เมื่อผมได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานทำให้ผมได้รู้จักอาหารอีกหลากหลายชนิดและทำให้ผมรู้สึกว่าอยากลิ้มลองและรับประทานอาหารที่กล่าวมาในกลอนเช่น แกงมัสมั่น ยำใหญ่ ตับเหล็กลวก หมูแนม ก้อยกุ้ง แกงปลาเทโพ แกงขม แกงอ่อม ข้าวหุง หมูป่าต้ม แกงขั้วส้ม พล่าเนื้อสด ล่าเตียง หรุ่ม รังนกนึ่ง แสร้งว่า ไต ปลา และอื่นๆอีกหลายชนิด ผมได้รู้ว่าอาหารสามรถที่จะเป็นสื่อแทนความรักและความผูกพันได้ของคนสองคนได้อีกด้วย ซึ่งมีน้อยคนมากที่จะสามารถคิดนำเอาอาหารมาสื่อแทนความรักที่มีต่อคนคนหนึ่งได้ กลอนบทนี้ยังทำให้ผมได้รู้จักชีวิตของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยที่ต้องหย่ากับสมเด็จพระสุริเยนทราบรมราชินีทำให้เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเห็นอาหารอะไรก็จะคิดถึงแต่สมเด็จพระสุริเยนทราบรมราชินี จึงได้แต่งกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน โดยเปรียบอาหารแต่ละชนิดกับสมเด็จพระสุริเยนทราบรมราชินี จากที่กล่าวมานี้ทำให้ผมรู้สึกว่ากาพย์นี้มีความไพเราะมากและมีการพลิกแพลงนำเอาชื่อของอาหารมาเล่นคำ เช่น ล่าเตียงซึ่งเป็นอาหารกับเตียงนอน และยังมีเนื้อกับเนื้อของพระมเหสี นอกจากมีการเล่นคำแล้วยังมีการสัมผัสนอกสัมผัสในสัมผัสอักษรที่มีความไพเราะเช่น กลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลม และ เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน นอกจากนี้ผมยังประทับใจเกี่ยวกับการแต่งกลอนที่ทำให้ผู้ที่ได้อ่านเห็นภาพและได้รับรู้ถึงความรู้สึกของผู้แต่งว่ารู้สึกเศร้าและเสียใจมากแค่ไหนถึงได้นำมาพรรณาเป็นกลอน และผมก็ยังรู้สึกภาคภูมิใจกับการที่ประวัติศาสตร์ของชาติไทยนั้นมีพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถในการประพันธ์กลอนที่มีความไพเราะเป็นอย่างมากและยังมีสาระด้วย ทำให้คนรุ่นหลังได้รู้จักอาหารที่มีมาแต่โบราณทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก และได้รู้จักกับเครื่องเทศต่างๆในสมัยก่อนว่าต้องนำเข้ามาจากประเทศใดบ้างทำให้เราได้รู้ว่าประเทศไทยในสัมัยนั้นทำการค้าขายกับประเทศใดบ้าง เราควรตระหนักและรู้จักรักษาศิลปะที่มีค่านี้ไว้ให้คนรุ่นหลังต่อๆจากเราได้ศึกษาและอนุกรักษ์วัฒนธรรมที่มีมาแต่โบราณ ผมอยากให้ทุกคนไม่ใช่แค่เรียนกลอนแบบนี้ในวิชาเรียนเท่านั้น ผมอยากให้ทุกคนใส่ใจกับศิลปะแขนงนี้ให้มากๆ จะได้ไม่เลือนหายไปจากประเทศของเรา