กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนั้นเป็นกาพย์ที่มีความไพเราะมาก และ มีความหลากหลายทางภาษา และ ลักษณะการแต่ง รวมถึงการใช้ทำนองในการแต่งด้วย ทำให้กาพย์นี้ถือว่าเป็นความสามารถทางภาษา และ การแต่ง กาพย์-โคลง เมื่อผมได้อ่านบทกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานบทนี้ซึ่งพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าณภาลัยทำให้ผมเรียนรู้ และ รู้สึก มากมาย เช่น นางในวังสมัยก่อนทำอาหารเก่ง , อาหารที่รัชกาลที่2ทรงโปรดปราน , การค้าขาย และ สัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ , ประวัติ และ ต้นกำเนิดของเครื่องปรุงอาหาร กาพย์บทนี้ รัชกาลที่2 มีวัตถุประสงค์ในการแต่งเพื่อชมอัจฉริยภาพทางการทำอาหารของ พระมเหสีของพระองค์ ทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ที่ทรงทำอาหารด้วยใจรัก จึงทำให้รัชกาลที่2ทรงโปรดโปรนอาหารที่พระองค์ทำเป็นอย่างมาก และ ในบทกาพย์นี้รัชกาลที่2 ก็ทรงแต่งด้วยใจโหยหาอาวรณ์ถึงสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีซึ่งทรงเป็นพระมเหสีที่จากกันไป เพราะ พระองค์ผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับพระมเหสีว่าจะไม่มีพระสนมแต่พระองค์ก็ทรงทำไม่ได้ ดั่งบทที่ว่า เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน เจ็บไกลใจอาวรณ์ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง และ บทที่ว่า รังนกที่น่าซด โอชารสกว่าทั้งปวง นกพรากจากรังรวง เหมือนเรียมร้างห่างห้องหวน ซึ่งบทแรกใช้การเล่นคำในการแสดงความรู้สึกเศร้าคิดถึงสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ส่วนบทที่2 ใช้อาหารเป็นตัวเชื่อมความรู้สึกคิดถึง โหยหา และ เปรียบว่ากว่าจะได้รักนกมาต้องพรากนกออกจากรัง ก็เหมือนกับพระองค์ที่ต้องพรากกับพระมเหสี สัมพันธไมตรี และ การค้าขายในสมัยนั้น ผมคิดว่าคงมีความเจริญรุ่งเรืองทางการค้ากับประเทศแถบเอเชียใต้มาก เนื่องจากประเทศแถบนั้นต้องการค้าขายเครื่องเทศของตนจึงเดินทางประเทศไทย และ ประเทศไทยจึงได้รับวัฒนธรรมต่างๆจากประเทศเครื่องเทศโดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งเราจึงได้รับเครื่องเทศดีๆที่สำคัญทางการปรุงอาหารมากมาย เช่น ลูกกระวาน และ ได้รับอาหารของแขกด้วย เช่น มัสมั่น ซึ่งใช้เครื่องเทศมากมายในการปรุงอาหาร และ เรายังได้เครื่องปรุงอีกอย่างซึ่งมาจากประเทศญี่ปุ่น คือ น้ำปลา ซึ่งแสดงให้เห็นอีกว่า สมัยนั้นมีการค้าขายกับประเทศญี่ปุ่นด้วย ทั้งบทกาพย์นี้ ยังสอนให้ผมรู้จักการแต่งกลอนให้ดี ว่า แต่งยังไงคำพูดถึงจะสละสลวย รวมทั้งเมื่อศึกษาประวัติศาสตร์กับบทกาพย์นี้ ก็จะแสดงให้เห็นว่า คนสมัยก่อน นิยมทานอาหาร ประเภท เครื่องจิ้ม (อาหารทานเล่น) และ แกง มาก เนื่องจากจากบทกลอนนี้ไม่มีการกล่าวถึงอาหารประเภทผัด หรือ ทอด เลย สุดท้ายนี้ผมก็คิดว่า รัชกาลที่2 ท่านทรงอยาก บอกเราเป็นในว่า ท่านไม่อยากให้เราทำผิดพลาด และ ต้องรักษาคำมั่นสัญญาไว้ เพื่อจะได้ไม่ต้องทำผิดพลาดแบบพระองค์ครับ