สวัสดีคะ   นายประชาชน  และพี่แจ๊ค (ขอเรียกพี่นะคะ เพื่อให้การนับถือคะ อย่าว่ากันน๊าาาา)

ขอบคุณมากนะคะที่ได้ให้ข้อคิดเห็นต่างๆ  มากมาย เพิ่มเข้ามา  แต่ว่า นายประชาชน ฉันว่านะ คงจะต้องมีแค่เรา 3 คนนี่หละมั้ง ที่สนใจในเรื่องนี้อะนะ  5 5 5..

ก็เพราะประกันชีวิตนี้  ใครๆ เขาก็ไม่ค่อยสนใจกัน แม้นเพียงแต่เวลาตัวแทนไปขาย  พอเห็นหน้าก็เบือนหน้าหนี  พร้อมกับเบ้ปาก ก็มี (เคยเจอแต่ไม่บ่อยเท่าไหร่)   หรือแม้แต่แค่รู้ว่าเป็นประกันชีวิตแล้ว  ก็รีบตอบปฏิเสธทันที  เช่น  ซื้อแล้ว มีแล้ว ไม่มีตังค์ ถามเมียดูก่อน ยังไม่พร้อม หรือแม้แต่ผมเบิกได้ทุกอย่างแล้วผมต้องทำประกันชีวิตทำไม? ฯลฯ   ทั้งๆที่จริงๆ แล้วลูกค้าถ้าฟังตัวแทนพูด / อธิบายให้เข้าใจแล้ว  ลูกค้าเองก็กลัวที่จะต้องซื้อประกัน!  เพราะความจริงของชีวิตทุกคนที่จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า  "ทำไมตัวเองต้องซื้อประกันชีวิต" 

ก็วันนี้ขอตอบข้อคำถาม ของนายประชาชนก่อนแล้วกันนะคะ คือ 

1. "ประเด็นที่ 2 ที่ผมสนใจ คือ การเข้าถึงบริการทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุข
และ 
ถ้าผมได้รับบริการตามที่รัฐจัดให้แล้ว ผมจำเป็นมากน้อยเพียงใดในการทำปะกันชีวิต (โดยซื้ออนุสัญญาด้านสุขภาพเพิ่ม)"

ถูกต้องมากเลยคะที่นายประชาชนบอกว่า "โดยหลักการรัฐในฐานะผู้บริหารต้องจัดระบบให้มีคุณภาพ เข้าถึง และเท่าเทียม ตามความเหมาะสมและจำเป็น"  นั่นบงบอกว่า  รัฐบาลของเราต้องเร่งส่งเสริมให้มีการปรับปรุงเรื่องสุขภาพ  กันอย่างเร่งด่วน  ให้มีบริการที่ดี ทั้งความพร้อมด้านบุคลากร ทรัพยากร/อาคารสถานที่อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์  รวมไปจนถึงบริการที่ดีสม่ำเสมอ

แต่เราส่วนมากก็จะสังเกตุเห็นว่า การบริการ ตลอดรวมจนถึงการรักษาพยาบาลนั้น  ปัจจุบันนี้ระดับคะแนนที่จะให้นั้นในส่วนของโรงพยาบาลรัฐบาลนั้น  ให้ที่ระดับ  ล่าง - ปานกลาง 

สังเกตุได้จาก ถ้าเป็นโรงพยาบาลใหญ่ๆในเขตตัวเมือง / กทม. เท่านั้นที่จะมีความพร้อมหลายๆ อย่าง  แต่โรงพยาบาล  ที่อยู่รอบนอก-บ้านนอก  ไม่ต่างอะไรกับอนามัยหมู่บ้าน? 

ดิฉันเคยพาคุณยาย  อายุ 85 ปีไปรับการตรวจรักษา (ขอบอกวาเบิกได้เพราะเป็นแม่ของข้าราชการระดับ C7, 9 และ 10) เนื่องจากมดลูกหย่อน และติดเชื้อ เคยพาไปที่รพ.ศูนย์ขอนแก่ (ไปตอนเช้าที่สุดตี 5 นั่งรอหมอมาตรวจอาการก่อน ประมาณ 9 โมงเช้า ได้รับการตรวจ เพราะอาการยังไม่หนักมาก) หมอบอกว่าให้รอดูอาการ โดยให้นอนทานยาแก้อักเสบ (พารา) + ให้น้ำเกลือเนื่องจากร่างกายอ่อนแอ เป็นเวลา 2 วัน แล้วก็อาการดีขึ้นหายไข้+หายอักเสบ  หมอให้กลับบ้าน+ยาบำรุงเลือด(เม็ดสีแดง)  มา 1 หอบใหญ่    

   ผ่านมาได้ประมาณ  2  เดือน  คุณยาย มดลูกก็ติดเชื้ออีกทีนี้อาการหนัก  จึงพาไปรพ.ศูนย์ขอนแก่นอีก (ขอบอกว่าเบิกค่าห้องได้ไม่มากนักได้ที่ห้อง 6 เตียง แต่ รพ.ห้องเต็มหมด  จากที่ห้อง 6 เตียงจำเป็นต้องนอน 10 เตียง)  นอนดูอาการได้ 1 วัน  เนื่องจากครอบครัวดิฉันค่อนข้างพอจะมีเงินนิดหน่อย  พวกลูกๆ ข้าราชการ จึงทำเรื่องย้ายไป  รพ.ติดม.ขอนแก่น (รัฐบาลอีกแล้ววว)  เพื่อที่หวังว่าเกิดอะไรขึ้น เผื่อมีการผ่าตัด รักษาครั้งใหญ่  จะได้เบิกได้!!!

ทีนี้  ได้ยามาหอบใหญ่เลย  นอนพัก 1 วันแล้วหมอก็ให้กลับบ้าน  พร้อมบอกว่า ที่มดลูกอักเสบเพราะ มันหย่อนออกมาข้างนอกเท่าไข่ห่าน  ถ้าจะรักษาก็คือต้องผ่าตัด เย็บปากมดลูกให้แคบลง  พร้อมกับแนะนำว่า  จะผ่าตัดที่รพ.นี้ก็ได้นะแต่ต้องรอ  2 ปี!!!!  เพราะหมอมีคิวยาว  หรือจะไม่ผ่าตัดก็ได้เพราะคุณยายแกแก่แล้ว  ผ่าตัดไปหมอกลัวจะไม่รอด  และก็ให้รักษาความสะอาดเอาก็แล้วกัน  พร้อมกับให้ยามาอีกห่อใหญ่ เบอเริ่มเลยคราวนี้  ให้กินที  3 เดือนหมด แล้วค่อยให้ไปหาหมอตรวจดูอาการอีกที 

คุณยายก็เคยคุยกันเล่นๆ กับดิฉันเหมือนกันว่า  "ยายไม่ยากกินข้าวแล้ว เพราะแค่กินยา  ก่อนอาหาร + หลังอาหาร (ประมาณ 20 เม็ด) เนี๊ยะ  มันก็อิ่มแล้ว"  5 5 5   ก็พากันหัวเราะสนุกสนาน    แต่เนื่องด้วยคนแก่แถวบ้านนอก  ไม่ชอบอยู่นิ่ง  ลูกๆ หลานๆก็บอกไม่ให้ไปทำอะไรตากแดดตากฝน  คุณยายก็ยังแอบไป (ขอบอกว่า แอบไปจริงๆนะ) เพราะแกบอกว่าอยู่เฉยๆ ไม่ได้  "มันบ่เป้นอันยู่"  

สรุปแล้วจากวันนั้นผ่านมาได้  2  อาทิตย์กว่า  คุณยายอยู่ดีๆ  ก็เกิดตัวร้อนเป็นไข้  สั่น หนาวปนกันไป  น้าๆ จึงพากันส่งรพ.ใกล้บ้าน คือ รพ.ประจำอำเภอ  ขอโทษจะบอกให้  เหมือนเดิมคือให้น้ำเกลือ  ดูอาการ พร้อมกับกินยาชุดเดิมที่หมอจาก รพ.ในเมืองให้มา   นอนไปได้ 4-5 วัน อาการไม่ดีขึ้น  ซ้ำร้ายตัวร้อน  ไข้ไม่ลดลง  ถามหมอ  หมอก็บอกให้เรานำผู้ป่วยส่งรพ.ในเมืองขอนแก่นอีกครั้ง  (ไม่มี รถพยาบาลนะคะขอบอก  ต้องเอารถยนต์ตัวเองไปคะ)

ทีนี้ด้วย  พ่อ-แม่ และลูกๆ ทุกคนด้วยพอมีฐานะบ้างจึงมาคุยกัน  ว่าถ้าอาการแบบนี้ ไปหาหมอที่รพ.เดิมก็คงไม่แตกต่างอะไรกันมากนัก  เราอย่ามัวไปสนใจเรื่องเบิกได้ / เบิกไม่ได้กันอยู่เลย  เพราะแม่ของเราอาการไม่ดีขึ้นเลย  เราต้องการหมอที่ดีที่สุด เก่งที่สุดและยาที่จะรักษาที่ดีที่สุด  กับรพ.ที่ดูน่าเชื่อถือที่สุด  จะดีกว่า   เพราะรู้สึกจะรำคาน กับรพ.ของรัฐเต็มทีแล้ว

จึงตัดสินใจ  ส่ง รพ.ของเอกชน รพ.ราชพฤกษ์   พอไปแล้ว อย่าว่า ยกยอปอปัน  รพ.เขาเลยนะ  พอเข้ารพ.ปึบ  มีคนเข็นรถนั่งผู้ป่วยมารอปับ  คุณยายนั่งรถเข็นเข้าไปรอประมาณ 15 นาที  หมอเชิญเข้าไปตรวจร่างกายใหม่ เอกซ์เรย์  ตรวจอย่างดีว่างั้นเถอะ ทั่วทั้งตัวเลย (ถึงแม้ มันจะไม่เกี่ยวกับอาการมดลูกหย่อนก็ตาม)  เชื่อไหมว่า ฟิมล์เอกซ์เรย์ตรงมดลูกต้องถ่ายใหม่  เพราะว่าจากรพ.ของรัฐอันเดิม มันไม่ชัดเจน????    ดิฉันงงงง?  มาก  เอ๊ะ...มันไม่เหมือนกันเหรอ

ซักพักนอนให้น้ำเกลือบนห้องเดี๋ยว มีที่นอนของญาติ มีห้องน้ำในตัว (ไม่รู้สึกยุ่งวุ่นวายเหมือนรพ.รัฐ)  แอร์เย็นฉ่ำชื่นใจ  หายเครียดเลย  ความรู้สึกของญาติๆ แบบว่า  รู้สึกดีอะ  ไม่เป็นห่วงคนป่วยเลย   คุณยายเองก็รู้สึกปลอดโปร่ง  แกไม่เครียดเพราะ แก่ไม่ชอบคนเยอะแยะ  และไม่ชอบไปรพ.  พอตอนเย็นหมอใหญ่มา (ขอบอกว่าเป็นหมอเฉพาะโรคนะคะ  และเป็นหมอจากรพ.ของรัฐ รพ.นั่นแหละที่เราไปครั้งก่อน แต่เราไม่เจอหมอคนนี้  เจอแต่หมอเล็ก)  เขาพูดดีมากเลย  และแนะนำว่าให้รีบผ่าตัด (ถ้าต้องการผ่า) พร้อมกับขอดูอาการ อีก 3 วัน ถ้าอาการไข้ลดลง จะผ่าตัดให้ทันที  ลูกๆทุกคนดีใจ  พร้อมกับบอกว่า  ให้รีบผ่าตัดเลย  อะไรที่มันทำให้คุณยายดีขึ้น  ให้ทำได้เลย ไม่ต้องห่วง  หมอบอก  งั้นผมจะจองห้องผ่าตัดให้ยังไงอีก 3 วันผ่าตัดได้เลย   สรุปแล้วคุณยายก็ได้ผ่าตัด เสร็จเรียบร้อย  ในระหว่างที่นอนพักรักษาตัว พยาบาลดีมากเลย  มีมาอาบน้ำ เช็ดตัวให้คุณยาย ถ้าขี้เกียจพาคุณยายเข้าห้องน้ำก็กดอ๊อดเรียกก็ได้   มีหนังสือพิมพ์รายวันให้อ่านด้วยนะ  มีทีวีดู  คือมันดูดีอะ  เหมือนอยู่โรงแรมมากกว่ารพ.  (ซึ่งที่พูดเรื่องบริการเมื่อกี่นี้  รพ.ของรัฐเอง  หาย๊ากมาก) 

สรุปแล้ว  คุณยายก็ปลอดภัย  กลับบ้านได้  นอน รพ.ราชพฤกษ์ไปเกือบเดือน  มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ   130,000  บาท  และสามารถเบิกคืนได้ในฐานะแม่ของข้าราชการระดับสูง  อีก  8,000  บาท (ค่าห้องพัก)    ก็ไม่เป็นไรคะ  น้าๆ ป้าๆ ลูกหลานทุกคนช่วยกันออก+ เงินเก็บอีกนิดหน่อย  ก็โอเคคะ  ขอให้คุณยายหายก็พอ......

