ยินดีที่ได้รู้จัก และขอบพระคุณ อาจารย์สุขุมาลมากๆ ครับที่กรุณาให้ความเห็น

ผมมองว่าเรื่องรากนั้น หมายถึงความเชื่อมโยงระหว่างตัวเรากับสังกัดใดๆ ที่มันหล่อหลอมให้เป็นตัวเราขึ้นมาครับ

สำหรับคนในเมือง...รากอาจจะเป็นสถาบันครอบครัว สถานศึกษา สถานที่ทำงาน รวมถึงกลุ่มเพื่อนหรือสมาคมที่เราข้องแวะด้วย

ในชนบท...ผมว่ามันมีความหลากหลายกว่า มีช่องทางการเชื่อมโยงมากกว่า เนื่องจากคนในชนบทนอกจากจะมีระบบครอบครัวแบบขยาย เครือญาติ พี่น้อง หรือตระกูลเดียวกันเกือบทั้งหมู่บ้านแล้ว ยังร้อยรัด และเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันด้วยวัฒนธรรมประเพณี

สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตชนบท (ผมมีประสบการณ์เฉพาะชนบทอีสาน)คือ  "การเรียนรู้แบบเปิด" ในชุมชน ซึ่งทำให้เด็กๆ ได้รู้ได้เห็นได้สัมผัสประสบการณ์ชีวิตอันหลากหลาย จากการเดินไปบ้านโน้นบ้านนี้

ได้เห็นพ่อใหญ่สานกระบุงตะกร้า ผ่านบ้านนี้เห็นป้ากำลังทอผ้า อีกบ้านหนึ่งอาจจะเห็นหมอนวด กำลังจับเส้นให้คนที่เป็นโรคอยู่ ซึ่งเด็กคนนั้นสามารเดินเข้าไปคุย ไปนั่งเล่น ไปเรียนรู้จากคนเหล่านั้นโดยไม่รู้สึกแปลกแยก

ผมไม่คิดว่าคนเราจะไม่มีรากหรอกครับ อย่างน้อยความรู้สึกที่เรา "สังกัด"อะไรสักอย่างที่หล่อหลอมมาเป็นตัวเรานั้นแหละคือรากของเรา (เปลี่ยนจากคำว่าราก มาเป็นคำว่า สิ่งที่เชื่อมโยงผูกพันและหล่อหลอมเราน่าจะเห็นภาพชัดกว่าครับ)

ขอเล่าเรื่องความเป็นครูครับ

ผมมีลำดับความคิดของความเป็นครูสามชุดความคิดครับ

ชุดแรกคือชุดที่ทำให้ตัดสินใจมาสมัครเป็นครู

"ครูทั่วไป...สอน, ให้ความรู้

 ครูชั้นดี...สร้างความเข้าใจ

 ครูชั้นเลิศ...บันดาลใจ"

ชุดความคิดชุดที่สองเกิดขึ้นหลังได้ทำงานที่คณะทันตแพทยศาสตร์ธรรมศาสตร์ระยะหนึ่ง (ความคิดชุดนี้เกิดมาจากการทำงานนร่วมกับครูชั้นเลิศของผมคนหนึ่งชื่อ ทพ.ดร.ปิยะ ศิริพันธุ์ครับ)

"หน้าที่หลักของครู ไม่ใช่การให้ความรู้ แต่เป็นการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย (ทั้งทางกายภาพ และทางการแสดงความคิดเห็น)"

ชุดความคิดสุดท้ายเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้เองครับ

"หากจะสรุปบทบาทของครูในคำคำเดียว คำๆ นั้นไม่ใช่ สอน แต่เป็นคำว่า เชื่อมโยง"

อาจารย์คิดยังไงก็เขียนมาคุยกันต่อนะครับ