5 แนวโน้มในการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน

เกณฑ์การกระทำผิด

1. ผิดกฎหมายอาญา

2. เป็นความผิดของเด็กโดยเฉพาะ

ปัญหาที่น่าสนใจยิ่งก็คือ การกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นมาก มีจำนวนเป็นหมื่นๆ ราย อย่างเช่นในปี พ.ศ. 2544 มีจำนวน 31,448 ราย ปี พ.ศ. 2545 มีจำนวน 35,285 ราย (เพิ่มขึ้นร้อยละ12.20) ปี พ.ศ. 2546 มีจำนวน 29,915 ราย (มีอัตราลดลง) ปี พ.ศ. 2547 มีจำนวน 33,308 ราย (เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.34)ในปี พ.ศ. 2548 มีจำนวน 36,080 ราย (เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.32) ในปี พ.ศ. 2549 มีจำนวนถึง 48,218 ราย (เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.64) ในปี พ.ศ. 2550 มีจำนวนถึง 51,128 ราย (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.03) และในปี พ.ศ. 2551 มีจำนวนถึง 42,766 ราย (มีอัตราลดลง) เนื่องจากเด็กและเยาวชนเหล่านี้นั้นเป็นวัยที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ (Transitional period) (อ้างใน ชาญคณิตและอุนิสา, 2553 จากรายงานสถิติคดีประจำปี, กลุ่มงานข้อมูลและสารสนเทศ, สำนักงานพัฒนาระบบงานยุติธรรมเด็กและเยาวชน, 2551 : 22) สรุปเพิ่มขึ้นร้อยละ 66.7 ในรอบ 10 ปี (พ.ศ. 2540-พ.ศ.2550) เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึงปีละ 36,687 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.5 ของ GDP ในประเทศไทย (สำนักข่าวไทย,พฤศจิกายน 2549 อ้างถึงใน อนันต์,2553)

มีข้อมูลเกี่ยวกับเยาวชนไทยในเรื่องเพศอย่างน่าสนใจ ซึ่งสะท้อนถึงการเลี้ยงดูบุตรของบิดามารดา และ สภาพแวดล้อมทางสังคมไทย อันอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมได้ในหลาย ๆ ปัญหา อันอาจรวมถึงการทำผิดอาญาด้วย คือ วัยรุ่นไทยครองแชมป์ในเรื่องต่อไปนี้

1. ยอมรับการมีคู่นอนมากกว่า 1 คน ค่าเฉลี่ย "สูงที่สุดในโลก"

คือมีร้อยละ 52 (ค่าเฉลี่ยทั่วโลกคือ ร้อยละ 34)

2. เริ่มเรียนรู้เรื่องเพศศึกษา "ช้าที่สุดในโลก"

คือเมื่ออายุ 13.5 ปี (ค่าเฉลี่ยทั่วโลกคือ 12.2 ปี)

3. มีการใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเซ็กส์ครั้งแรก "น้อยที่สุดในโลก"

เพียงร้อยละ 23 (ค่าเฉลี่ยทั่วโลกคือ ร้อยละ 57)

4. พ่อแม่ไทยมีบทบาทในการสอนเรื่องเพศแก่ลูก "น้อยที่สุดในโลก"

คือร้อยละ 1 เท่านั้น (ค่าเฉลี่ยทั่วโลกคือร้อยละ 12)

(สถาบัน Durex Global Sex Survey 1999 อ้างในณัฐวุฒิ, 2553)


6 แนวคิดการบริหารงานยุติธรรมปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาดูแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของสถิติการทำผิดของเด็กและเยาวชน และ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น นับว่าน่าเป็นห่วงยิ่ง ต้องปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรมอันสมควร (Due process of law) การมุ่งเน้นการควบคุมอาชญากรรมเกินสมควร (Crime control) ก็อาจเกิดปัญหาความไม่พอดี ความไม่เป็นธรรม ความอยุติธรรมได้

นริมา, 2551 ได้ศึกษามาตรการทางอาญาในการลงโทษผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26(3) และ มาตรา 78 ไว้ โดยเสนอแนะว่าควรแก้ไขเพราะขัดเจตนารมณ์ในการที่ไปลงโทษจำคุกบิดามารดาหรือผู้ปกครองฯ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีการแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายแต่อย่างใด

ศ.ดร.คณิต ณ นคร ให้ความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยมีประเด็นที่น่าสนใจมาก คือ “กติกาของกระบวนการยุติธรรมของไทยมีการเปลี่ยนแปลง แต่ทางปฏิบัติยังไม่เปลี่ยนแปลง” ควรเน้นเรื่องหลักการนิติรัฐ ในเรื่องสิทธิของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมคุมขัง ปัจจุบันศาลฎีกามีคดีค้างมากถึง 3 หมื่นคดี ผู้ต้องหาถูกคุมขังโดยไม่ให้ประกันมีมากถึง 30 % ทำให้เกิดปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ซึ่งต้องมีการปล่อยชั่วคราว(ให้ประกันตัว) โดยไม่ต้องไปคุมขัง เพราะเป็นการให้โอกาสคน และเราก็ยังสามารถที่จะฟ้องเอาผิดคนได้ (คณิต, 2553 และ ปิยนุช, 2554) แสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยยังมีปัญหาอยู่ในทัศนะของนักกฎหมาย

นอกจากนี้ สรุปตามหลักการแนวคิดในการบริหารงานยุติธรรมควร เป็นดังนี้ (อรพรรณ , มปป., Ibid.)

