กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
เมื่อฉันได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนั้นฉันคิดว่าเมื่อเราได้เรียนหรืออ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานเราก็เหมือนได้เรียนรู้พระราชประวัติของรัชกาลที่2ไปด้วยแล้วเราก็สามารถรู้เรื่องการทำอาหารของคนสมัยทำอาหารอย่างไรกันบ้างในกาพย์นี้เราก็สามารถรู้เกี่ยวกับอาหารหลายชนิดเช่นแกงมัสมั่น ตับเหล็กลวก หมูแนม ก้อยกุ้ง แกงขม แกงคั่วส้ม พล่า รังนก ไตปลาและอื่นๆและเราสามารถรู้ว่าอาหารชนิดพวกนี้มีมานานแล้วไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นซึ่งในอาหารก็จะมีส่วนประกอบซึ่งในส่วนประกอบนั้นเราก็สามารถรู้เรื่องการค้าขายระหว่างประเทศได้เช่นเดียวกันเช่นน้ำปลาญี่ปุ่นเราก็สามารถรู้การค้าขายระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นและแกงมัสมั่นในส่วนประกอบเราก็สามารถรู้ว่าสมัยนั้นมีการค้าขายกับประเทศอินเดียอีกด้วยและเราก็สามารถรู้ได้ว่าอาหารสามารถนำมาเปรียบเป็นความรักต่อคนที่เรารักได้อีกด้วยในที่นี้คือความรักจากรัชกาลที่2ที่มีต่อสมเด็จพระสุริเยนทราบรมราชินีเช่นรัชกาลที่2ทรงเปรียบว่า ความรักยักเปลี่ยนท่า ทำน้ำยาอย่างแกงขม กลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลม ชมไม่วายคลับคล้ายเห็นซึ่งแปลออกมาว่าความรักของคนเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาบางครั้งก็ขมเหมือนมะระแต่บางครั้งก็หวานกลมกล่อมและในกาพย์นี้สามารถสอนให้เรารู้ว่าการแต่งกลอนที่มีสัมผัสพยัญชนะสัมผัสสระเป็นไรอีกด้วยเช่นกลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลมในวรรคนี้มีทั้งสัมผัสสระและสัมผัสพยัญชนะซึ่งแสดงถึงพระอัจฉริยภาพ ของรัชกาลที่2ในการในการแต่กลอนไม่แพ้สุนทรภู่เลยทีเดียวดังนั้นกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานสอนเราในหลายเรื่องเลยเช่นทำให้เรารู้จักอาหารไทยประเภทต่างๆ พระราชประวัติของรัชกาลที่2 การแต่งกลอนและความรักว่าเป็นอย่างไรเมื่อเราต้องจากคนรักไปถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือไม่ได้เจอกันแต่เลาทำอะไรที่คนรักเคยทำให้ก็คิดถึงและห่วงใยอยู่เสมอตลอดเวลาฉะนั้นฉันคิดว่าการที่ให้เด็กไทยเรียนกลอนหรือว่าวรรณคดีต่างๆที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศไทยหรือว่าประวัติของบุคคลสำคัญต่างๆของประเทศไทยจึงเป็นเรื่องที่ดีดังนั้นเราทุกคนควรอนุรักษ์การแต่งกลอน การทำอาหารไทยและวัฒนธรรมของประเทศไทยไว้เพื่อให้คงอยู่ต่อไปถึงคนรุ่นหลัง