เมื่อคืนคุยกับคุณหมอตุ่ยค่ะ เรื่องหนึ่งที่คุยกัน ก็คือ เรื่องของซันเมี๊ยะไมทา และอาจรวมถึงน้องหนึ่งและน้องสอง (ก็คงไม่ต้องใช้ชื่อสมมติแล้วมังนะ) ซึ่ง "การพิสูจน์สิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมาย" ก็ปรากฏชัดแล้วว่า เป็นคนสัญชาติไทย เพราะมีพยานหลักฐานชั้นหนึ่งนั่นก็คือ หนังสือรับรองการตรวจ DNA โดยแพทย์จากโรงพยาบาลเชียงใหม่
กรณีน้องซันเมี๊ยไมทานั้น ในหนังสือรับรองแพทย์มีใบหน้าน้องด้วย ซึ่งเอกสารจริงก็เป็นรูปเลยใช่ไหมคะ
เหลือแต่เอกสารของน้องหนึ่งและน้องสองที่ อ.แหววไม่ได้เห็นเลยค่ะ ต้องรบกวนโจ้งและแมวสแกนส่งมาให้ดูด้วยค่ะ
เมื่อเราประชุมคดีทางอีเมลล์และโกทูโนชัดแล้ว ก็จะถึงขั้นตอน "การพัฒนาสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมาย" นั่นก็คือ การไปร้องขอการรับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรในสถานะ "คนสัญชาติไทย" ในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ตามมาตรา ๓๖ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๕๑
วิธีการพัฒนาสิทธินั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะค่ะ
อันนี้ อ.แหววคิดว่า ขอบเขตแห่งศักยภาพการทำงานระหว่างทนายความตีนเปล่าและทนายความวิชาชีพนั้นแตกต่างกัน การปล่อยให้อำเภอทำตัวเป็นรัฐสภาออกกกฎหมายเองนั้น เป็นเรื่องที่คนแถวสองที่เป็นทนายความตีนเปล่าอาจไม่เท่าทัน แต่สำหรับคนแถวสองที่เป็นทนายความวิชาชีพนั้น ไม่ควรให้เกิดขึ้น การฝึกงานในขั้นตอนนี้ของโจ้ง ก็เหมือนการฝึกงานในสำนักงานกฎหมายโดยทั่วไป ก็คือ ต้องเตรียมตัวฟ้องศาลไว้ก่อน ต้องมีในใจในขณะที่เจรจากับเจ้าหน้าที่ที่บังคับการตามกฎหมาย การกำหนดระยะเวลาการทำงานระหว่างทนายความกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นไปได้ในกรณีที่เป็นเรื่องของสิทธิเด็ดขาดของเจ้าของปัญหา แต่หากสิทธิของเจ้าของปัญหาเป็นเพียงสิทธิที่เป็นดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย การกำหนดระยะเวลาก็จะเป็นไปอย่างยากลำบากมากค่ะ
กรณีสามน้องนั้น เป็นเรื่องง่ายที่โจ้งจะพัฒนาแนวคิดและวิธีการทำงานแถวสอง เพราะข้อกฎหมายชัดค่ะ และการบังคับใช้กฎหมายต้องทำโดยนายทะเบียนราษฎรในระดับอำเภอ แล้วไปศาลปกครองเลยค่ะ
ลองออกแบบการทำงานของตัวเองมานะคะ คนรอบตัวจะได้เห็นชอบและโต้แย้งได้ ข้อสอบชีวิตก็คือ "เมื่อเคสหนึ่งๆ ปรากฏตัวที่ประตูคลินิกของโจ้ง โจ้งจะต้องทำอะไรบ้าง ? "
อย่าลืมว่า อ.แหววอยากเห็นคลินิกใหม่ หมอโจ้ง หมอตุ่ย สังคมสงเคราะห์แมว และน้องซันเมี๊ยะไมทาค่ะ พวกท่านเป็นแรงบันดาลใจของ อ.แหวว และห้องเรียนคดีบุคคลที่รังสิตค่ะ