กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานแสดงถึงวัฒนธรรมการกินสมัยก่อนที่ปรุงด้วยเครื่องเทศที่ นำมาจากต่างชาติ ซึ่งทำให้เห็นว่าคนไทยสมัยนั้นทำการค้ากับชาวต่างชาติโดยซื้อเครื่องเทศหลายอย่าง เช่น พริกไทยที่นำมาจากประเทศอินเดีย และน้ำปลาที่มาจากประเทศญี่ปุ่น จึงมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านอาหารการกินร่วมไปด้วย เช่น ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใสลูกเอ็น ซึ่งเป็นวิธีการหุงข้าวแบบแขก คนในสมัยก่อนยังแสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงจะเป็นคนทำอาหาร และทำงานบ้าน ทำให้สมัยปัจจุบันผู้หญิงก็เป็นคนทำอาหารและทำงานบ้านด้วยเหมือนกับเป็นต้นแบบของการดำรงชีวิตคู่ สามีภรรยา แต่ก็มีผู้หญิงสมัยปัจจุบันไม่ทำอาหาร เพราะบางส่วนจะต้องทำงานหาเงิน และบางส่วนก็นึกถึงความสะดวกสบาย และยังแสดงให้เห็นว่าอาหารไทยมีความประณีตในการปรุงและให้ความสำคัญกับความสวยงามและรสชาติของอาหารคู่กัน คนไทยจึงได้ชื่อว่าป็นเลิศในเรื่องฝีมือไม่ว่าจะทำอะไรหรือหยิบอะไรที่เกี่ยวกับวัสดุที่ทำอาหารก็ต้องทำได้อย่างงดงาม ซึ่งต้องอาศัยฝีมือในการปรุง นอกจากนั้นยังมีลักษณะของอาหารป็นหน้าตาคือ การตกแต่งอาหารที่สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีทำอย่างประณีต การปรุงอาหารที่มีรสดีและความงามนั้น เริ่มจากการเลือกปรุง ต้องเป็นของดี และผู้ปรุงต้องเลือกเป็น เมื่อปรุงเสร็จแล้วยังต้องจัดให้อยู่ในรูปสวยงามน่ารัปทานทั้งรูปลักษณ์และสีสันซึ่งป็นวัฒนธรรมด้านอาหารการกินของคนไทยสมัยโบราณ สะท้อนให้เห็นความละเอียดอ่อน พิถีพิถันในทุกขั้นตอนของการทำอาหาร ซึ่งทำให้เห็นว่าอาหารเป็นเครื่องหมายแทนความรักความผูกพันธ์ที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)กับ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี มีให้กัน และยังให้คุณค่าเชิงวรรณศิลป์ กวีสามารถพรรณนาอาหารแต่ละชนิดได้อย่างเห็นภาพ ใช้ถ้อยคำเปรียบเทียบลึกซึ้ง กินใจ และไพเราะ ซึ่งถือป็นประวัติศาสตร์ของชาติไทยทำให้เราได้รู้เกี่ยวกับอาหารที่มีในเรื่องการพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานว่ามีความหมายว่าอย่างไรและ คำที่ใช้แสดงความรักระหว่างพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)กับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี