ขอบคุณ คุณ ณัฐรดา มากครับสำหรับบทความที่มีคุณค่าและเปี่ยมประโยชน์
สำหรับผมชื่นชอบการตีความปฏิจจสมุปบาทตามนัยของท่านพุทธทาส แบบการเกิดภพชาติในขณะจิตหนึ่ง เช่น
ตัวอย่างของการเกิดปฏิจจสมุปบาทในการดำเนินชีวิตทั่วไป
โกรธ โมโห ที่มีคนพูดจาดูถูก เหยียดหยาม
๑. กรณี : หากพิจารณาตามหลักปฏิจจสมุปบาท (ไล่เรียงจากผลไปหาเหตุ) จะได้ว่า
การที่เราโกรธ โมโห (เกิดความทุกข์ใจ) นั่นก็เพราะว่ามีปัจจัยเหตุมาจาก เรารู้สึกว่าศักดิ์ศรี และเกียรติยศเป็นของเราต้องติดตัวเราไปตลอด (ชาติ) ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมีปัจจัยเหตุมาจากการมีและตั้งอยู่ของเกียรติและศักดิ์ศรีนั้น (ภพ) ซึ่งการมีและตั้งอยู่ของเกียรติและศักดิ์ศรีดังกล่าวก็เพราะมีปัจจัยเหตุมาจากการยึดติดถือมั่นในความเชื่อและการปฏิบัติต่อ ๆ กันมาในอดีต (อุปาทาน) ที่ว่าต้องรักษาเกียรติและศักดิ์ศรียิ่งชีพ ซึ่งความยึดมั่นและถือมั่นดังกล่าวนั้นมีปัจจัยเหตุมาจากความอยาก (ตัณหา) ที่จะไม่ให้ใครมาดูถูกเหยียดหยามอย่างนั้นอย่างนี้ โดยความอยากที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้นมีปัจจัยเหตุมาจากความรู้สึก (เวทนา) ภูมิใจและสุขใจที่มีต่อเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งการที่เรามีความรู้สึกอย่างนั้นก็เพราะมีปัจจัยมาจาก การที่เราสามารถสัมผัส (ผัสสะ) ได้จริงถึงความมีเกียรติและศักดิ์ศรีที่มีอยู่ในตัวเรา ทั้งจากที่มีคนนับหน้าถือตา เคารพยำเกรง ซึ่งการที่เรามีความสัมผัสได้โดยตรงนั้นมีปัจจัยเหตุมาจากการได้เห็น ได้ยินคนอื่นพูดถึงเราในทางที่ดีให้เกียรติเราอยู่เสมอเป็นประจำทุกวัน (สฬายตนะ) ซึ่งการที่เราได้ยินได้เห็นการกระทำดังกล่าวทุกวันนั้นมีปัจจัยเหตุมาจาก เรามีความชอบในการมีซึ่งชื่อเสียงและเกียรติยศนั้น (นามรูป) การที่เราชอบดังกล่าวนั้นก็เพราะมีปัจจัยเหตุมาจาก การรับรู้ของจิต (วิญญาณ) ถึงความมีหน้ามีตาในเกียรติและศักดิ์ศรีนั้น ที่เรามีการรับรู้ดังกล่าวนั้นก็เพราะมีปัจจัยเหตุมาจาก ความคิดที่เกิดจากการปรุงแต่งขึ้น (สังขาร) ในเรื่องของเกียรติและศักดิ์ศรี และที่เรามีความคิดอันเกิดจากการปรุงแต่งดังกล่าวนั้นมีปัจจัยเหตุมาจาก ความไม่รู้จริงแห่งทุกข์ (อวิชชา) ในเกียรติและศักดิ์ศรีที่เราต้องแบกภาระและเก็บรักษาเอาไว้
๒. กรณี : หากพิจารณาตามหลักปฏิจจสมุปบาท (ไล่เรียงจากเหตุไปหาผล) จะได้ว่า
ความไม่รู้จริง (อวิชชา) แห่งทุกข์ในเกียรติและศักดิ์ศรีที่ต้องแบกภาระและเก็บรักษาเอาไว้ ทำให้เกิดความคิดปรุงแต่ง (สังขาร) ในเรื่องเกียรติและศักดิ์ศรีขึ้นมาภายในจิต (วิญญาณ) ว่าใครหน้าไหนจะมาดูถูกเหยียดหยามไม่ได้ ซึ่งจากการที่มีคนรอบข้างกล่าวถึงและพูดถึง ยกยอปอปั้น (นามรูป) ต่าง ๆ นานา และไปไหนก็มีแต่คนยกย่อง เยินยอ เอาอกเอาใจ (สฬายตนะ) ซึ่งสัมผัสได้จริงจากการกระทำและคำพูดในการยกย่อง เยินยอที่มีต่อตัวเรา (ผัสสะ) ดังกล่าว การกระทำและคำพูดที่สั่งสมในทุกวันดังกล่าวทำให้เราเกิดความรู้สึก (เวทนา) นำไปสู่ความหลงใหล หวงแหนและความอยาก (ตัณหา) มีเกียรติและศักดิ์ศรีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถลำลึก หลงไปยึดติดถือมั่นในการแสวงหาให้ได้มาซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีในรูปแบบต่าง ๆ และรวมไปถึงการเก็บรักษามูลค่าแห่งเกียรติและศักดิ์ศรีนั้นเอาไว้ยิ่งชีพ (อุปาทาน) ทำให้เกิดการมองเห็นและรู้สึกถึงความมีและการตั้งอยู่ในเกียรติและศักดิ์ศรีนั้น (ภพ) จนท้ายที่สุดนำไปสู่การยึดติดถือมั่นว่าเกียรติยศและศักดิ์ศรีจะต้องคงอยู่คู่กับเราติดตัวเราไปตลอดใครจะมาดูถูก เหยียดหยามไม่ได้ ในทำนองเกียรติและศักดิ์ศรีของกู – ต้องมีอยู่ในตัวกูตลอดไป (ชาติ)
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีคนมาดูถูก เหยียดหยาม ดังกล่าว จึงทำให้เราโกรธ โมโห นำมาซึ่ง ความทุกข์ ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของวงจรแห่งปฏิจจสมุปบาทว่ามีความเข้มข้นมากหรือน้อยเพียงใดในแต่ละอาการ (๑๒ อาการ) โดยเฉพาะสังคมวัยรุ่นในปัจจุบันที่ยกพวกตีกันจนนำไปสู่การบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิต เกี่ยวเนื่องมาจากการยึดติดถือมั่นในเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสถาบัน ใครหน้าไหนจะมาดูถูก เหยียดหยาม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ๆ ไม่ได้ รวมถึงการหลงใหลเข้าไปยึดติดถือมั่นอย่างมากมายจนติดกับดักแห่งเกียรติและศักดิ์ศรี นำไปสู่การแสวงหาสั่งสมเกียรติและศักดิ์ศรีดังกล่าว โดยการ ยกพวกไปถล่มสถาบันคู่อริเพื่อเป็นการประกาศศักดาในเกียรติและศักดิ์ศรีของสถาบันของตน นำไปสู่การสั่งสมเป็นค่านิยมอันผิด ๆ ตามมาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
*** ไม่ว่าจะตีความปฏิจจสมุปบาทแบบไหน (แบบข้ามภพข้ามชาติหรือแบบการเกิดภพชาติในขณะจิตหนึ่ง ซึ่งพระพรมคุณาภรณ์ได้บันทึกไว้ทั้ง ๒ นัยในหนังสือที่ทรงคุณค่า "พุทธธรรม") หัวใจหลักก็คือให้รู้เท่าทันกระบวนการเกิด (ดับ) ทุกข์นั่นเอง
ขอบคุณมากครับ