จะต้องพิจารณาอย่างลึกซึ่งมากกว่านี้ก็คือ การใช้สติพิจารณาแยกย่อยสตรีที่เราพบให้ละเอียดลงไปเรื่อย ๆ โดยการพิจารณาว่าสตรีนั้นเป็นเพียง “สิ่งประดิษฐ์” จากธรรมชาติที่เรียงร้อยมาจากขันธ์ ๕  ธาตุ ๔ เท่านั้น  เมื่อย่อยลงไปเรื่อย ๆแล้ว เราก็จะไม่พบสิ่งที่ถือได้ว่าเป็นแก่น หรือเป็นแกนที่เราจะมัวไปยึดมั่นถือมั่น  

    เหล่านี้คือท่าทีที่พระพุทธเจ้า ทรงพยายามที่จะมุ่งสอนให้สาวกของพระองค์ได้มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อสตรี  แต่เมื่อวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งลงไปเรื่อย ๆ แล้วก็จะเกิดคำถามตามมาว่า ท่าทีตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถาดังที่ได้กล่าวแล้ว   เพียงพอหรือไม่ต่อการนำมาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการมีท่าทีที่ไม่ถูกต้องระหว่างพระภิกษุกับสตรี   และเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปนั้น  แง่มุมบางประเด็นควรที่จะมีการประยุกต์เพื่อสอดคล้องกับปรากฏการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่  เหล่านี้ คือประเด็นที่พุทธบริษัทจะต้องหาเวทีเพื่อแสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุดต่อการป้องกัน และแก้ไขปัญหาในโอกาสต่อไป.