นี่แหละคะวีรกรรมที่พาคนป่วย  คนที่เรารัก เราห่วงใยคนหนึ่งไปหาหมอ   "ถามจริงๆ เถอะคะ  ถ้าเป็นคุณ  แล้วคุณจะทำอย่างที่พวกดิฉันทำไหม? "

และถ้า จะให้เกี่ยวกับประกันจริงๆ ก็ขอบอกว่า  ถ้าคนป่วยคนนั้น  ไม่ใช่ยาย  แต่เป็นตัวเรา  ซึ่งขอบอกเลยว่าให้เบิกได้ด้วย  แต่ด้วยบริการ สถานพยาบาล ความพร้อม เรื่องหมอ ยา ห้องพัก ที่พักผ่อนหย่อนใจ ฯลฯ แล้วหละก็  ดิฉันว่า  ถ้ามีทางเลือกที่ดีกว่า  ทุกคนก็ต้องการทางเลือกนั้น  จริงไหมคะ?   

แต่เป็นไปได้ไหม?  แทนที่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากความต้องการ  เช่น  ยาที่ดีที่สุด  หมอที่เก่งที่สุด ห้องพักที่ดูไม่พุกพร่าน สถานที่ที่สะอาดสะอ้าน  ห้องน้ำที่ดูเหมือนกับจะไม่ไปติดเชื้อจากรพ.มา  พร้อมกับบริการที่ดี ฯลฯ  ต่างๆเหล่านี้  เราจำเป็นที่จะต้องจ่ายเอง   ให้โยนมาให้บริษัทประกันชีวิต  เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตรงนี้ให้เองจะดีกว่า   ส่วนเงินเก็บ  เงินออมของพ่อ-แม่  พี่ๆน้องๆ ลุงป้าน้าอา  ก็จะได้ไม่ต้องไปรบกวนเขา  เพราะตัวของเขาเองเงินทองก็จำเป็นและสำคัญเหมือนๆ กันคะ........

ฉะนั้น   ตามที่นายประชาชนพูดถึงรพ.รัฐที่ดี นั้น  ก็ต้องรวมถึงเรื่องพวกนี้ด้วย  ใช่ไหม?คะ  แต่ดิฉันว่า  คงจะยากหน่อยหนึ่ง  เพราะงบประมาณของรัฐบาลที่จะให้ในเรื่องนี้มีน้อยมาก    สังเกตุให้ดี ข่าวแว่วๆตอนนี้ในเรื่องประกันชีวิต  "รัฐจะมีการส่งเสริมให้คนไทย ทำประกันชีวิตทุกๆ คน  ถึงกับว่าเป็นการบังคับ ให้เหมือนกับพรบ.รถยนต์ก็ว่าได้คะ"  เพื่อจะเป็นการผลักภาระการแบกรับค่าใช้จ่ายในด้านนี้ให้ลดลงคะ   ก็ฝากๆ นายประชาชนส่งเสริมเรื่องนี้ด้วยนะคะ

2.  ถ้าผมได้รับบริการตามที่รัฐจัดให้แล้ว ผมจำเป็นมากน้อยเพียงให้ในการทำปะกันชีวิต (โดยซื้ออนุสัญญาด้านสุขภาพเพิ่ม)

หลักประกันสุขภาพที่รัฐจัดให้ ไม่เพียงพอต่อความจำเป็นใช่หรือไม่ ? ถ้าคำตอบ คือ ใช่ สิ่ง ผมต้องทำ คือ เรียกร้องและเสนอแนะให้รัฐจัดให้มีคุณภาพ เข้าถึง และเท่าเทียมมากว่าขึ้น หรือ แนะนำให้ ประชาชน ซื้อประกันชีวิต และอนุสัญญาทางด้านสุขภาพเพิ่ม ??

คนที่ซื้อประกันฯ สามารถที่จะได้รับการรักษาที่ดีกว่า มีคุณภาพมากกว่า ใช่หรือไม่ ? ถ้าคำตอบ คือ ใช่ แสดงว่า สุขภาพน่าจะซื้อขายได้ตามนิยามใหม่ ???