1. เน้นการแก้ไข ฟื้นฟู มากกว่าการลงโทษ หรือแก้แค้นทดแทน

2. เน้นการอำนวยความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มากกว่าการแก้แค้นทดแทน

3. เน้นการสร้างทางเลือกใหม่ที่ไม่นำคดีเข้าสู่ระบบยุติธรรมและระบบศาลโดยไม่จำเป็น

4. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาสังคม

5. ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความเป็นสากลและความร่วมมือระหว่างประเทศในกระแสโลกาภิวัตน์


7 รูปแบบทางเลือก (Alternative)

รูปแบบในกระบวนการยุติธรรมในโลกสมัยใหม่ยุคโลกาภิวัตน์ ต้องมีการปรับกระบวนทรรศน์ใหม่ในการบริหารจัดการแก้ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้น จึงมีนักคิด นักศึกษา วิจัย เสนอรูปแบบขึ้นมา ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมสมัยใหม่อยู่ไม่น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องมีการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับหลักการทฤษฎีที่นำเสนอด้วย

Thomas Hobbes ชาวอังกฤษ เสนอแนวคิดว่า คนเกิดมาเลว คือ มีความเลวอยู่ในตัว ฉะนั้นต้องมี “กฎหมาย” ออกมาบังคับใช้ แต่ต่อมาลูกศิษย์คือ John Locke เสนอแนวคิดกลับกันว่า คนเกิดมาเป็นคนดีมาแต่เกิด ฉะนั้น เพื่อรักษาความดีนั้นเอาไว้ ต้องมี “กฎหมาย” ออกมาบังคับใช้ ฉันใดก็ฉันนั้น แนวคิดในการมองโลกย่อมแตกต่างกันไป แต่การพิจารณาว่าสิ่งใดควรไม่ควร คงมิใช่อยู่ที่อัตวิสัย (Subjective) เท่านั้น กลับต้องอยู่ที่ภาวะวิสัย (Ojective) ด้วยเป็นสำคัญ

ปัจจุบันกรมพินิจฯ ได้นำแนวคิด “ศาลวัยทีน” (Teens Court) ได้นำกระบวนการจัดการเด็กอย่างมีระบบของสถานพินิจฯในไมอามี มาปรับปรุงเพื่อใช้ดูแลเด็กและเยาวชนในเมืองไทยได้ คนที่ทำหน้าที่ในศาลทั้งหมดเป็นเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นเสมียนศาล ลูกขุน อัยการ ตัวทนายของผู้ต้องหา ยกเว้นผู้พิพากษาตัวจริงที่นั่งอยู่ตรงกลาง ซึ่งการนำเยาวชนมาทำหน้าที่ตรงนี้ เนื่องจากเข้าใจและเป็นมิตรมากกว่า Teens Court ของไมอามีน่าจะเป็นบทเรียนให้แก่ศาลเยาวชนของไทยได้ ซึ่งสอดคล้องกับการเตรียมการใช้กฎหมายใหม่คือ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553

กระบวนการจัดการเด็กอย่างมีระบบของสถานพินิจฯในไมอามี 3 แบบ คือ

1. เครื่องมือประเมินเด็กว่าอะไรคือปัจจัยเสี่ยงให้ทำผิด ทำผิดซ้ำ

2. โปรแกรมบำบัด เพื่อติดตามและเตรียมเด็กก่อนที่จะปล่อยออกไป และ

3. เครื่องมือจำแนกเด็ก โดยศาลจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อที่จะจำแนกเด็กออกไปอยู่ ตามความผิด (ศาลวัยทีน,29 มิ.ย. 53)

ข่าวสารเกี่ยวกับวัยรุ่นกระทำผิดอาญา ไม่ว่าจะเป็นคดีเล็กน้อย หรือคดีสำคัญอุกฉกรรจ์ มักปรากฏทำนองว่าเป็นความผิดพลาดของสังคม อาทิคดีน้องหมูแฮม บุตรชายสาวิณี ปะการะนัง ที่มีปัญหาสมาธิสั้น โมโหร้ายทำร้ายประชาชนขับรถชนเสียชีวิตหลายราย (เหตุเกิดปี 2550) หรือ ล่าสุด คดีสาวซีวิคเด็กสาวอายุ 16 ปี ขับรถเฉี่ยวชนรถตู้บนทางด่วนจนมีผู้เสียหายและเสียชีวิตหลายราย (เหตุเกิดเมื่อปลายปี 2553) หรือ คดี ทารก 2,002 ศพ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำแท้งของหญิงสาว เหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

จากการศึกษาจากผลงานวิจัยและวิทยานิพนธ์หลายฉบับพบว่า ปัจจัยทางสังคมมีอิทธิพลต่อการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นสื่อสารมวลชน ปัญหาเศรษฐกิจ ยาเสพติด การคบเพื่อนเสเพล สภาพแวดล้อมในยุคโลกาภิวัตน์ ฯลฯ เหล่านี้ ทำให้เกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบน เกิดภาวะ “สังคมพิการ” (Social Disorganization)ได้ง่าย

สถาบันครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเด็กและเยาวชนจะผูกติดอยู่กับสถาบันครอบครัว ถือเป็นสถาบันแรกที่มีความสำคัญในการสร้างรากฐานชีวิตของเด็ก แนวคิดแบบองค์รวม (Holistic) ที่มีการวิเคราะห์แบบรอบด้าน ควรนำมาใช้ ฉะนั้น รูปแบบทางเลือก ของกระบวนการยุติธรรมควรเป็นดังนี้ (อรพรรณ , มปป., Ibid.)

1. การหันเหคดีออกนอกระบบ diversion กล่าวคือ ไม่เข้าสู่กระบวนการศาลยุติธรรม

2. กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ Restorative justice โดยมีชุมชนเข้ามาร่วมพิจารณา และ ให้ผู้กระทำผิด ผู้เสียหายยอมรับ

3. การคุมความประพฤติ เป็นมาตรการป้องกัน เพื่อมิให้เกิดการกระทำผิด หรือ มีโอกาสเสี่ยงน้อย

4. มาตรการแทรกแซงระดับกลาง เป็นมาตรการป้องกันอีกแบบหนึ่ง

(1) การจำกัดบริเวณ

(2) การควบคุมโดยใช้อิเล็กโทรนิคส์ electronic monitoring

(3) การชดใช้ค่าเสียหาย

(4) การควบคุมระยะสั้น Shock Incarceration : Boot Camp

1. การฝึกอบรมในสถานควบคุม

2. การจำคุก เป็นมาตรการที่จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3. การกำกับดูแลแบบเข้มข้น Intensive Supervision

4. การบำบัดเชิงระบบ Multisystemic Therapy

(5) บ้าน โรงเรียน ชุมชน เพื่อน


8 ข้อควรคำนึงในการนำไปใช้

มีข้อควรคำนึงในการพิจารณานำรูปแบบกระบวนการยุติธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนกระทำผิด โดยสังเขป ดังนี้ (อรพรรณ , มปป., Ibid.)

1. เข้าใจกลุ่มเด็กเยาวชนกระทำผิด

2. วิเคราะห์สาเหตุการกระทำผิดของเด็กเยาวชน

3. กำหนดแนวทางและดำเนินการแก้ไข ฟื้นฟู

4. มาตรการป้องกันมากกว่ารอแก้ไข

5. พัฒนานวัตกรรม แนวทางใหม่ ๆ Innovation


9 อำนาจผู้อำนวยการสถานพินิจในการฟ้องเด็กหรือเยาวชน

ตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่เป็นมาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553

“มาตรา 63 ในกรณีที่เด็กหรือเยาวชนต้องหาว่ากระทำ ความผิด เมื่อผู้อำนวยการสถานพินิจพิจารณาโดยคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ ฐานะ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนและพฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีแล้วเห็นว่าเด็กหรือเยาวชนอาจกลับตนเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้อง และเด็กหรือเยาวชนนั้นยินยอมที่จะอยู่ในความควบคุมของสถานพินิจด้วยแล้ว ให้ผู้อำนวยการสถานพินิจแจ้งความเห็นไปยังพนักงานอัยการ ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วย ให้มีอำนาจสั่งไม่ฟ้องเด็กหรือเยาวชนนั้นได้ คำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการนั้นให้เป็นที่สุด

การควบคุมเด็กหรือเยาวชนในสถานพินิจตามวรรคหนึ่ง ให้มีกำหนดเวลาตามที่ผู้อำนวยการสถานพินิจเห็นสมควร แต่ต้องไม่เกินสองปี

บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่การกระทำความผิดอาญาที่มีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกเกินกว่าห้าปีขึ้นไป”

หลักการใหม่ตามมาตรา 86 กรณีที่ผู้อำนวยการสถานพินิจพิจารณาเห็นว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นอาจกลับตนเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้อง ให้จัดทำ “แผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูให้เด็กหรือเยาวชนปฏิบัติ…เสนอต่อพนักงานอัยการ...รายงานให้ศาลทราบ... ”

จะเห็นว่าหลักการใหม่จะค่อนข้างชัดเจนกว่าหลักการเดิม นอกจากนี้บทบาทของ สหวิชาชีพ ตามหลักการใหม่ ในมาตรา 43 จะเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือในกระบวนการยุติธรรมของเด็กและเยาวชนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการแก้ไขเยียวยาและพัฒนาการเด็กและเยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติที่มีคุณภาพต่อไป (สราวุธ, 2554)