คำตอบที่จะให้นี้  มีคำตอบในตัวของมันเองแล้วคะ  จากที่ยกตัวอย่างมา    และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยพาคนที่คุณรัก เขาป่วยไม่สบายม๊าก ไปรับการรักษา  เชื่อเถอะคะว่า  "คุณคงต้องการหมอที่ดีที่สุด  ยาที่ดีที่สุด  และบริการที่ดีแบบทันด่วนทันใจฯลฯ"  มารักษาให้เขาหายจากการเจ็บป่วยนั้นๆ    และถึงแม้นว่า คุณมีรพ.ที่ดี  หมอที่เก่ง  และยาที่ดีรักษาคนที่คุณรักให้หายได้แล้วนั้น  แต่คุณไม่มีตังค์ (เงิน) เชื่อเถอะว่าหมอก็ไม่รักษาคนที่คุณรักให้  เพราะ หมอไม่ใช่ใครคนๆนั้นที่จะต้องมารับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นของคนที่คุณรัก.......

ฉะนั้น  ถ้าเราเองยังต้องหวังพึ่งรัฐบาล (ซึ่งก็มีภาระอันหนักอึ่ง เห็นๆกันอยู่แล้ว) หรือพึ่งพาคนรอบๆข้าง ญาติ พี่น้อง (ซึ่งก็พอๆกันกับเรา)  มีคำถามวา  "ถ้าเกิดอะไรขึ้นในปัจจุบันทันด่วน  เราจะทำอย่างไร?....."

3. ประเด็นต่อมาที่ผมคิดต่อ คือ อนุสัญญาด้านสุขภาพที่ว่านี้ ส่งผลหรือไม่ อย่างไร

  • ถ้าคนที่ซื้อเพราะเห็นว่ามีหลักประกันที่ดีอยู่แล้ว คงไม่ต้องส่งเสริมสุขภาพตัวเองมากมาย เพราะเจ็บป่วยมาก็มีคนดูแล ?
  • ถึงแม้เป็นโรคเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถเข้ารับการรักษาได้ เพราะมีสิทธิที่พึงเบิกได้ เพราะจ่ายเบี้ยไปแล้ว เป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ เลยไปหาหมอ รพ.เอกชน ดีกว่าพักผ่อน นอน และรักษาด้วยตัวเองโดยไม่รับยา ?

ตอบได้เลยคะว่า  คนที่เน้นซื้อสุขภาพจริงๆนั้น ส่วนมากเขาต้องเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพจริงๆ เขาถึงจะซื้ออนุสัญญา (เพราะอนุสัญญานี้ซื้อแล้วเงินหายหมดถ้าไม่ได้รับใช้บริการในปีนั้นๆ)  และลูกค้าส่วนมาก  ไม่มีใครหรอกคะที่ต้องการจะเข้านอนรพ.  เหมือนกับว่า  พอรู้ว่าตัวเองมีอาการเหมือนกับใกล้จะป่วย แทนที่จะดูแลตัวเองก่อนกลับทำให้มันอาการหนักขึ้นไปอีก เพราะว่าจะได้เบิกได้หมดแมกของการรับประกัน?  (ถ้าจะมีคงน้อยมากคะ)

และ ขอโทษนะคะที่ต้องบอกว่า  ถ้าอาการไม่หนักมาก  หมอเขาไม่ให้ไปนอนเล่นในรพ.หรอกคะ  หรือถ้าต้องนอนจริงๆ อย่างน้อยก็ให้น้ำเกลือ  1 คืนแล้วก็ให้กลับบ้าน

เพราะว่า  ถ้าอาการป่วย + ใบเสร็จ + ตัวยาที่รับไปนั้น  ผิดปกติ  ทางบริษัทประกันก็จะมี  คุณหมอที่ได้รับการแต่งตั้ง มาตรวจเช็คอีกทีคะ  ซึ่งถ้าทางรพ.ไหน? ที่อยู่ในเครือ / จ่ายใบเสร็จนั้นมาให้  ดูแล้วผิดปกติ/ไม่สมเหตุสมผล  บริษัทประกันจะไม่จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลนั้นๆ ในส่วนที่ไม่สมเหตุผลให้คะ......  นายประชาชนก็อย่าหวังเลยว่าจะได้แอ้ม..5 5 5  กะจะไปนอนห้องรพ.ฟรีๆ ละซิ

เฮ้อ ....  วันนี้มึน  เดี๋ยวหน้านี้แค่นี้ก่อนนะคะ  ซักพักจะเล่าอะไรดีให้ฟังอีกคะ  บ๊ายบาย